30
ไซโคล่าชวนอ่านหนังสือดีของหนูดี
ไซโคล่าชวนอ่านหนังสือดีของหนูดี
By บรรณาธิการเว็บ psychola

ทางทีมงานเว็บไซต์ไซโคล่าได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณหนูดี วนิษา เรซ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2552
คุณหนูดีเ้ป็นคนที่น่ารักมากทั้งภายนอกและภายใน
ทีมงานสัมผัสได้ถึงความใจดีของเธอ read more
27
ช็อต
ช็อต
by เต้
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์สั่งให้ทหารเยอรมันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิว คนยิวตายไปหกล้านคน มันหาคนมาจากไหนที่จะบอกให้ไปฆ่าใครก็ฆ่าได้ขนาดนั้น สั่งให้ทหารออกไปฆ่าคนรายวันได้
ช่วงนั้นนักจิตวิทยาเลยสนใจกันมากว่า ทหารฮิตเลอร์ทำงี้ได้ยังไง
นักจิตวิทยาสังคมคนนึงชื่อ แสตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) สร้างการทดลองทางจิตวิทยาขึ้นมาอันนึงที่มหาวิทยาลัยเยลซึ่งเป็นมหาลัยที่ได้รับการยอมรับนับถือมากในประเทศอเมริกา
การทดลองนี้ดังมากๆ สามารถเปิดดูวิกิพีเดียได้ แต่ว่าผมก็จะเอามาเล่าให้ฟังอยู่ดี
การทดลองเป็นอย่างนี้คือ นายแสตนลีย์เรียกคนเข้ามาร่วมการทดลอง แล้วหลอกว่าเค้าต้องการศึกษาว่าคนเรียนรู้คำศัพท์ยังไง ฮ่าๆ ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวเลย
พอคนเข้ามานายแสตนลีย์ก็บอกว่า หน้าที่ของคุณก็คือเป็นคุณครู สอนให้นักเรียนจำคำศัพท์ที่อยู่บนกระดาษ
ก่อนเริ่มเหยื่อเข้ามาจับมือทักทายนักเรียน ทำความรู้จักกันเรียบร้อย แต่ว่าเหยื่อของเราไม่รู้หรอกว่านักเรียนที่ว่านี้เป็นหน้าม้าของนายแสตนลีย์
วิธีที่ครูสอนก็คือ ครูจะอยู่ห้องนึงอ่านคำศัพท์ให้นักเรียนฟังผ่านทางเสียงตามสาย ถ้านักเรียนจำคำศัพท์ไม่ได้ ให้กดปุ่มช็อตไฟฟ้าซึ่งหน้าตาเป็นแบบนี้

ถ้านักเรียนทำผิดครั้งต่อไปก็ให้กดปุ่มถัดไปซึ่งไฟจะช็อตแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เขียนไว้ชัดด้วยๆ ถ้ากดถึงปุ่มสุดท้ายคนถูกช็อตอาจตายได้
แต่ที่จริงแล้วหน้าม้าของเราที่ปลอมเป็นนักเรียนไม่ได้ถูกช็อตเลย พอกดปุ่มก็จะเปิดเสียงร้องจ๊ากที่อัดไว้ก่อนแล้ว ว่าง่ายคือปุ่มช็อตที่จริงก็คือปุ่มเล่นเทปนั่นเอง
เริ่มกันเลยดีกว่า
ครั้งแรก กดปุ่มปุ๊บ นักเรียนก็ร้องอู๊ย
ปุ่มที่สอง ร้องอะจ๊าก
ปุ่มถัดๆไป ปุ๊บก็ตะโกนไม่ไหวแล้วนะโว้ยปล่อยตูออกไป …
คราวนี้คุณครูก็งงไม่รู้ทำไงต่อเพราะไม่อยากจะช็อตนักเรียนไปเรื่อยๆ เลยหันไปถามนายแสตนลีย์ นายแสตนลีย์ก็ตอบว่า
กรุณาดำเนินการทดลองต่อไป…
ถ้าถามอีกก็จะบอกว่า การทดลองกำหนดว่าคุณต้องดำเนินการต่อ…
… พอปุ่มหลังๆ นักเรียนไม่ตอบสนอง ทำเหมือนกับสลบไปแล้ว ถามคำศัพท์ก็หยุดตอบแล้ว แต่ว่านายแสตนลีย์ก็บอกว่า ไม่ตอบก็ถือว่าผิด ให้ช็อตไฟฟ้าต่อไป
ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ช็อตจนถึงปุ่มสุดท้าย ทั้งๆที่ป้ายเขียนว่าไฟฟ้าแรงมากๆ นักเรียนอาจจะตายได้
เกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย ทำไมชาวบ้านที่ไม่มีพิษมีภัยถึงทำกับอีกคนอย่างนี้ให้ลงคอ
เห็นชัดๆว่า ถ้าเกิดไม่มีนายแสตนลีย์คอยบอกให้ช็อตคนไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่คงไม่ช็อตไปถึงปุ่มสุดท้าย
สิ่งที่เค้าต้องการจะชี้ให้เห็นคือว่า เราสามารถถูกบอกให้ทำอะไรร้ายๆ ได้ถ้ามีบุคคลที่แสดงอำนาจเหนือเรา
