Browsing articles from "January, 2009"
Jan
31

ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว

 ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว

By naiseven

             ธรรมชาติมักจะมีบทเรียนต่างๆมากมายไว้คอยสอนมนุษย์ เพียงแต่บทเรียนเหล่านั้นมาในรูปที่มนุษย์จะต้องนำไปเปรียบเทียบประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิต  และเมื่อมนุษย์รู้จักนำไปเปรียบเทียบใช้แล้ว ก็จะทำให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ดังเช่นธรรมชาติ นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น บทเรียนของก้อนหิน

             เราเคยเห็นก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในสภาวะต่างๆ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมเหล่านั้นจะเลวร้ายแค่ไหน ก้อนหินก้อนนั้นก็ยังคงดูสงบนิ่ง แข็งแกร่ง และตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม ไม่ใช่ว่าก้อนหินก้อนนั้นจะไม่ได้รับความเสียหายจากสภาวะแวดล้อมที่ทำลายไป เพราะในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความสึกหรอไปตามกาลเวลา เพียงแค่มันดูสงบนิ่งจนทำให้เราไม่เห็นความเสียหายเท่านั้นเอง

              ชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรารู้จักที่สงบนิ่ง แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะความสงบนิ่งนั้นจะช่วยให้เรามีเวลาคิด และแก้ปัญหานั้นๆนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ในการทำงานหลายๆครั้งย่อมมีปัญหา  อาทิ ผู้บริหารอาจจะมีปัญหาในการควบคุมบุคคลากร ถ้าผู้บริหารจะปกครองด้วยอำนาจที่มีอยู่ เช่นการเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาดุด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เป็นต้น  ความเคารพที่เกิดจากจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะไม่เกิด แต่ถ้าผู้บริหารเรียกเข้ามาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ถามถึงสาเหตุของเหตุการณ์นั้นๆด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ก็จะทำให้ความเคารพยำเกรงเกิดขึ้น เพราะมนุษย์มีความกลัวซ่อนอยู่ลึกๆภายใต้จิตใจ ไม่ชอบความเงียบ และสภาวะกดดัน นั่นเอง

              หรืออีกตัวอย่างที่ชัดเจน เราทุกคนล้วนย่อมผ่านวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน เรามักจะเครารพเกรงกลัวอาจารย์ผู้สอนที่ดูสงบนิ่ง สุขุม ซึ่งเชื่อว่าในวัยเด็กของทุกคนจะเป็นเช่นนี้ เพราะ คนที่นิ่งและสุขุมนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับหินผา ที่ดูไกลๆแล้วตั้งตระหง่านและแข็งแกร่งนั้นเอง 

              ในทางจิตวิทยาแล้ว ความสงบนิ่งมีผลต่อสภาวะการรับรู้และตัดสินใจของบุคคล เพราะจะช่วยควบคุมด้านจิตใจ ระบบไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกตินั่นเอง

               แต่บางครั้งใช้ความนิ่งที่ผิดจังหวะก็ให้เกิดผลเสีย เช่น ถ้าครอบครัวหนึ่งคาดหวังในการเอ็นทรานซ์ของบุตรของตน แต่เมื่อถึงเวลาบุตรของตนเองไม่สามารถเอ็นทรานซ์ได้ตามที่ปรารถนาไว้ ถ้าคนในครอบครัวนิ่งเงียบก็จะทำให้บุตรเสียใจเปรียบเสมือนเป็นการซ้ำเติมความพยายามของบุตรและอาจจะเกิดสิ่งต่างๆ ตามมาดังที่เป็นข่าวทั่วไป

               โดยสรุปแล้วควรใช้ความนิ่งให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อการดำรงชีวิตของบุคคลนั้นๆ จะได้ดูแข็งแกร่ง และตระหง่านดังหินผาที่ตั้งอยู่ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายเพียงใดก็ตาม.

  

Jan
31

นักจิตวิทยาในเมืองไทยทำอะไร

นักจิตวิทยาในเมืองไทยทำอะไร
โดย พี่คนคู
ถ้ามองในต่างประเทศแล้วจะพบว่า
สายงานทางด้านจิตวิทยานั้นเป็นวิชาชีพที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก
มีการศึกษาทางด้านจิตวิทยากว่าร้อยสาขาในสหรัฐอเมริกา แต่ในเมืองไทยแล้ว
กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม

บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาในเมืองไทยถูกรับรู้ผิดๆ

ถ้าใครสักคนบอกว่าตนเองเรียนจิตวิทยา คำถามต่อมาก็จะมีคำถามแนวว่า

โห น่ากลัว มันต้องรู้ใจเราแน่ๆ

อ่อ อยู่กับคนโรคจิต

มีปัญหาเองหรือเปล่าถึงได้มาเรียน

สงสัยจบไปคงได้ทำงานโรงพยาบาลหรือคลีนิค

อืม เจ๋ง น่าเรียน (แต่ให้เรียนเองหรือเปล่า ไม่อะ)

ฯลฯ

ถ้าจะให้ตอบคำถามเหล่านี้ คงต้องใช้พื้นที่กันหลายย่อหน้าเลยทีเดียว

ขอย้อนกลับไปที่ต่างประเทศอีกครั้ง
ซึ่งต้องปฏิเสธว่าวัฒนธรรมของเขาต่างกับของเรา ที่นั่นเมื่อเขามีความทุกข์
ก็จะไปพบนักจิตวิทยา หรือคนที่ทำงานทางด้านนี้
(หน่วยงานบางหน่วยงานแปลความทุกข์เป็นความเครียด
ซึ่งระดับของสองอย่างนี้ต่างกันอย่างเหลือล้น)
ซึ่งฝรั่งไม่เข้าใจเรื่องความทุกข์เท่าไหร่หรอก
แต่จะเข้าใจว่าเป็นความเครียดมากกว่า คนไทยก็ติดปากตามกันมาด้วย ว่า
เครียดเว้ยๆ หรือ จน เครียด กินเหล้า อะไรก็ว่ากันไป