ปัจจัยที่ทำให้คนตกอยู่ในอำนาจ ก็แนวโน้มของคนที่ชอบทำตามสิ่งที่คนอื่นบอกให้ทำเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน พอเราไม่รู้จะตัดสินใจยังไงก็ทิ้งให้การตัดสินใจไปอยู่กับคนอื่น
นี่คือประเด็นหลักประเด็นแรกของการทดลอง ซึ่งทำให้โยงไปถึงประเด็นที่สองของการทดลองนี้
เรารู้สึกเหมือนว่าเราแค่ทำตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจ
ถ้ามีอะไรร้ายๆเกิดขึ้น ความรับผิดชอบก็จะไปตกอยู่กับคนที่มีอำนาจสั่งการ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ
สองประเด็นนี้ทำให้เราเข้าใจว่าทหารนาซีจับคนยิวไปเข้าเตาอบรมควันพิษตายเป็นเบือได้ทุกวันได้ยังไงกัน
รู้ๆกันอยู่ว่าระบบทหารมันเป็นลำดับขั้นตามยศ นายใหญ่สั่งมาก็ทำไป ถ้ามีอะไรแย่ๆ คนก็ไปโทษนายใหญ่ อย่างง่ายๆ เลย
เราก็คิดว่าฮิตเลอร์โหยมันโหดไม่สมควรเป็นคนอีกต่อไปเพราะว่าฆ่าคนยิวเยอะมาก แต่จริงๆ นายฮิตเลอร์อาจจะไม่ได้ฆ่าคนยิวด้วยตัวเค้าเองเลยแม้แต่คนเดียวก็ได้ แต่สั่งทหารไปฆ่าแทน
เห็นมั้ยครับว่าเราก็โทษเอาคนที่สั่งการ ไม่เคยมีใครไปหารายชื่อทหารตอนนั้นแล้วมาแปะปราณามกลางสนามหลวงเลย ทหารเยอรมันตอนนั้นก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน แล้วก็แค่ทำตามคำสั่งไปเท่านั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปมันโหดเกินมนุษย์อยู่
แต่ว่านักจิตวิทยาสังคมไม่หยุดอยู่แค่นี้ครับ เค้าไขว่คว้าค้นหาต่อไปว่าทำไมคนถึงทำเลวได้ ติดตามตอนหน้า.
25
ตามน้ำ
ตามน้ำ
By เต้
คนไทยชอบตามฝรั่ง ตามญี่ปุ่น ตามเกาหลี เคยสงสัยรึเปล่าว่าฝรั่งเค้าตามใครกัน
ฝรั่งเค้าตามนิการากัว หรือกัวเตมาลา กันรึเปล่า หรือว่าฝรั่งตามฝรั่งกันเอง ที่จริงแล้วนิสัยการตามนี่ก็เป็นกันทุกคนนั่นแหละ ลองดูวิดีโอนี้
วิดีโออันแรกนี้คลาสสิกมาก ใครเรียนจิตวิทยาต้องได้ดู และได้ฮากันทุกคน
นิสัยการตามเป็นสิ่งแรกๆที่นักจิตวิทยาเค้าค้นพบกันเลยทีเดียว (สามารถสังเกตได้ว่าวิดีโออันแรกมันเก่ามาก)
ไอเดียหลักๆ ก็คือมนุษย์ต้องอยู่ในสังคมถึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้ (หรือตอนที่โรงเรียนสอนๆ กัน ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม) และสังคมย่อมมีผลต่อพฤติกรรมคน
สาขาจิตวิทยาสังคมโผล่ขึ้นมาเป็นสาขาย่อยในจิตวิทยาอีกทีนึง เพื่อจะศึกษาว่าสังคมมีอิทธิพลต่อคนยังไงบ้าง เช่น เรื่องนิสัยตามน้ำที่ได้ดูกันวิดีโอ
นักจิตวิทยาสังคมเค้ามีทฤษฎีของเค้าว่า คนชอบตามน้ำกันไปเพื่อจะได้เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นๆ เพื่อจะได้อยู่รอดได้ (เอาซะง่ายๆแบบนี้ล่ะ) แล้วจะขยายทฤษฎีไปครอบคลุมถึงว่าทำไมคนบางกลุ่มถึงชอบตามแฟชัน หรือทำกิจกรรมตามกลุ่มเพื่อนเป็นต้น
มีการทดลองเกี่ยวกับการตามน้ำของคน อันนี้แสบมากๆ นักจิตวิทยาชื่อ นายโซโลมอน แอช (Solomon Asch) เรียกคนเข้ามาร่วมการทดลอง
สิ่งที่เค้าให้ทำคือให้นั่งในห้องประชุมพร้อมกับผู้ร่วมการทดลองคนอื่น ๆ อีกประมาณสี่ห้าคน แล้วจะโชว์รูปภาพข้างล่างนี้ให้ดู

แล้วให้ตอบคำถามตามรูปภาพ เช่น เส้นไหนยาวที่สุด เส้นไหนยาวเท่ากัน
แต่คนร่วมการทดลองไม่รู้ว่า คนอื่นที่นั่งอยู่น่ะจริงๆ เป็นหน้าม้า
กฎก็คือเวลาตอบคำถามต้องตอบให้คนอื่นได้ยินด้วย แล้วหน้าม้าจะตอบก่อนตลอดแล้วก็ตอบผิดตลอด
โอเค เริ่มภาพแรกเส้นซ้ายยาวกว่าเส้น A แบบเห็นๆ
คนทำการทดลองก็ถามคนในห้องทีละคนว่าว่าเส้นไหนยาวกว่า หน้าม้าทุกคนตอบว่าเส้น A หมด คนที่ร่วมการทดลองตัวจริงก็งงๆ แล้วก็ตอบว่าเส้น A ยาวกว่า
… อื่ม.. อาจจะเป็นไปได้ว่าหมอนั่นมันโง่เอง เลยทำการทดลองแบบเดิมเนี่ยแหละ แต่ลองเรียกคนอื่นเข้ามา ผลปรากฎเหมือนเดิม ทำกี่ทีๆ ผลก็เหมือนเดิม ยกเว้นบางคนที่ยอมแหกคอกแล้วให้คำตอบที่ถูกมา แต่ว่าคนพวกนั้นเป็นส่วนน้อย
คำตอบมันง่ายนิดเดียว ถ้าไม่มีหน้าม้ามาทำให้เขว คนส่วนใหญ่จะตอบถูกหมด
เท่านี้ยังไม่พอ ถ้าทำการทดลองนี้โดยที่เปลี่ยนจำนวนหน้าม้าในห้อง
ปรากฎว่าถ้าจำนวนหน้าม้าเพิ่มขึ้นคนยิ่งตอบผิดมากขึ้น
จากการทดลองนี้ นักจิตวิทยาสังคมก็พิสูจน์ว่าคนรอบข้างมีผลต่อการตัดสินใจของคนจริงๆ แม้ว่าการตัดสินใจนั้นมันง่ายขนาดนั้นก็ตามที
เรียกได้ว่าถ้าคนเยอะพอ นักจิตวิทยาสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้จริงๆ
แต่นี่ดูเหมือนจะไม่ได้น่าสนใจเท่าไร เพราะว่าที่การตามน้ำ เช่น คนตามแฟชัน หรือทำอะไรตามเพื่อนเนี่ย ก็เป็นเพราะเค้าอยากทำอย่างนั้นเอง ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร แล้วก็ดูเหมือนคนก็จะมีความสุขด้วยที่ทำผมน้ำตาลเกลียวโนเนะเหมือนนิตยสารแฟชั่น หรือสามารถร้องเพลงเกาหลีเหมือนเพื่อนที่โต๊ะมหาลัยได้
อันนี้เค้าเรียกว่าตามน้ำตามกระแส แต่ว่าตามใจตัวเองในระดับนึง แต่ในบางทีคนทำตามคำสั่งคนอื่นทั้งๆ ที่ไม่อยากจะทำ เช่น ทหารนาซีฆ่าคนยิวตายเป็นเบือตอนหลังสงครามโลก ฮิตเลอร์เก่งขนาดหากองทัพที่คนมันโหดขนาดฆ่าชาวบ้านได้เยอะๆ อย่างนั้นเลยเหรอ หรือว่าคนเยอรมันมันเหี้ยมอย่างนี้ทุกคน หรือว่าอะไรกัน เหตุการณ์นี้ทำให้นักจิตวิทยาสังค เกิดอยากรู้ว่าทำไมคนถึงทำชั่วตามที่คนอื่นสั่งได้ ถ้ารู้ต้นเหตุของความชั่ว นักจิตวิทยาสังคมก็จะกลายเป็นฮีโร่ คุ้มครองโลกโดยสกัดต้นเหตุของความชั่วร้าย อื่ม… ฟังดูดีนะ ไว้มาดูกันว่ามันง่ายอย่างงั้นจริงรึเปล่า ดูกันตอนหน้า
22
แนะนำบล็อกจิต by เต้
แนะนำบล็อกจิต by เต้
By เต้

ยีนและ ดีเอ็นเอ เข้าประกบประกอบกันผสมกับพลังงานอื่นๆ รวมกันสร้างเราให้เป็นมนุษย์ขึ้นมาบนโลก ได้เห็นสิ่งต่างๆรอบตัวที่คอยจุดคลื่นกระแสไฟฟ้าภายในตัวเราเข้าไปสู่สมองซึ่งเป็นศูนย์กลาง ที่ช่วยให้เรารับรู้เข้าใจว่าโลกใบนี้ทำงานยังไง มากไปกว่านั้นมนุษย์ยังเรียนรู้จากมนุษย์อื่นโดยให้กลุ่มมนุษย์รอบข้างแต่งปั้นพฤติกรรมของเราไม่ว่าเราจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงยังงั้นก็ตาม มนุษย์แต่ละคนก็ไม่ยอมปล่อยให้ความเป็นตัวของตัวเองโดนพัดไปตามสังคม มนุษย์แต่ละคนยังสามารถรักษาไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง
หน้าที่ของนักจิตวิทยาคือพยายามทำวิถีทางเพื่อที่จะเข้าใจกระบวนการที่ผมพูดถึงมาข้างต้นนี้ นักจิตวิทยาพันธุ์นี้ไม่ต้องข้องแวะกับโรงพยาบาลบ้า และก็ไม่ต้องข้องแวะกับการสะกดจิตคน หรือจ้องลูกแก้วอะไรทั้งนั้น ถ้าเรียกตามศัพท์เก่าๆ เราเรียกว่านักจิตวิทยาทดลอง คือเน้นทดลองเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ นั่นเอง ผมเองเผอิญไปเป็นนักจิตวิทยาพันธุ์นั้นพอดีเชียว เลยขออาสาพาทัวร์ชำแหละพฤติกรรมมนุษย์ ขอเริ่มจากระดับของพฤติกรรมเล็กๆ ไประดับใหญ่ๆ
|
เล็กมากๆ ยีนส์ ตัวไหนทำให้เก่งเลข |