ผมก็ไม่รู้ว่าไปพบแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล
แต่อาชีพนักจิตวิทยาที่นั่นเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมาก
คิดค่าบริการกันชั่วโมงละราวๆ 70 – 100 เหรียญขึ้นไป

อัตรานี้ในไทยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
นักจิตวิทยาในไทยถูกมองข้ามวิชาชีพ
หรืออาจไม่เคยถูกมองเห็นว่าเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญมากเท่าไหร่นัก ทั้งๆ
ที่องค์ประกอบสำคัญของมนุษย์นั้น ส่วนหนึ่งคือร่างกาย อีกส่วนหนึ่งคือจิตใจ
หากจิตใจไม่สมบูรณ์พร้อมแล้วก็อาจเหนี่ยวนำให้ร่างกายทรุดโทรมไปด้วย
และจิตใจที่เสื่อมทรามก็ย่อมฉุดการกระทำให้ไปในทางที่เสื่อมทรามด้วยเช่นกัน

อเมริกาที่ว่าเป็นประเทศวัตถุนิยมยังนิยมนักจิตวิทยา
ซึ่งทำงานทางด้านจิตใจกันมาก และให้ความสำคัญ
เนื่องจากเขารู้จักใช้ประโยชน์ตามสมควร
ในเมืองไทยมีนักจิตวิทยาที่ตั้งตัวเองกันมาก
บางคนบอกว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาโดยกำเนิด
บางคนบอกว่าตนเองเป็นคนมีจิตวิทยาสูง ซึ่งก็มีบางคนที่มีลักษณะเช่นนั้นจริงๆ
หากแต่หลายๆ คน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีในตนเองไปเสีย

แม้บางคนเรียนจิตวิทยามาก็จริง แต่ก็จิตวิทยาที่มี
ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องได้เลย

บทบาทของนักจิตวิทยาในเมืองไทย หากจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้
นอกจากรอกระแสแห่งกาลเวลาแล้ว ยังต้องมีการผลักดันบางอย่างที่ทำให้วิชาชีพนี้
ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างเป็นที่ประจักษ์จริง.

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ enlighten.bloggang.com
1 ม.ค. 50

Jan
31

ภาษาเปลี่ยนไป

By admin  //  Psychology WORK  //  6 Comments

ภาษาเปลี่ยนไป

By nusnus

language.gif

      ก่อนอื่นขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผู้เขียนบทความนี้ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และสิ่งที่จะบอกเล่าต่อไปก็เป็นความคิดเห็น และการสังเกตของผู้เขียนล้วน ๆ ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างยิ่ง      โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวันอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่ผู้เขียนที่เพิ่งอายุยี่สิบกว่า ๆ ก็สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่สมัยผู้แต่งเด็ก ๆ นั้นมือถือแพงและเครื่องใหญ่มาก แต่ปัจจุบันแม้แต่เด็กอนุบาลก็มีมือถือกันแล้ว จนถึงการแต่งตัวตั้งแต่ผมดัดชุดลายจุด จนถึงผมทรงเกาหลีและเกาะอก และอะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างที่ว่า อีกอย่างหนึ่งที่อาจจะบอกได้ว่ากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงคือ ภาษา

      เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันภาษาไทยแห่งชาติของปี 2551 บอกว่า ปัญหาของวัยรุ่นปัจจุบันที่พบมากและน่าเป็นห่วงคือใช้คำหยาบคาย และการใช้คำผิด ๆ

      “สาด วันนี้แม่งโคตรเบื่อเลยว่ะ เชี่ยเอ๊ย”

      “ตะเอง เค้ามะอยากไปเรียนเลยอ่า”

      ทำนองนั้น

      ความจริงตัวอย่างที่ยกมานี้สุดกู่ไปหน่อย คือโดยทั่ว ๆ ไปแล้วเด็กวัยรุ่นก็ไม่ได้พูดแบบนี้ตลอดการดำเนินชีวิต เพียงแต่มีคำพวกนี้ปะปนมามากขึ้น ๆ

      หลังจากที่ผู้เขียนได้มาฟังปัญหาที่ประกาศว่าเป็นปัญหาของสังคมไทย ผู้เขียนก็มานั่งคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาจริงหรือเปล่า

      ปัญหาทางวัฒนธรรมนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะอย่างแรกมันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนชัดเจน เด็กวัยรุ่นจะพูดอย่างไรแต่งตัวอย่างไรมันไม่ได้ทำให้ใครเจ็บปวดตามร่างกาย หรือบ่อนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่มันไปกระทบกับสิ่งที่ยึดถือกันมา และแน่นอน ของผู้ใหญ่

      ความจริงการเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว เด็ก ๆ เราคงได้ยินคำที่อาจารย์ชอบว่านักเรียนที่ชอบพูดคำหยาบว่า “ใช้ภาษาสมัยพ่อขุนฯ” ซึ่งมันก็เป็นตามนั้นจริง ๆ ภาษาของเราในสมัยก่อนมีความแตกต่างกับปัจจุบันมาก สมัยก่อนนั้น “มึง” “กู” ไม่ใช่คำหยาบคาย ใช้กันตามปกติจนถึงระดับทางการ แต่ในตอนนี้คำพวกนี้ก็ใช้กับแค่คนสนิท หรือเวลาทะเลาะวิวาทเท่านั้น