อืม…ฟังดูเหมือนหนังสือเรียนน่าตื่นเต้นตรงไหน สไตล์ของบล็อกจิตก็คือ เป็นตอนสั้นๆ อ่านง่ายๆ ทุกคนอ่านเข้าใจหมด แต่ว่าแน่นปึ้ก เหมาะกับทุกคนที่อยากรู้เรื่องรู้ราวว่าจิตของเราวันๆ ต้องผ่านอะไรมาบ้างตั้งแต่เล็กจนโต น้องๆที่กำลังสนใจอยากเรียนจิต ลองอ่านเนื้อหาตอนแรกๆของบล็อกดูเพราะว่าพี่แทบจะเอาหนังสือจิตวิทยาเบื้องต้นปีหนึ่งมาต้มโจ๊กให้น้องๆจิ้มปาท่องโก๋กินเลยทีเดียว ย่อยง่ายขนาดนั้น
โอเคพูดพล่ามมาเยอะแล้ว เริ่มสนใจกันรึยัง ถ้ายังให้รออ่านตอนหน้าจะได้เริ่มสนใจ แต่ถ้าสนใจแล้วรบกวนรอนิดนึงนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะเริ่มจากพฤติกรรมระดับที่ใหญ่สุดก่อน ที่ใหญ่สุดเพราะว่าเป็นพฤติกรรมของคนหลายๆคน นั่นคือระดับสังคมนั่นเอง พวกนักจิตวิทยารุ่นเก๋าบุกเบิกเค้าจะลองมาเสนอคำตอบว่า ทำไมคนในสังคมถึงฆ่ากันได้ลงคอ แล้วทำไมสมองคนถึงมีสั่งการให้ฆ่ากัน ลองมาฟังพรุ่งนี้
14
IDEA BOX for CHANGE ขอความต้องการ

รักนะคนอ่านและแฟนๆ เว็บไซโคล่า
ตอนนี้เว็บของพวกเรากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง
อยากจะให้แฟนๆ เว็บช่วยเขียนความต้องการของตัวเองหน่อย
ว่าอยากให้เว็บนี้
1.หน้าตายังไง
2.สีอะไร
3.บทความเรื่องอะไรที่อยากอ่านมากๆ
4.กิจกรรมที่อยากให้มี ทั้ง offline และ online
5.อยากให้เราไปสัมภาษณ์ใครมาลงเว็บบ้าง
6.และถ้าสะดวกก็ฝาก email ไว้ด้วยนะจ้ะ เผื่อติดต่อกลับ
7.เรื่องอื่นๆ ที่อยากแนะนำให้เว็บไซโคล่าทำให้คุณ
ต่อไปหลังจากนี้ ถ้า “นึกถึงจิตวิทยา นึกถึง psychola.com” นะจ้ะ
ลุย!
13
ค่ายเจาะจิต กิจกรรมเจาะใจวัยมัธยม
ค่ายเจาะจิต กิจกรรมเจาะใจวัยมัธยม
By กองบรรณาธิการ psychola.com
ในวันฟ้าใสวันหนึ่ง ฉันมองไปที่โทรศัพท์เห็นข้อความที่ตั้งเตือนไว้ว่า วันนี้มีค่ายเจาะจิตที่จุฬาฯ ฉันจึงรีบโทรไปหาคนจัดงาน หวังเพียงว่าจะอาสาเป็นนกพิราบสื่อสารให้กับแฟนคลับเว็บไซโคล่าดอทคอมได้รู้จักกับจิตวิทยาผ่านกิจกรรมที่เหล่านิสิตจิตวิทยากลุ่มนี้เขาร่วมใจทำกันมา

“สวัสดีครับ ผมชื่อศุภโชค พิสิฐศุภกานต์ ชื่อเล่น โจโจ้ เรียนอยู่ปีที่ 3 คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ครับ”โจ้ ประธานกิจกรรมค่ายเจาะจิตแนะนำตัว คนนี้เป็นนักกิจกรรมตัวยง เข้าร่วมวงการกิจกรรมภายในมหา’ลัยมาตั้งแต่ปี 1 ไม่ว่าจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะ ประธานฝ่ายวิชาการในคณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของค่ายเจาะจิตจนมาถึงเป็นประธานค่ายเจาะจิตซะเอง
“ค่ายเจาะจิตปีนี้จัดเป็นปีที่ 6 แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ ฝ่ายวิชาการของคณะกรรมการนิสิตจิตวิทยา”
จัดมาเพื่ออะไร
“เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาที่ถูกต้องให้กับนักเรียน ม.ปลาย เพราะตอนนี้จิตวิทยายังเป็นศาสตร์ที่ยังไม่แพร่หลายมาก และคนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจจิตวิทยาไม่ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ เข้าใจจิตวิทยาได้ถูกต้องและคาดหวังว่าน้องๆ จะได้เอาความรู้ไปบอกต่อเพื่อนๆ เพื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น อีกอย่างคือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ช่วยให้น้องๆ Identify ตัวเองว่าน้องๆ ชอบเรียนจิตวิทยาจริงๆ หรือเปล่า เหมือนเป็นการแนะแนวการเรียนต่อในอุดมศึกษาด้วย และไม่จำเป็นต้องเป็นจุฬาฯ ที่เดียวก็ยินดีรับหมด”

ทำไมต้องเป็นเจาะจิต
“เจาะจิตคือการเข้าไปรู้เรื่องราวจิตวิทยาอย่างถูกต้อง โดยที่ถ้าหากใช้คำอื่นๆ อาจจะทำให้เข้าผิดได้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วจิตวิทยาเป็นอะไรที่อยู่รอบตัวเรา”
น้องๆ ที่มาร่วมค่ายจะได้รับความรู้อะไรบ้าง
“น้องๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาพื้นฐานซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนนิยามของคำว่าจิตวิทยาที่ศึกษาทั้งกระบวนการพฤติกรรมภายในและภายนอกด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ นำมาอธิบาย ทำนาย และควบคุมพฤติกรรม”
แล้วผู้จัดกิจกรรมได้เรียนรู้อะไรบ้าง
“ได้เอาสิ่งที่เรียนนำมาใช้ เช่น การที่จะเอาเรื่องต่างๆ มา
เล่ารูปแบบกิจกรรมมันก็ต้องมีการประยุกต์เยอะเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่การทำโครงค่าย กระบวนการคัดเลือกน้องเข้าค่ายก็ใช้จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มีการประเมิน เราก็ทำสิ่งที่คล้ายๆ Job Description เช่น เราอยากได้น้องแบบไหน จะใช้เกณฑ์อะไรบ้างมาวัด เราทำและพยายามทำตามทรัพยากรที่เรามีจำกัดคือต้องมีการคัดเลือก มีการกระจายงาน เทรนนิ่ง ใช้จิตวิทยาหมดเลย”
จุดเด่นของค่ายเจาะจิตคืออะไร
“ข้อดีของค่ายคือ คณะของเราเป็นคณะเล็กๆ อบอุ่นมาก ทุกคนทุกรุ่นก็จะมาช่วย พี่เก่าๆ ที่จบแล้วก็มาช่วย เราไม่ได้ให้ความสนุกสนานอย่างเดียว เราจะให้ความสัมพันธ์ระยะยาว ก็จะมีมีตติ้ง ทำให้น้องๆ ที่ออกไปจากเจาะจิตประทับใจและกลับมาอีก”

กิจกรรมเด่นๆ มีอะไรบ้าง
“กิจกรรม Highlight ที่เด่นๆก็มีกิจกรรมที่ช่วยให้น้องๆ เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยากับจิตแพทย์ คือ เช่น ฐานล้วงอี๋ เราจะให้น้องๆ ปิดตาและมีคำถามเกี่ยวกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ถ้าตอบผิดก็จะให้ล้วงเข้าไปในถังที่มีของอี๋ๆ แต่ไม่อันตรายนะ เพื่อความสนุกสนานเฉยๆ ไม่น่าเบื่อ และท้ายสุดเราก็จะอธิบายให้ฟังว่านักจิตวิทยาคืออะไร จิตแพทย์คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง จะเรียนต้องทำอะไรบ้าง และคำถามในเกมก็จะเชื่อมโยงตอนที่เราสรุปเราจะมีกิจกรรมที่ทำให้น้องๆ สามัคคีกันด้วย เราจะทำให้จิตวิทยาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากขึ้นและใกล้ตัวน้องๆ”

อยากฝากบอกกับน้องๆ คนอื่นๆ ที่สนใจค่ายนี้ว่าอะไร
“ถ้าน้องๆ ที่อยากเข้าใจจิตวิทยาจริงว่ามันคืออะไร ก็อยากให้ลองสมัครเข้ามาในค่ายดู ได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นโอกาสที่น้องๆ จะได้เรียนรู้หรืออาจจะเป็นอีกตัวเลือกในการศึกษาต่อ จิตวิทยาเป็นศาสตร์แห่งอนาคตมันยังเปิดอยู่ ยังไม่จบ ไม่เหมือนศาสตร์อื่นๆ ที่มีทฤษฎีครบแล้ว แต่จิตวิทยายังรอและท้าทายให้คนรุ่นใหม่มาสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประเทศหรือโลกต่อไป”

เมื่อมีคนจัดค่ายก็ต้องมีน้องๆ ที่เข้ามาร่วมค่าย ลองมาฟังความคิดเห็นของน้องคนหนึ่งที่มาร่วมกิจกรรมค่ายเจาะจิตเป็นครั้งแรกกันบ้าง

“สวัสดีค่ะ ชื่อเมอิ เรียนอยู่อัสสัมชัญคอนแวนต์ ชั้น ม 6 แอดมิชชั่นปีนี้แล้วก็จะเข้าคณะจิตวิทยา เลือกไว้อันดับ 1 ค่ะ”