      หากเราอ่านวรรณกรรมสมัยเก่า ๆ ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงระดับสมัยกรุงศรีอยุธยา แค่วรรณกรรมสมัยสักรัชกาลที่ 5 ก็สังเกตได้ชัดแล้วว่า อ่านยาก เพราะภาษาที่พวกเขาใช้เราไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยตามกาลเวลา แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเห็นได้ชัดขนาดปีต่อปี เพราะแม้แต่ภาษาของร้อยปีที่แล้วเราก็ยังอ่านออกหากเป็นภาษาไทย

      ดังนั้นการที่วัยรุ่นปัจจุบันเริ่มใช้ภาษาแปลก ๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างมา เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เป็นปกติของมนุษย์

      หากลองจินตนาการว่า ถ้าเราไปพูดภาษาปัจจุบันในร้อยปีที่แล้ว เราอาจจะโดนว่าจากนักภาษาศาสตร์ก็ได้ว่าพูดผิด การที่วัยรุ่นเริ่มพูดคำแปลก ๆ ที่คนยุคเก่าบอกว่ามันผิด เช่น ตะเอง แทนตัวเอง หรือ มะมี แทนไม่มี นั้น มันคือการเปลี่ยนแปลงของภาษาแบบค่อยเป็นค่อยไปที่มีมาตลอดของสังคมหรือเปล่า

      อีกสักร้อยปีข้างหน้า คำพวกนี้อาจจะเป็นคำที่ใช้ในคนทั่วไปของสังคม ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครใช้คำแบบถูกต้องตามสมัยนี้ อาจจะกลายเป็นเชยไปก็ได้ เพราะเด็กในสมัยนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าเขาโตขึ้นเขาก็นำภาษาในสมัยของเขาไปพูดตอนเขาเป็นผู้ใหญ่ด้วย ส่วนจะเสียหายหรือไม่นั้นคงไม่ชอบใจกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยนี้แน่นอน แต่ถ้าเป็นกระทรวงวัฒนธรรมในอนาคตก็ไม่แน่

      ผู้เขียนยังจำสมัยที่คริสติน่า อะกิล่า ออกอัลบั้มแรก เพลง “ประวัติศาสตร์” ดังถล่มทลายในสมัยนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่า ประวัติศาสตร์ มันอ่านอย่างถูกต้องจริง ๆ ว่า ประ-หวัด-ติ-สาด ไม่ใช่ ประ-หวัด-สาด ตามที่เธอร้อง แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเท่าไหร่ เพราะชาวบ้านจำนวนมากก็อ่านว่า ประ-หวัด-สาด เหมือนกัน ปัจจุบันถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด ประวัติศาสตร์มีคำอ่านอย่างถูกต้องได้ทั้งสองแบบแล้ว

      พจนานุกรมพระราชบัณฑิตยสถานที่ถือว่าเป็นพจนานุกรมหลักของประเทศไทย ก็ใส่ความหมายของคำแสลงของยุคปัจจุบันไว้มากมาย เช่น คำว่า สก๊อยส์ ก็เริ่มมีการบรรจุลงในนั้นแล้ว

      ที่เขียนมานี่ไม่ได้ต้องการให้ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามใครกลุ่มไหน แต่เพียงต้องการจะสื่อภาษาค่อย ๆ เปลี่ยนไปจริง ๆ และมันก็คงจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือทางการสื่อสารที่ มนุษย์ สร้างขึ้น การที่จะบอกว่า มนุษย์ ควรจะยึดติดกับภาษาก็อาจจะฟังดูแปลก ๆ เพราะภาษาคืออะไรก็ตามที่ใช้แล้วสื่อสารกันรู้เรื่อง หากพูดว่า งุงิ แล้วเข้าใจความหมาย คำว่า งุงิ ก็เป็นภาษาที่มีประสิทธิภาพ

      อย่างไรก็ตาม สังคมมีกฎเกณฑ์ วัฒนธรรมก็เหมือนกฎในรูปแบบหนึ่งที่คนในสังคมควรจะปฏิบัติตาม การที่จะใช้ภาษาผิด ๆ ในแบบของวัยรุ่นก็ผิดไปจากวัฒนธรรมที่ยึดถือกันมา แต่วัฒนธรรมเองก็ใช่ว่าจะคงเดิมตลอดไป

      วัฒนธรรมเกิดจากมุมมองของคนในสังคมว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรสวย อะไรไม่สวย ภาษาที่ควรใช้น่าจะอยู่ในประเภทของ ความสวยงาม มากกว่าความดี ความสวยงามนั้นพูดยากว่าอะไรสวยกว่าอะไร และความสวยงามก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการแต่งตัว หากตอนนี้ลองใส่กระโปรงสุ่มบานยาวถึงขาไปเดินถนน คงไม่ใช่ความสวยงามในสายตาของคนในปัจจุบันแน่ ๆ เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเวลาเช่นเดียวกับ “ความสวยงาม” อื่น ๆ เหมือนกัน

      ทุกอย่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหา แต่สิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาของอนาคตก็ได้

      เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรม ความสวยงาม หรือปัญหา ก็แล้วแต่ก่อเกิดจากมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา.

Jan
31

กลับไม่ทันแล้ว

By admin  //  Psychology LIFE  //  2 Comments

กลับไม่ทันแล้ว

By NusNus

stepback1.jpg

      ในช่วงที่ผู้เขียนกำลังจะแต่งบทความนี้สถานการณ์ทางการเมืองก็ไม่สู้ดีเสียเท่าไหร่ มีการแบ่งฝ่าย มีการก่อชุมนุมของกลุ่มต่างๆ มากมายเป็นเวลานาน เลยอยากลองแต่งบทความที่จะช่วยสนับสนุนความสามัคคีของคนในชาติบ้านเมืองบ้าง ซึ่งหวังว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยในตอนนี้ หรือกับเหตุการณ์ขัดแย้งอื่น ๆ ในอนาคต

      ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยว่าบทความนี้ไม่ได้สนับสนุนหรือเข้าข้างฝ่ายใดทั้งสิ้น และไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งอยากเจาะจง

      ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ทุกสังคมไม่มีสังคมใดที่ไม่มีความขัดแย้ง หากใครเกิดมาไม่เคยทะเลาะกับใครเลยคงจะเป็นเรื่องแปลกเกินไป คนทุกคนล้วนต้องเคยมีความคิดเห็นที่ต่างจากคนอื่น เพราะมันก็เป็นเรื่องปกติอีกเหมือนกันที่ความคิดเห็นของแต่ละคนจะต่างกัน

      ความขัดแย้งนั้นจะยืดเยื้อหรือจะจบง่าย ๆ ก็คงขึ้นอยู่กับเรื่องที่ขัดแย้ง หากแค่แบ่งขนมกันไม่ลงตัว หรือตัดสินใจไม่ได้ว่าจะดูหนังเรื่องไหน แค่นี้คงจะจบภายในครึ่งวันหรือมากกว่านั้นไม่มาก แต่หากเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ความขัดแย้งทางธุรกิจหลายล้าน หรือการเมือง ประเด็นเหล่านี้ขัดแย้งกันได้เป็นปีหรือตลอดชีวิตก็อาจจะไม่จบ

      ปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนั้นอย่างหนึ่งคือเรื่องของภาวะที่เรียกว่า การติดกับ

      การติดกับที่ว่าไม่ได้หมายถึงการหลอกล่ออะไรแต่อย่างใด กับดักที่กล่าวถึงคือกับดักทางความคิดของตัวเอง เหมือนกับความคิดของตนติดกับอะไรสักอย่างจนไม่สามารถออกจากความคิดนั้นได้

      ก่อนอื่นขออธิบายถึงภาวะติดกับก่อน ภาวะติดกับนั้นจริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งโดยตรง แต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเราลงทุนลงแรงไปแล้ว และหากมีเหตุการณ์ที่เป็นทางเลือกให้เราเปลี่ยนใจยกเลิกสิ่งที่จะทำไปได้ เราก็มักจะไม่ยกเลิก และจะเดินหน้าทำสิ่งนั้นจนจบ แม้รู้ทั้งรู้ว่าผลที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่ากับทุนหรือแรงที่เสียไปทั้งหมด

      ยกตัวอย่างเช่น หากเราไปเที่ยวต่างจังหวัด โดยยังไม่รู้ถนนหนทางของที่นั่นดีนัก เราศึกษาเส้นทางไปยังพิพิธภัณฑ์ของเมือง และพบว่าต้องเดินเท้าไปทางถนนเส้นหนึ่งด้วยระยะทางสามกิโลเมตร แต่เมื่อเราออกเดินทางไปได้แล้วหนึ่งกิโลเมตรเราพบกับชาวบ้านที่บอกเราว่า จริง ๆ แล้วแถว ๆ โรงแรมมีบริการรถรับส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ฟรี และไปยังเส้นทางลัดที่เราไม่รู้ซึ่งระยะทางเพียงหนึ่งกิโลเมตรเท่านั้น คนทั่วไป เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง ๆ จะตัดสินใจอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

      หากคำนวณแล้วแม้เราจะเดินกลับโรงแรม และนั่งรถ เราจะใช้เวลาน้อยกว่า แต่ปัญหาอยู่ที่เราลงแรงแล้ว คือเดินมาแล้วถึงหนึ่งกิโลเมตร และถ้าเราอยากจะขึ้นรถ เราก็ต้องเดินกลับไปอีกหนึ่งกิโลเมตร และที่สำคัญกว่านั้นมันเหมือนกับว่าเราโง่เลือกทางผิดมาทางลำบาก คนทั่วไปมักจะตัดสินใจเดินต่อไปจนถึง แทนที่จะเดินกลับมา และยิ่งหากเราเดินไปยิ่งไกลจากเดิม โอกาสที่เราจะเดินกลับก็ยิ่งน้อย เพราะเราก็เหมือนยิ่งลงทุนลงแรงจนไม่อยากจะทิ้งให้มันเสียเปล่าแล้ว

      สถานการณ์ที่เราต้องเลือกในสิ่งใหม่ แต่การกระทำของเราจะทำให้สิ่งที่เราทำมาแล้วสูญเปล่านั้น จะทำให้เกิด ภาวะติดกับ

      ภาวะติดกับเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างระยะยาวอย่างมาก เพราะเมื่อมีความขัดแย้งก็จะเริ่มมีการลงทุนที่จะขัดแย้งกับฝ่ายตรงข้าม พอเริ่มตั้งฝ่ายหาทางเข้าข้างฝ่ายตนเอง โจมตีฝ่ายตรงข้าม พอคิดจะถอนตัวจากความขัดแย้งก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น หากนักวิทยาศาสตร์ A ทะเลาะกับ B เรื่องทฤษฎีที่คลุมเครือบางอย่าง ตอนแรกกขัดแย้งกันเล็กน้อย แต่พอนานเข้าความขัดแย้งเริ่มมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างหาข้อมูล ลงทุนซื้อเครื่องมือมายืนยันความถูกต้องของตนเอง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า การจะแก้ความขัดแย้งนี้จะยิ่งลำบากขึ้นอย่างมาก เพราะเหมือนแต่ละฝ่ายก็ลงแรงในการยืนยันตัวเอง โจมตีฝ่ายตรงข้าม แม้ถ้าวันหนึ่ง A เกิดคิดว่าสิ่งที่ตนคิดมีแนวโน้มว่าจะผิด และอยากจะคล้อยตาม B ก็ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เพราะถ้าทำแบบนั้นจะเหมือนสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดเสียเปล่า นอกจากนั้นตัวเองยังต้องเป็นผู้ผิดอีกด้วย A จึงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะเลือกพิสูจน์ว่าตนเองถูกต่อไป และสถานการณ์ยิ่งนานขึ้น A ก็ยิ่งไม่สามารถถอนตัวได้ เพราะตัวเองก็ยิ่งไม่อาจจะยอมเสียแรง เสียเวลาในการยืนยันความถูกต้องของตัวเองที่มากขึ้นกว่าเดิมได้

      ภาวะติดกับจะเกิดขึ้นได้ง่ายกับสถานการณ์ที่ผลไม่แน่นอน ถ้าเราทำต่อเราอาจจะได้ผลที่ต้องการ หรืออาจจะไม่ได้ก็ได้ ถ้าเราทำต่อแล้วผลที่ออกมาไม่ได้ตามที่ต้องการก็เท่ากับเรายิ่งจะเสียสิ่งที่ลงทุนลงแรงไปมากขึ้น แต่ถ้าเราเลิก สิ่งที่เราทำมาก็จะสูญเปล่าหมด การติดกับเมื่อเกิดขึ้นแล้วจึงยากจะตัดสินใจ

      ยกตัวอย่างจากในสถานการณ์การเมืองที่มีคนแบ่งออกเป็นกลุ่มขัดแย้งอย่างชัดเจน และที่สำคัญเกี่ยวข้องกับคนหลายคน บางครั้งความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน เหมือนกับไม่มีฝ่ายไหนยอมกันเสียที การติดกับก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง จากการที่ผู้นำของแต่ละฝ่ายไม่อาจจะยอม หรือเลิกขัดแย้งกับอีกฝ่าย เพราะถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด และที่พยามลงทุนลงแรงต่อต้านอีกฝ่ายมาตลอดก็เหมือนกับเสียเปล่าด้วย

      การแก้ปัญหาหากเราตกอยู่ในภาวะติดกับวิธีหนึ่งคือการตัดสินใจให้เด็ดขาดถ้าหากจะล้มเลิกสิ่งที่จะทำ เพราะถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปยิ่งนาน ผลที่ตามมาคือเราจะยิ่งเสียแรง หรือทุนที่มากขึ้น และยิ่งเราเสียแรงและทุนที่มากขึ้น เราก็จะยิ่งไม่สามารถล้มเลิกสิ่งที่ทำได้

      แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นสิ่งที่เสียแรง และทุนเป็นระดับของกลุ่มคนจำนวนมาก หรือเงินหลายล้าน การจะยกเลิกไปก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ ก็เหมือนกับการกลับลำไม่ทันแล้วนั่นเอง จึงอย่าแปลกใจที่เหตุขัดแย้งของกลุ่มคนในสังคมเรื่องการเมืองจึงไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายได้เสียที เพราะเหมือนต่างฝ่ายต่างก็ “กลับไม่ทัน” อีกต่อไปแล้ว

      แม้ว่าจะชี้ให้เห็นถึงความลำบากในการแก้ไขความขัดแย้งระยะยาว แต่สิ่งที่อยากให้เห็นคือเราอาจจะถูกกลไกทางจิตบางอย่างส่งผลต่อความคิด จากที่เคยได้กล่าวไว้แล้วในบทความอื่นว่าเหตุผลที่ได้จากความคิดของคนนั้นไม่เที่ยงตรงถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเรามีกลไกที่ทำให้ตัดสินใจผิดจากความเป็นจริงได้เช่นกัน ปัญหาที่แท้จริงของความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่จบไม่สิ้นอาจเป็นเพราะต่างฝ่ายอาจจะถูกภาวะติดกับทำให้ไม่สามารถถอนตัวก็เป็นได้ และหากต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าเกิดจากภาวะนี้จริง การรู้ตัวและถอนตัวออกก่อนที่จะเสียอะไรไปมากกว่านี้อาจจะเป็นไปได้มากขึ้น

      โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้ว คิดว่าข้อคิดเห็นที่ขัดแย้ง กับอารมณ์นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ตรงที่เจ้าของของมันจะคิดว่าตนเองชัดเจนในสิ่งนั้นและถูกต้องเสมอ คนทุกคนเชื่อว่า อารมณ์ของตนเองถูกต้อง สุขจริง โกรธจริง เศร้าจริง เหมือนกับที่คิดว่าข้อคิดเห็นของตนน่าจะถูกต้องเสมอ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างมีความคลาดเคลื่อน อารมณ์ก็มีกลไกทางจิตที่ยังไม่แน่นอนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้อคิดเห็นก็อาจจะมีจุดโหว่ โดยสองสิ่งนี้เรามักจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน

      หากมองให้ชัดเจนขึ้น เชื่อว่านอกจากจะเข้าใจตนเองแล้ว ยังจะเข้าใจอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย.

Jan
31

กฎแห่งความขัดแย้ง และการอยู่ร่วมกัน

By admin  //  Psychology LIFE  //  3 Comments

กฎแห่งความขัดแย้ง และการอยู่ร่วมกัน

By Benz

      ตอนนี้ ถึงจะอยากแต่ก็ยากที่จะเลี่ยงประเด็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง

      ทางออกของการเมืองไทยในขณะนี้นั้นดูมืดมนเหลือเกิน แม้จะมีบุคคลจากหลายฝ่าย หลายส่วนพยายามเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งในรูปแบบของการแสดงความคิดเห็น จนไปถึงการเสนอเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ก็ไม่อาจเยียวยาให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่แตกออกเป็นสองฝ่ายยุติความขัดแย้งได้

      หากจะมองถึงสาเหตุพื้นฐานแล้ว แม้จะไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกัน

      สัตว์สังคมนั้นขึ้นชื่อว่าอยู่กันเป็นสังคม คืออยู่ร่วมฝูง ร่วมมือกันในการทำอะไรต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามสัตว์สังคมไม่ได้แปลว่าจะรักสงบ และไม่มีความขัดแย้ง ตามธรรมชาตินั้น แม้จะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันแต่เป็นคนละฝูง ก็ถือว่าเป็นศัตรู ในความเป็นจริงแล้วการอยู่ร่วมฝูงกันของสัตว์สังคม เป็นการสร้างความร่วมมือภายใน และความขัดแย้งภายนอกไปในตัว

conflict01.JPG

      การรู้ว่ามีพวกเดียวกัน แปลว่ารู้ว่าที่ไม่ใช่พวกเดียวกับเราก็เป็นไปได้มากที่จะเป็นศัตรู

      มนุษย์เองเป็นสัตว์สังคมเช่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่สังคมมนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่าสังคมของสัตว์หลายเท่า มนุษย์เองมีกลุ่มสังคมที่เล็ก ๆ ตั้งแต่กลุ่มครอบครัว กลุ่มชุมชน จนถึงสังคมขนาดใหญ่ระดับประเทศ ไม่เพียงเท่านั้นมนุษย์หนึ่งคนมีกลุ่มที่ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิดแต่เป็นกลุ่มทางกิจกรรม เช่น กลุ่มทางกีฬา หรือกลุ่มทางความคิด เช่นกลุ่มการเมือง แต่การอยู่รวมเป็นกลุ่มนั้นตามที่ได้บอกแล้วว่าเป็นปกติที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม เช่น ชนชาติต่างกันก่อสงครามกัน เล่นกีฬากันก็เป็นคู่แข่งกัน ความคิดเห็นการเมืองต่างกันก็ทะเลาะกันเหมือนกับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในตอนนี้

      มีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีทางแก้ไข ตามธรรมชาตินั้นมีการใช้ความความรุนแรงในการตัดสิน ใครอ่อนแอกว่า ก็ต้องยอมแพ้ ในบางครั้งก็เสียชีวิต เช่นเดียวกับคนที่มีสงคราม อย่างไรก็ตามมนุษย์เองก็มีเครื่องมือหลายอย่างที่ใช้ป้องกันความขัดแย้ง การติดต่อเจรจากันเองระหว่างคนสองกลุ่ม การตั้งคนกลางมาในการเจรจาระหว่างคนสองกลุ่ม การสร้างสถานการณ์ที่เป็นอุปสรรคโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่ากลุ่มคนสองกลุ่มแล้วให้คนทั้งหลายเหล่านั้นร่วมฝ่าฟันให้พ้นผ่านอุปสรรคนั้นไปด้วยกัน ฯลฯ แต่วิธีการเหล่านี้นั้นไม่อาจนำมาใช้ได้เลยหากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่สมัครใจ ดังนั้นในเรื่องที่ใหญ่ ๆ และสำคัญ เช่น การเมือง มนุษย์จึงสร้างสิ่งยุติความขัดแย้งโดยการสร้างข้อตกลงที่บอกไปเลยว่าใครผิดหรือถูก หรือที่เรียกอย่างคุ้นหูว่า กฎหมาย

      กฎหมาย คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นอันถือเป็นข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคม เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างสงบสุข สังคมใดที่กฎหมายที่มี “ความศักดิ์สิทธิ์” กล่าวคือ กฎหมายถูกบัญญัติตามหลักความยุติธรรม และบังคับใช้ได้จริง ผู้คนในสังคมนั้นก็จะมีความสงบสุข แม้จะเกิดเหตุกระทบกระทั้งกัน แต่ก็สามารถยุติได้ด้วยธรรมตามหลักกฎหมาย โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับที่จะทำตามกฎที่กำหนดไว้

      ในทางกลับกัน หากสังคมใดกฎหมายขาด “ความศักดิ์สิทธิ์” กล่าวคือ กฎหมายไม่ถูกบัญญัติตามหลักความยุติธรรม หรือไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง พอคนไม่ยอมรับในกฎหมาย ผู้คนในสังคมนั้นก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้ ต่างล่วงละเมิดซึ่งสิทธิของกันและกันเอง โดยไม่มีสิ่งใดคอยตัดสินผิดถูก

      จากความคิดเห็นของผู้เขียน สังคมไทยในตอนนี้มีความน่าเป็นห่วงทั้งเรื่องความขัดแย้ง ที่มีผลต่อกฎหมาย

      สถานการณ์ตอนนี้ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง เป็นกลุ่มคนจำนวนมาก คนที่มีจำนวนมากยิ่งเกิดความขัดแย้งที่รุนแรง มีการทำลายทรัพย์สินของคนอื่น มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น คำถามที่ตามมาคือ ทำไมเหตุการณ์นี้ไม่จบตรงที่กฎหมายลงโทษคนบุคคลกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย

      ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าพอมีการรวมกลุ่ม ก็จะเกิดการมองกลุ่มอื่นว่าเป็นศัตรู และศัตรูในตอนนี้ไม่เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ กฎหมาย ก็คือศัตรูเช่นเดียวกัน เพราะกฎหมายบางส่วนบัญญัติไว้ว่าสิ่งที่กลุ่มของตนทำเป็นความผิด ก็เลยเริ่มที่จะไม่สนใจว่าตนทำผิดกฎหมายหรือไม่ หรือไม่ก็ยึดถือแต่กฎหมายเฉพาะข้อที่ให้ประโยชน์กับตน

      กฎหมายไม่ใช่เวทย์มนต์ที่จะจัดการกับคนที่ทำผิดกฎ กฎหมายต้องใช้คนเช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือศาลในการจัดการ แต่พอคนที่ทำผิดมีจำนวนมาก ก็เป็นการยากที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะสามารถนำกฎหมายมาบังคับใช้ได้อย่างทั่วถึง และเมื่อกลุ่มคนฝ่ายหนึ่งกระทำผิดกฎหมายแต่ไม่ได้รับการลงโทษ ผลที่ตามมาคือ กลุ่มคนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ย่อมมองเป็นการไม่เท่าเทียมกันที่กลุ่มเขาสามารถทำผิดได้ แต่กลุ่มเราทำผิดไม่ได้ สุดท้ายต่างฝ่ายก็จะอ้างเอาเหตุของอีกฝ่ายเพื่อให้ฝ่ายตนกระทำผิดกฎหมายได้ต่อไปเรื่อยๆ เหตุดั่งกล่าวมานี้เองจะส่งผลอย่างร้ายแรงทำให้กฎหมายขาดซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด

      ในสถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้สิ่งที่ควรจะเร่งกระทำคือการทำให้กฎหมายยังคง “ความศักดิ์สิทธิ์” ใครทำผิดกฎหมายข้อใดก็ควรได้รับการลงโทษตามนั้น ไม่ใช่เพียงเพื่อผลของความยุติธรรม แต่เป็นผลที่สืบเนื่องกับความขัดแย้งครั้งต่อไปในอนาคต หากมีความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก การกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นในสังคมจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก

      สิ่งที่สำคัญในตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ใครจะเป็นฝ่ายถูกในความขัดแย้ง หากเป็นไม่ว่าจะฝ่ายใดทำผิดกฎหมาย ก็ต้องรับผิดกับสิ่งที่ทำ เพราการคง “ความศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายไว้ เท่ากับการรักษาความสงบสุขของสังคมในทุก ๆ ครั้งที่มีความขัดแย้ง แม้แต่ในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นเรื่องใหญ่ หากทุกคนแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองไปภายใต้สิทธิที่กฎหมายมอบให้ หรือเมื่อกระทำผิดไปก็ยอมรับผิดไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ความขัดแย้งนั้นๆ ก็จะอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ประชาชนทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข.

Jan
31

คล้าย ๆ ว่าใช่

By admin  //  Psychology LIFE  //  1 Comment

คล้าย ๆ ว่าใช่

By NusNus

      “กับสิ่งที่ดูเหมือนเคยเข้าใจ ก็กลับ มางง ง่ายดายเสมอ อะไรที่เห็น แต่เหมือนไม่เจอ ไม่รู้ความจริงอยู่ดี”

                        เพลง คล้าย ๆ ว่าใช่ โดย แอม เสาวลักษณ์ – อุ๊ หฤทัย
      วันนี้เปิดมาด้วยเพลงเก่า เพราะเนื้อหาค่อนข้างตรงใจ คนเรานั้นมีหลายสิ่งที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ พอมารู้ความจริงก็พบว่าไม่ใช่ที่ตัวเองคิดไว้เลยแม้แต่น้อย

ภาพประกอบบทความ คล้าย ๆ ว่าใช่ psychola.com

      สมัยเรียนอยู่จิตวิทยา อาจารณ์จิตวิทยาสังคมแนะนำให้ดูหนังเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Hillary and Jackie เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องนักดนตรี ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน มีความสุข ความทุกข์ เรื่องอิจฉา ริษยา ความขัดแย้งต่าง ๆ เช่นหนังแนว Drama ทั่วไป แต่หนังเรื่องนี้แปลกตรงที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสองส่วน โดยในครึ่งแรกของหนังเป็นเรื่องราวของคนพี่สาวคือ Hillary ว่าต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ที่น้องสาวทำไว้กับตนอย่างไร และแสดงความเห็นแก่ตัวของน้องสาวหลายอย่าง จนคนดูต้องไม่ชอบน้องสาวเอาแน่ ๆ และคิดว่านี่แหละเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่พอครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้ แทนที่จะดำเนินช่วงเหตุการณ์ต่อจากครึ่งแรกในทันที หนังกลับนำฉากที่ขาดหายไปของครึ่งแรก เป็นส่วนชีวิตของน้องสาวคือ Jackie ว่าทำไมเธอถึงทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีออกไป หากได้ดูในส่วนนี้แล้วความเกลียดชังในตัว Jackie จะหายไปทันที ความรู้สึกที่มีจะแตกต่างกับหนังในครึ่งแรกโดยสิ้นเชิง

      หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจคือการนำเสนอมุมมองของคนได้ดี ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น เป็นปกติที่จะตีค่าว่าอะไรดีหรือไม่ดี โดยการเก็บประสบการณ์ของเราที่มีต่อสิ่งนั้น แล้วเอามารวบรวมประเมินว่าสิ่งนั้นหรือคนนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าเราเจอเพื่อนเรามีรูปสุนัขในมือถือเต็มไปหมดเราก็มองว่าคนนี้รักสัตว์ ถ้าไปเจอคนหกล้ม ก็มองว่าคนนั้นซุ่มซ่าม เราประเมินคนอยู่ในใจตลอดเวลา

      แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราไม่ได้อยู่กับคนหรือสิ่งอื่น ๆ ตลอดเวลา เพื่อนเราเราอยู่เฉพาะเจอที่โรงเรียน บางคนเราก็พบเจอในบางโอกาส หรือยิ่งบางคนเราแค่เดินผ่านเจอเขาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ข้อมูลบางอย่างที่เราได้รับมาถูกต้อง แต่มีข้อมูลอีกมากมายของคนหรือสิ่งที่เราประเมินอีกหลายอย่าง อาจจะมากกว่าเป็นสิบเท่าโดยที่เราไม่รู้เลย

      ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราคบเพื่อนอยู่คนหนึ่ง และเรียกเขาว่า อ้วน เป็นฉายามาตลอดเวลา โดยที่เราก็ไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นเขาจะโกรธหรือสนใจอะไร เพราะก็เรียกจนชิน และทุกทีเขาก็เป็นมิตรกับเราดี เราก็เรียกเขาว่าอ้วนโดยไม่คิดอะไรมาเป็นปี แต่พอมีอยู่วันหนึ่ง เราเจอเขาแอบนั่งร้องไห้และบอกว่าน้อยใจที่ใคร ๆ ก็เอาแต่เรียกเขาว่าอ้วน ตอนที่เขายิ้มให้เราในตอนปกตินั้น อาจจะเป็นส่วนน้อย แต่เพื่อนคนนี้ความจริงน้อยใจ และเก็บไปร้องไห้คนเดียวเสมอ ๆ

      สิ่งที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ไม่ชอบเลยคือคำว่า กำกวม คือไม่รู้ว่าที่จริงแล้วสิ่งนั้นจะเป็นไปทางไหน จะไปในแบบนี้ก็ได้ หรือจะไปในแบบนี้ก็ได้ เช่น ข้อสอบที่เรามั่นใจว่าถูกมีครึ่งเดียวพอดี  อาจจะสอบได้หรือสอบตกก็ได้ ของที่พึ่งหมดอายุวันนี้ก็ไม่รู้ว่าวันนี้ยังกินได้อยู่หรือเปล่า หรือเหตุการณ์ผ่าตัดที่มีผลคาดหวังเพียงครึ่งเดียว แม้อาจจะดีกว่ารู้ข่าวร้ายตรงที่ว่าเรารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลดี แต่ความอึดอัดที่เกิดจากความกำกวมนั้นมีเยอะทีเดียว

      สมองเองก็เช่นกัน สมองนั้นไม่ชอบความกำกวมของข้อมูลที่ได้มาเสียเท่าไหร่ ถ้ามีช่วงโหว่หรือสิ่งที่ไม่รู้ สมองก็จะพยายามอุดช่องนั้น ส่วนของที่ใช้อุดก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว ลักษณะการทำงานของสมองคล้าย ๆ หลักการแบบนี้
 

reccir.JPG

 
 
      เห็นรูปสี่เหลี่ยมกับวงกลมหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่รูปที่เหมือนวงกลมนั้นก็ไม่ใช่วงกลมแต่หายไปถึงหนึ่งส่วนสี่ ส่วนรูปสี่เหลี่ยมก็ไม่มีในภาพเสียด้วยซ้ำ เป็นแค่รอยแหว่งของวงกลม แต่พอเรามองภาพนี้สมองจะเห็นสิ่งที่ขาดหายไปในภาพทันที สมองเราจะดึงความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตเดิมคือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม และสมองจะปะติดปะต่อส่วนประกอบต่างๆ ของภาพให้กลายเป็นรูปที่เราคุ้นเคยในทันที      เช่นเดียวกับการเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ถ้าเราเคยมองเห็นคนหนึ่งทำความดีเพียงครั้งเดียว พอเราคิดถึงสถานการณ์อื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไร สมองเราก็จะนำส่วนเดิมที่เคยรู้นำมาต่อให้เต็ม และมองว่าคนนั้นน่าจะเป็นคนดี

      การทำงานของสมองนั้นทำงานในลักษณะที่เราไม่รู้ตัว คือการตัดสินใจของสมองเกิดขึ้นตลอดเวลา และบ่อยครั้งจนเราเองก็มานั่งจับผิดไม่ทันเหมือนกัน เราเองจึงมักเชื่อว่าเราน่าจะประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล

      อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเมินผิดพลาด จากการที่ได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ แต่แน่นอนในอีกหลายสิ่งที่เราได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนจริง ๆ ก็มี และอีกหลายอย่างที่เราขาดข้อมูลเพียงเล็กน้อย และสมองสามารถปะต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เราก็มีเหมือนกัน

      หากเรายังมองสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ก็ยังเชื่อใจการตัดสินใจของตัวเราเองได้เสมอ