หลังจากมาค่ายแล้วเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
“เข้าใจว่าจิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และไม่ใช่จิตแพทย์ที่สามารถสั่งจ่ายยาให้กับคนไข้ได้”
น้องเมอิ คิดว่าจิตวิทยาคืออะไร
“จิตวิทยาคือ การมองคนว่าคนๆ นี้เป็นอย่างไร โดยการสังเกต ท่าทาง พฤติกรรม การพูดจา”
รู้สึกอย่างไรที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้ เพราะ ก่อนจะเข้าก็ต้องมีการสมัครซึ่งค่อนข้างเข้ายากอยู่
“รู้สึกดีใจที่ได้เข้าค่ายนี้ เพราะว่า อยากเข้าคณะนี้อยู่แล้ว อยากมาสัมผัสความเป็นจิตวิทยาว่าเป็นยังไง หลังจากที่เข้าก็รู้สึกว่าใช่อ่ะ ก็อยากบอกเพื่อนที่ไม่ได้เข้าค่ายว่าไม่เป็นไร โอกาสหน้ามีใหม่ แต่สำหรับบางคนที่อยู่ ม.6 แล้ว ก็จะไม่มีโอกาส ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาก็อยากให้ admission เข้ามาดูค่ะ สำหรับเพื่อนที่กำลังลุ้นๆ ผลสอบก็อยากให้ตั้งใจและทำรอบ O-NET ให้ดีด้วยค่ะ”
กิจกรรมค่ายเจาะจิตครั้งที่ 6 จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 12 -14 ตุลาคม 2552 ปีหน้ายังมีอีก ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารกันนะจ้ะ
ถ้าหากอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บ http://www.psycu.com/camp
หากมหา’ลัยไหนจัดโครงการดีๆ แจ้งมาที่เว็บ psychola.com ไปทำข่าวได้นะจ้ะ
12
ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ

ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ
คำถามที่เด็กๆ นักเรียน นักศึกษามักจะถามกันไปถามกันมาคือ เรียนอะไรดี พอจบการศึกษาก็จะถามว่าทำงานอะไรดี บางคนยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าตัวเองมีชีวิตเป็นอย่างไรต่อไป ชีวิตหลังเรียนจบมันน่าเศร้า แต่ไม่อยากให้เศร้านาน มา”คิด”อะไรสักอย่างไปพร้อมๆ กับบทความนี้กันดีกว่า “ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ”
* ถ้าอ่านไปช้าๆ และค่อยๆ คิดจะดีกว่า
ฉันเป็นใคร ทำไมฉันไม่รู้จักตัวฉันเอง
ทำไมฉันถึงไม่รู้จักตัวฉันเอง ฉันคือใครกัน ฉันเป็นใครกันแน่!
ใครจะไปรู้(วะ)? ถามใครใครจะไปรู้ นอกจากถามตัวเอง
พวกเราเคยทำความรู้จักกับคนมานักต่อนัก เพื่อนสนิทชอบกินอะไร ชอบทำอะไรเรารู้หมด
แล้วตัวเองล่ะ? เคยถามและทำความรู้จักกับตัวเองบ้างหรือเปล่า
การบ้านที่สำคัญที่สุดในชีวิตตั้งแต่วันนี้ คือ “จงใช้ประโยคคำถามทุกชนิด ถามตัวเองว่าที่ไหน อะไร ยังไง ทำไม เพราะอะไร ใคร” จนกระทั่งเห็นตัวเองอย่างชัดเจนว่าเป็นคนยังไง
การถาม เหมือนเอากระจกมาส่องดูตัวเองทีละจุด เพราะเมื่อถามก็ต้องมีคำตอบ คำตอบนั่นคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมา ถ้ามันออกมาสวย ออกมาหล่อก็ดี ให้พัฒนามันขึ้นไปอีก แต่ถ้ามันขี้เหร่ ทุเรศ อย่าไปบิดเบือน ยอมรับเถอะว่ามันขี้เหร่จริงๆ แล้วเดี๋ยวจะรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาจุดใด
บางคนชอบคิดกับตัวเองก็ถามตัวเองไป แต่มีคนอีกประเภทที่อยู่กับตัวเองโดยลำพังไม่ได้ ก็ให้ไปถามคนอื่นหลายๆคนสิ รอฟังคำตอบจากเขา ฟังไป อย่าแก้ตัว! แล้วสุดท้ายจะรู้ว่าคนที่ตอบได้ชัดที่สุด คือใคร
พี่น้องครับ แล้วถ้าถามตัวเอง แต่มันยังไม่รู้จักตัวเองสักที จะทำอย่างไรดีครับพี่น้อง!
ใช้เครื่องมือสิ สมัยนี้คนเราคิดความรู้เพิ่มขึ้นมามากมาย จึงมีคนเก่งๆเขาคิดเครื่องมือที่จะช่วย แค่ช่วยเท่านั้นนะ ช่วยให้รู้จักตัวเองได้ดีขึ้น เร็วขึ้น
บางคนอาศัยเครื่องมือที่เป็นโหราจารย์ อาศัยสถิติวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากในการทำความรู้จักตนเอง ก็ลองได้ ไม่เสียหายอะไร บางคนใช้แบบทดสอบจิตวิทยา ฉันเป็นคนประเภทไหน ก็ลองได้ไม่เสียหายเช่นกันบางคนลองเล่นละคร สวมบทบาทเป็นคนอื่น ก็ช่วยให้รู้จักตนเองได้ บางคนปรึกษาโค้ชชีวิต ปรึกษาพ่อแม่ ปรึกษาคนที่อายุมากกว่า ปรึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ ปรึกษาคนเก่งกว่า ดูโทรทัศน์ ดูชีวิตคนอื่น อ่านหนังสือ อ่านประสบการณ์คนอื่น วิธีการเหล่านี้เอามาใช้เป็นเครื่องมือได้หมด แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า ค้อนตัดกระดาษได้ไม่ดีเท่ากรรไกร ดังนั้น ต้องถามตัวเองด้วยว่าเครื่องมือชิ้นใดที่จะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด นั่นหมายความว่า “ฉัน” คือผู้ที่ถามและตอบได้ดีที่สุด
ฉันเป็นคนไร้จุดหมาย จริงหรือ
ถ้าสมมติเป็นคนมาจากต่างจังหวัด เพิ่งมากรุงเทพเป็นครั้งแรก คนแรกอยากไปเล่นน้ำที่สวนสยามเพราะดูโฆษณาทีวี เขาเตรียมชุดว่ายน้ำมา เตรียมเงินมา เปิดเว็บไซต์ เช็คเวลาเปิดปิด ถามเส้นทางวิธีการไปมาเรียบร้อย เปรียบเทียบกับอีกคน อยู่ต่างจังหวัดเหมือนกัน คิดว่าอยากไปล่องใต้ อยากแอ่วเหนือ อยากมากรุงเทพ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่อยู่เฉยๆ เพียงคิด แต่ไม่ได้ลงมือหาข้อมูล ไม่เดินออกไปจองตั๋ว ไม่เตรียมจัดกระเป๋า มีแค่ความอยากเฉยๆ อย่างนี้ไม่ต้องเฉลยก็รู้ว่าใครได้ทำตามที่หวังไว้สำเร็จ
คนแรก คือตัวอย่าง คนที่มีจุดหมายชัดเจน เป็นคนที่ปักหมุดว่าอยากมีชีวิตที่ไหน อะไร ยังไง แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขาลงมือ “ทำ” จึงสำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะนั่งรถเมล์ลงผิดป้าย เสียเวลาไปบ้าง คนเราอาจทำผิดพลาด มีอุปสรรคบ้าบอ แต่ผลลัพธ์คือ เขาได้ไปเล่นน้ำที่สวนสยามอยู่ดี สมใจอยาก
คนที่สอง คือตัวอย่างของ คนที่มีจุดหมายเหมือนกัน แถมใหญ่กว่าด้วย ไปตั้งหลายที่แน่ะ! เป้าหมาย หลากหลาย คิดใหญ่ แต่ไม่สำเร็จเพราะขาดการกระทำ แต่ลองคิดดูว่าจะดีกว่าไหม ถ้าเอาคนที่ 1 และคนที่ 2 มาเขย่าๆรวมกัน กลายเป็นคนที่มีเป้าหมายใหญ่ และการกระทำใหญ่ตาม ความสำเร็จยิ่งจะใหญ่ตามไปด้วย
แล้วอยากเป็นคนแบบไหนล่ะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก
หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ยินดีด้วย แต่หลายคนบอกว่าชีวิตตัวเองไม่มีเป้าหมาย ไม่จริงหรอก!
ลึกๆแล้วทุกคนมีเป้าหมายอยู่ แต่ไม่กล้าที่จะคิดจะทำ หรือถูกกดทับอยู่ด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง
เป้าหมายสร้างไม่ยากเลย ลองหาอ่านวิธีการและเทคนิคในการตั้งเป้าหมายได้จากหนังสือมากมาย แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การคอยทะนุถนอมรักษาเป้าหมายนั้นให้ยังตั้งอยู่ ไม่ถูกลมพัดแกว่งไปมาจนหลุด มีหลายคนที่มีเป้าหมายแต่หุบเข้าหุบออกอยู่ตลอดก็ไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ดี
จงเขียนเป้าหมาย จงจินตนาการถึงเป้าหมาย จงทำเป้าหมาย และจงยึดมั่นเป้าหมายนั้นไว้
ทำไมฉันโง่
ฉันเกิดมาโง่ เธอเกิดมาโง่ ใครๆก็โง่ทั้งนั้น
คำว่าโง่ในที่นี้คือความไม่รู้ มีใครบ้างในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วฉลาดทันทีและรู้ทุกอย่างในโลก คำตอบคือไม่มี ทุกคนต้องเรียนรู้ ค่อยๆสะสมความรู้และค่อยๆล้างความโง่ออกไป
เป็นคนโง่กับเป็นคนฉลาดอย่างใดดีกว่ากัน อาจตอบว่าคนฉลาด แต่ว่าคนฉลาดที่คิดว่าฉลาดแล้วทะนงตน นึกว่าเก่งพอแล้วจึงหยุดเรียนรู้ คือ คนที่โง่กว่าคนที่คิดว่าตัวเองโง่แต่ขยันเรียน ขยันพัฒนาความรู้ของตนเสียอีก ดังคำกล่าวว่า คนที่โง่คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ส่วนคนที่ฉลาดคือคนที่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร
วิธีแก้ความโง่คือ การนำพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ในที่ต่างๆ แหล่งเรียนรู้โดยตรงอาจเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย ศูนย์เรียนรู้ คนไทยส่วนใหญ่เรียนในระบบการศึกษาประมาณ 22 ปี จุดประสงค์เพื่อให้มีสิ่งเดียวคือ ความรู้ แต่ว่าแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงที่ผู้ใหญ่บอกนักหนา คือ การทำงานกับโลกภายนอกโรงเรียนต่างหาก
การทำงานกับโลกภายนอกโรงเรียน เพื่ออะไร? เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เกิดเป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ดีกว่าความรู้ตรงที่มันจะประทับในหัวสมองไปตลอด ลองนึกถึงการอ่านหนังสือนำเที่ยวอลาสก้า จะสู้กับการไปสัมผัสก้อนน้ำแข็งเย็นๆที่อลาสก้าได้หรือไม่ ไม่มีทางสู้ได้เลย เพราะอ่านคือดู แต่สัมผัสคือทำจริง
เช่นเดียวกับความรู้จากตำรา ก็ไม่สู้ประสบการณ์จากการทำงานจริงได้เลย ดังนั้นไม่ต้องเรียนมันแล้ว!
ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว เพราะ ความรู้เป็นเครื่องมือ ย้ำ เป็นเครื่องมือในการทำงานที่ช่วยให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ ประสบการณ์ และประสบการณ์ก็ก่อให้เกิดความรู้เหมือนกัน ความโง่จึงลดลง ความฉลาดจึงเพิ่มขึ้น
ลองนึกถึงโจทย์เลขวิชาคณิตศาสตร์ เป้าหมายคือ อยากแก้โจทย์ให้เสร็จและตอบถูกต้อง แต่ไม่เคยเรียนการนับตัวเลขหนึ่ง สอง สามเลย คิดว่า make sense หรือไม่? ไม่เลย เพราะยังไม่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่จะนำมาเป็น “ต้นทุน” ดำรงชีวิต
เมื่อรู้ว่าโง่ จงเพิ่มความรู้ และทำ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ กลายเป็นต้นทุนชีวิต แต่ทุนย่อมมีวันหมดแน่นอน จึงควรเติมความรู้เข้าไปอย่างไม่สิ้นสุด
ฉันจนเพราะอะไร
เงินสำคัญหรือไม่
หลายคนอาจคิดว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต แต่เงินย่อมมีความสำคัญในระดับใดระดับหนึ่งในชีวิตของเขา ถึงจะเป็นนักบวช ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่ว่าสิ่งของที่ได้รับมาจากการทำทาน ก็ล้วนมาจากคนอื่นที่ใช้เงินไปแลกของแล้วนำมามอบให้อยู่ดี ดังนั้นเรื่องเงินไม่มีใครปฏิเสธได้เลย เด็กๆ
ฉันจน เธอรวย มันรวย เขาจน คือ การเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ มันก็ไม่เป็นสุขเสียทีหรอก จะดีกว่าไหมถ้ามองตัวเองตามความจริง ว่าจนจริง หรือรวยจริง สมมติจน ก็เปลี่ยนความคิดจากการที่เอาไปเทียบกับคนที่รวยกว่า แต่เปลี่ยนมาเทียบกับตัวเองในปัจจุบันแทน หาจุดหมายว่าต้องการแค่ใด แล้ววิธีการจะตามมาเอง เพื่อค่อยๆพัฒนาให้มีเงินเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่สุขใจตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
แล้วต้องการมีเงินเพื่ออะไร เคยถามตัวเองบ้างไหม
เคยได้ยินคนจน พูดว่า อยากได้เงินเพื่อให้อยู่รอด ตัวเองไม่อดตาย แต่ก็เคยได้ยินคนรวยเขาคิดว่าอยากมีเงินเพื่อเอาไปแบ่งให้คนอื่นใช้แทน ทำให้เห็นว่า จุดหมายที่ต่างกัน ทำให้การกระทำและผลลัพธ์ย่อมต่างกัน
สิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
เงิน คือ การเอาเวลา แรง และความรู้ประสบการณ์ไปแลกมันมา จริงหรือ
เงินตกอยู่ทุกแห่ง แล้วแต่คนจะมองเห็นโอกาสและคว้ามันมา จริงหรือ
ความรู้ ประสบการณ์ ก่อให้เกิดเงินได้ จริงหรือ
เงินทำให้มีความสุข บรรลุเป้าหมาย จริงหรือ
เงินสำคัญ จริงหรือ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร.
ลองคิดสิว่า ถ้าคนธรรมดาอย่างเรา ถ้าไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ถ้าไม่มีเป้าหมาย ถ้าเป็นคนโง่ และถ้าเป็นคนจนอะไรน่าจะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา … ชีวิตเราจะมีรูปทรงรูปร่างอย่างไรตั้งคำถามกับตัวเองเยอะๆ ลองตอบไปทีละข้อใช้ความคิดและปัญญาที่จะหาคำตอบเมื่อหาคำตอบได้แล้ว สิ่งจะต้องทำต่อไปก็คือ ลงมือ “ทำ”
ลงมือทำ ทำเลย ลองดู
เว็บบอร์ดถามตอบ
เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง
- Blog Jit By Tae' (16)
- Editor's Talk (8)
- Psychology Blog (6)
- Psychology BOOK (8)
- Psychology LIFE (51)
- Psychology LOVE (5)
- Psychology NEWS (12)
- Psychology STUDY (20)
- Psychology TIPS (3)
- Psychology WORK (24)
รับข่าวตอนเว็บอัพเดต
เว็บจิตวิทยา
- Life and Death Studies
- [En]PsyTodayMagazine
- [En]สารานุกรมจิตวิทยา
- [En]ห้องเรียนจิตวิทยาออนไลน์
- [TH] E4Thai เรียนภาษาอังกฤษแบบคนไทยกันเองๆ
- [Th]กระทู้เรียนจิตวิทยาDekD.com
- [Th]บทความสุขภาพ/จิตวิทยา
- [Th]สารานุกรมWiki จิตวิทยา
- [Th]เรียนจิตวิทยาทั่วไปง่ายๆ
- [Th]เว็บจิตวิทยาม.เกษตร
- [Th]โลกจิต
- มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา



