30
อ้างเหตุ เจตนา
อ้างเหตุ เจตนา
By เต้
จิตวิทยาสังคมยังไม่จบแค่นี้ ยังมีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกเยอะทีเดียว
ตอนที่ผ่านๆมาเราเห็นมาแล้วว่านักจิตวิทยาสังคมพยายามเข้าใจว่าทำไมคนถึงฆ่ากันได้ ทำไมคนถึงทำสิ่งเลวๆไปได้
ตอนนี้เราจะลองซูมออก
แล้วถามคำถามที่ใหญ่กว่าว่าทำไมคนถึงทำอะไรอย่างนั้นอย่างนี้
ทำไมคนดำต้องเต้นแร็บ
ทำไมเด็กจีนเก่งเลขกว่าเด็กฝรั่ง
ทำไมผู้หญิงซื้อรองเท้าเยอะกว่าผู้ชาย
พวกนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจในชีวิตประจำวันเพื่อจะได้ปรับตัวได้ดีขึ้นหรือเพื่อจะได้สบายใจ อะไรก็ว่าไปนั่น
ถ้าคนเราไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจพฤติกรรมคนอื่นเลย ก็คงงงเต้ก อ้าวเฮ้ยเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนนั้นถึงเดินผ่านไปไม่ทักเรา
อีกตัวอย่างนึงมาจากตอนที่แล้วที่เราทิ้งท้ายเรื่องศาลตัดสินจ่าชิป ระบบศาลคงเป็นไปไม่ได้เลยถ้าคนเราไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจจุดประสงค์ของแต่ละพฤติกรรมว่าคนทำอะไรไปทำไม เพื่ออะไร มีอะไรเป็นตัวจุดระเบิด
นักจิตวิทยาก็เลยจับจุดนี้ขึ้นมาศึกษาซะเลย
ทฤษฎีหลักในวงการนี้ก็คือ ทฤษฎีการอ้างเหตุ (attribution theory)
ทฤษฎีนี้บอกว่าคนพยายามอ้างเหตุของพฤติกรรม หรือพยายามอธิบายเหตุผลของพฤติกรรมของคนอื่นในสองระดับ คือระดับลักษณะนิสัยสันดาน และระดับสถานการณ์
ตัวอย่างเช่น สมมติเดินอยู่สวนลุม แล้วเห็นชายคนนึงกำลังตบแฟนสาวป้าบๆ ป้าบๆ ตะโกนโหวกเหวกด่าสารพัด
คนจะคิดว่ายังไง จะพยายามทำความเข้าใจยังไงว่านายนั่นถึงตบตีแฟนได้อย่างนั้น
อื่ม… สำหรับคนส่วนใหญ่พอเห็นปุ๊บมักจะคิดว่า อื้มไอ้หมอนั่นมันเลว หน้าตัวผู้ ตบตีผู้หญิงอย่างนั้น เผลอเห็นแล้วอาจจะชวนเพิ่มไปรุมตื้บ
นั่นคือการพยายามอธิบายพฤติกรรมของคนอื่นในระดับนิสัยสันดาน
ว่าง่ายๆ ป้ายความผิดไปที่ตัวคนๆ นั้น
อื่ม.. แต่ว่ามองๆ ไปสักพักคนก็จะคิดได้ว่า อะโหเฮ้ย ทะเลาะกันขนาดนี้ อาจจะแปลว่าผู้หญิงอาจจะไปมีชู้ เผาบ้าน ปล่อยให้ลูกอดนม หรืออะไรอย่างนั้นก็ได้ นี่คือระดับสถานการณ์
ทฤษฎี ยังบอกอีกว่าระดับนิสัยเนี่ยเป็นความคิดแบบอัตโนมัติ เห็นปุีบคิดได้ปั๊บ
ว่าง่ายๆ คือไม่ต้องคิดมาก
แต่ว่าระดับสถานการณ์เนี่ยเป็นความคิดแบบต้องการการควบคุม
ว่าง่ายๆ คือต้องมานั่งคิดกันจริงๆ ถึงจะนึกได้ว่าพฤติกรรมคนอาจจะเกิดมาจากสถานการณ์รอบข้าง
อื่ม…ฟัง ดูดีนะ แต่ว่ารู้ได้ไงล่ะ ว่าคนคิดเป็นสองระดับแบบนี้จริงๆ
มีการทดลองนึงซึ่งพยายามพิสูจน์ให้ดู การทดลองนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มการทดลองที่คล้ายๆ กัน
กลุ่มแรกคนที่เข้าร่วมการทดลองจะต้องฟังเรื่องเล่า และก็ให้พยายามตอบคำถาม เรื่องเล่าก็จะคล้ายๆกับ เรื่องนายหนุ่มตบตีแฟนสาวในสวนลุมนั่นแหละ ส่วนคำถามก็คล้ายๆ กับให้ลองอธิบายว่านายหนุ่มตบตีแฟนสาวทำไม
ในกลุ่มที่สองคนที่เข้าร่วมการทดลองทำเหมือนกับกลุ่มแรกทุกอย่าง แต่ว่าในระหว่างที่ฟังเรื่องและตอบคำถามจะต้องดูจอและจำคำศัพท์ที่จะออกมา ผลุบๆ โผล่ๆ ในจอ
ผลปรากฎว่าคนที่ฟังเรื่องและตอบคำถามโดยไม่ต้องจำคำศัพท์นั้นจะอธิบายการตบตีด้วยการอ้างถึงสถานการณ์รอบตัว มากกว่ากลุ่มที่ต้องจำคำศัพท์ไปด้วย
สรุปว่าการอ้างเหตุของพฤติกรรมในระดับสถานการณ์นั้นต้องใช้ความคิดมากกว่า
ที่สรุปอย่างนี้ได้เพราะว่ากลุ่มที่ต้องจำคำศัพท์นั้นมีภาระการคิดมากกว่า
กลุ่มที่ไม่ต้องจำศัพท์เลยฟังเรื่องไม่ค่อยได้ความ แล้วก็ตอบคำถามแบบต้องคิดเรื่องอื่นไปด้วย
การที่คนมองข้ามอิทธิพลของสถานการณ์ ตามทฤษฎีนี้เรียกว่าการอ้างเหตุผิดพลาดมูลฐาน (fundamental attribution error) อื่ม… พยายามแปลเต็มที่
อีกตัวอย่างคือ ศาลตอนตัดสินจ่าชิปอาจจะมองข้าม หรือดูถูกอิทธิพลของสถานการณ์กันไปนั่นเอง
อื่ม.. ดูเหมือนจะฟังดูดี แต่ว่า แต่ว่า.. แต่ว่า
การอ้างเหตุในระดับนิสัยสันดานมันอัตโนมัติได้ยังไงล่ะ
ความคิดอัตโนมัติพวกนี้มันมาจากไหนกันล่ะ มั่วรึเปล่า ความคิดก็ต้องมีที่มาสิ
อื่ม… ลองคิดดูใหม่นะครับ ตอนเห็นผู้ชายตบตีผู้หญิงเรามักเห็นว่าผู้ชายเลว เป็นเพราะอะไร เรามีความคิดติดหัวว่าผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า ผู้ชายที่จะตบตีผู้หญิงเลยต้องเลวเพราะรังแกเพศที่อ่อนแอกว่า ผู้ชายพวกนี้ก็พิมพ์เดียวกันงี้เป๊ะเหมือนกันทุกคน…
ความคิดติดหัวจำพวกนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า stereotype ขอแปลว่าความคิดพิมพ์เดียว
แต่ว่านั่นก็ยังไม่ตอบคำถามเลยว่า ความคิดอัตโนมัติ ความคิดพิมพ์เดียว มันมาติดอยู่ในหัวได้ยังไงกัน
ฟังต่อตอนหน้าแล้วกัน.
20
โอกาสดีสำหรับคนที่สนใจจิตวิทยา

โอกาสดีสำหรับคนที่สนใจจิตวิทยา
งานแนะนำโครงการปริญญาโทจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(Open House, Open Heart & Showing Off MIOP)
ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2552 เวลา 08.30 – 16.00 น.
ณ ห้อง ศศ.301 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่
E-mail: Openhouse_mioptu@hotmail.com
Tel: 0865434920 , 0865443962
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.miop19-tu.com/
20
คุณสมบัติของผู้ให้คำปรึกษามีอะไรบ้าง
คุณสมบัติของผู้ให้คำปรึกษา
By บรรณาธิการ psychola

“อยากรู้ว่าคนที่จะเรียนจิตวิทยาการปรึษาได้นี่ควรมีคุณสมบัติยังไงอะคะ
พอดีไปสัมภาษณ์มาแล้ว แต่ยังคิดๆ อยู่ว่าตัวเองเหมาะสมไหม”
ขอบคุณน้องที่ถาม เป็นคำถามที่ดีมาก เพราะก่อนที่เราจะทำสิ่งใดก็เรียนรู้ก่อนว่าสิ่งนั้นต้องทำอย่างไร ถ้ามีคนให้ถามก็ควรถามหลายๆ แหล่ง แล้วค่อยลงมือทำจริง
ทีมงาน psychola นำโดยคุณ Non ก็ได้นำคำตอบมาจากงานวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งทำวิจัยโดยคุณ Corey (2001 อ้างถึงใน วัชรี ทรัพย์มี, 2547) ได้ศึกษาลักษณะของผู้ให้บริการปรึกษาที่ผู้รับบริการศรัทธา พบว่าเป็นบุคคลที่มีลักษณะดังนี้คือ
นอกจากนี้มีผู้ยินดีให้ข้อมูลกับทีมงานว่า
คุณสมบัติที่สำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องเป็นบุคคลที่มีทักษะการฟังที่ดี เพราะว่าในกระบวนการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้งเป็นกระบวนที่เน้นการสื่อสารระหว่างตัวผู้ให้คำปรึกษา (Counselor)กับผู้ที่มาขอรับคำปรึกษา (Client หรือ Counselee)
อย่างแรกที่ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นผู้ฟังที่ดี คือการ “ฟังเป็น” โดยสามารถจับประเด็นต่างๆ เพื่อนำเอาสิ่งที่ผู้รับบริการได้พูดคุยในประเด็นที่เป็นปัญหาต่างๆ มาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขต่อไป
บางคนอาจจะคิดว่าการฟังนั้นทำไมต้องมีการฝึก ทั้งๆ ที่เราฟังได้มาตั้งนานแล้ว
ทักษะการฟังในกระบวนให้คำปรึกษานั้น การฟังจะต้องมีพฤติกรรมตั้งใจฟัง ฟังแล้วก็ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าตอนนี้ที่เขาพูดนั้น เขาใช้อารมณ์หรือความเป็นเหตุเป็นผลในการพูดคุย
เพื่อที่จะทำให้ผู้ให้คำปรึกษาสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงประเด็นกับปัญหามากที่สุด
คุณสมบัตินี้ ผู้ให้ข้อมูลกับทีมงานบอกว่าได้รับการสั่งสอนมาจากท่านอาจารย์ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว ม.เกษตรศาตร์
ลองสำรวจตัวตนของคุณและถ้ายังขาดข้อใดอยู่ก็ลองหาวิธีฝึกฝนเพิ่มเติมด้านต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนะจ้ะ
ส่วนข้อไหนที่ดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องพัฒนาให้กลายเป็นจุดเด่นของตัวเราไปได้เลยจ้ะ
นักจิตวิทยาคนต่อไป อาจเป็นคุณ สู้ๆ.
12
ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนสอง
ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนสอง
By Te
จากตอนที่แล้วทุกคนรู้เบสิคแล้วว่าแกล้งให้เพื่อนเดิมไปตบกบาลคนขับรถเมล์เขียวได้ยังไง แล้วก็รู้แล้วว่าพอคนธรรมดาๆ ตาสี ตาสามาจับใส่คุกปลอมแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (อื่ม…ถ้าไม่รู้ไปอ่านยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง) ตอนนี้ทุกคนจะพอเข้าใจว่านายซิมบาโด้นอกจากจับคนมาขังคุกเก่งแล้วยังมีความสามารถในการต่อยไข่ ใส่สี โรยผักชี งานทดลองของพี่แกจนออกทีวีได้ทุกวี่ทุกวัน ดูกันต่อเลยว่า หมอนี่ดังได้เพราะอะไร read more
9
Who is the wisest of men?
Who is the wisest of men?
By Thipnapa
ทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องแม่มดถามกระจกวิเศษว่าใครงามเลิศในปฐพีมาแล้วนะคะ
แต่เนื่องจากที่นี่เป็นชุมชนของคนรักความรู้ ไม่ใช่ความสวยความงาม
ก็เลยขอเปิดเรื่องด้วยคำถามว่า “ใครฉลาดล้ำเลิศในปฐพี?” แทนค่ะ read more
4
ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง
ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง
By Te

ถ้าให้คนไทยบอกชื่อนักจิตวิทยาที่รู้จักมาสักคนนึง
คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์
หมอนี่ดังมากเพราะว่าสร้างทฤษฎีทะลึ่ง สะดุ้งได้สะใจ แล้วก็นักสะกดจิตด้วย
ว่าง่ายๆ ถ้านึกถึงนักจิตวิทยาก็จะนึกถึงคนนี้ก่อนเลย (อื่ม…ดร.วัลลภก็เป็นนักจิตวิทยา แต่ตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าเค้าทำงานด้านไหน)
โอเค แต่ถ้าถามคนเมกัน มันก็จะตอบว่าฟรอยด์เหมือนกัน
แต่ว่าล่าสุดนี้คนจะเริ่มตอบว่า ซิมบาโด้ (Zimbardo)
นายซิมบาโด้หน้าตาเหมือนรูปข้างล่างนี้ เคยสอนอยู่แสตนฟอร์ด อยู่พักใหญ่ๆ แต่ว่าเกษียณไปเรียบร้อยแล้ว ออกไปตอนผมเข้าแสตนฟอร์ดพอดี หมอนี่จู่ๆ ดังขึ้นมาได้เพราะหลายสาเหตุอยู่ มาดูกันเลยดีกว่าว่าเพราะอะไร
ดังเพราะการทดลอง
ตอนที่แล้วเราค้างไว้เรื่องจิตวิทยาความชั่ว
คนทำความชั่วเพราะอะไร
นายมิลแกรมก็บอกให้โลกรู้แล้วว่าคนมักทำชั่วตามที่บุคคลที่มีอำนาจบอกไว้ ทั้งๆที่คนนั้นอาจจะไม่ได้มีอำนาจเลยก็ตามที
นายซิมบาโด้ มาขยายต่อ (โดยไม่ค่อยได้ตั้งใจเท่าไร)
มาฟังการทดลองที่ทำให้นายซิมบาโด้ดังมากในเมกากัน
หมอนี่เป็นนักจิตวิทยาในยุคนั้นที่ชอบจับคนมาทำอะไรแปลกๆ แต่ก็มาสรุปเอาทีหลังว่าการทดลองที่ทำ ทำไปทำไม ไม่มีการวางแผนวางแปลนอะไรทั้งนั้น
มีอยู่การทดลองนึง การทดลองนี้ชื่อว่าการทดลองเรือนจำแสตนฟอร์ดซึ่งเป็นการทดลองที่ดังมาก
นายซิมบาโด้ออกไปประกาศหาอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองนี้ โดยให้อาสาสมัครเป็นคนคุมคุกหรือไม่ก็นักโทษ อาสาสมัครไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเป็นอะไร นายซิมบาโด้จะจัดเองว่าใครเป็นใคร
เริ่มการทดลองโดยการจ้างตำรวจปลอมไปจับอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมการทดลองจากบ้านเหมือนจริงเลย จับสั่งขังกรง มีเสื้อผ้านักโทษ มีหมายเลขผู้ต้องขังเรียบร้อย ส่วนคนคุมคุกนั้น นายซิมบาโด้ก็จัดหาเสื้อคนคุมคุก แว่นตาดำ กระบอง และอุปกรณ์ทุกอย่าง แล้วก็อนุญาตให้คนคุมคุกสามารถกลั่นแกล้งนักโทษได้ตามสมควร สร้างบรรยากาศให้เหมือนชีวิตนักโทษอยู่ภายใต้ระบบของเรือนจำ ระบบของกฎหมาย กฎหมู่ของคุก
ผลก็คือ คนคุมคุกกลั่นแกล้งนักโทษสารพัดอย่าง ให้นอนหนาวโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่ให้ใส่เสื้อผ้านอน ไม่ให้เอาถังฉี่ไปเททิ้ง ไม่ให้ขี้ ไม่ให้เยี่ยว นักโทษก็เริ่มประท้วงด้วยวิธีต่างๆ
นักโทษบางคนก็เริ่มออกอาการบ้า เลยถูกเชิญให้ออกจากการทดลอง มีอยู่วันนึงนักโทษทลายคุก คนคุมคุกเลยต้องสร้างคุกขึ้นมาใหม่เลยโมโหกลั่นแกล้งนักโทษหนักขึ้นไปอีก
ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาแค่หกวัน จากนั้นการทดลองก็ถูกยกเลิกทันทีทั้งๆ ที่กะว่าจะปล่อยไว้สองอาทิตย์
จับคนมาใส่ชุดนักโทษปลอมๆ ในคุกปลอมๆ มาเกือบอาทิตย์สรุปอะไรได้บ้างล่ะเนี่ย
นายซิมบาโด้ขอสรุปว่าสถานการณ์และบรรยากาศที่สร้างขึ้นสามารถเปลี่ยนชาวบ้านธรรมดาๆ มาเป็นนักคุมคุกใจโหดได้
วิธีที่จะทำให้คนกลายเป็นคนชั่วได้ มีอยู่อย่างน้อยสามวิธี
วิธีแรก คือ ทำให้คนไม่ใช่คน อื่ม…ยังไงกันล่ะ ตัวอย่างเช่นการทดลองของนายมิลแกรมจากตอนที่แล้ว (ถ้านึกไม่ออกให้กลับไปอ่านเรื่องช็อต) เราสามารถวัดได้ว่าคนจะกระทำรุนแรงกับอีกคนนึงได้มากน้อยแค่ไหนโดยดูที่ไฟช็อตแรงสุดที่เท่าไรโดยเฉลี่ย
แต่ในสถานการณ์นี้คนคุมการทดลองแกล้งพูดให้คนกดปุ่มช็อตได้ยินว่า นักเรียนที่อยู่อีกห้องนึงน่ะเหมือนหมาเลย เท่านั้นแหละครับ ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น นักเรียนถูกช็อตแรงกว่าถ้าเทียบกับสถานการณ์ปกติที่คนคุมการทดลองไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับนักเรียน
ในการทดลองคุกแสตนฟอร์ดก็มีการใช้แผนนี้เหมือนกัน คนคุมคุกด้วยกันเริ่มเรียกแทนนักโทษว่า มัน หรือ เรียกว่าไอ้นี่ ไอ้นั่นแทนที่จะเรียกว่าคนนี้หรือคนนั้น บวกกับนักโทษแต่ละคนไม่ได้ถูกเรียกตามชื่อ ถูกเรียกตามหมายเลข ยิ่งทำให้ห่างจากความเป็นคนออกไป
วิธีที่สอง คือ ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร (พยายามแปลมาจาก deinviduation) ไม่รู้เรื่องทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษเลย
มาดูตัวอย่างกันดีกว่า การทดลองนึงให้เด็กประถมจับกลุ่มเล่นกัน แล้วลองสังเกตดูว่าเด็กตีกันหรือเล่นเจ็บๆ กันกี่ครั้ง เสร็จแล้วจับเด็กใส่เสื้อผ้าแปลกๆ ไป
แล้วที่สำคัญให้ใส่หน้ากากทุกคน จะได้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วนับอีกว่าตีกันกี่ครั้ง
เล่นสักพักให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิมแล้วก็เอาหน้ากากออก แล้วปล่อยให้ไปเล่น นับอีกว่าตีกันกี่ครั้ง
ปรากฎว่าตอนใส่หน้ากากเด็กตีกันเยอะกว่าตอนไม่ใส่หน้ากากเยอะมาก
แผนนี้ก็ถูกใช้ในคุกแสตนฟอร์ด โดยคนคุมคุกจะใส่แว่นตาดำใหญ่ๆ ตลอด แล้วก็ไม่เคยบอกชื่อให้นักโทษรู้เลย
วิธีที่สาม คือ ทำให้คนสั่งเหมือนมีอำนาจสั่งการ ไอเดียนี้ใกล้ๆกับการทดลองของมิลแกรมจากตอนที่แล้ว
แต่ในการทดลองนี้นายซิมบาโด้คือเป็นคนสั่งการเอง คนคุมคุกถูกซิมบาโด้ด่าเป็นระยะๆ ว่าไม่ยอมทำให้สถานการณ์ในคุกสงบ คนคุมคุกเลยเหมือนแค่ทำตามคำสั่งของคนที่สูงกว่าอีกที
สาเหตุที่แผนนี้มันใช้ได้ก็คือว่า ความรับผิดชอบจะตกอยู่กับคนที่อำนาจสูงกว่า คนคุมคุกเลยจะทำบ้าอะไรก็ได้ เพราะก็แอบรู้ในใจว่าถ้ามันมีอะไรผิดประหลาดเกิดขึ้นจริงๆ เดี๋ยวซิมบาโด้ก็จะรับผิดชอบเอง
เอาล่ะตอนนี้เราเริ่มรู้รากของความชั่วกันแล้ว ตอนหน้ามาดูกันต่อว่า ทำให้การทดลองนี้ทำไมมันถึงดังเป็นพิเศษ.
1
ดนตรีบำบัด: รักษาด้วยบทเพลง
ดนตรีบำบัด: รักษาด้วยบทเพลง
เนื้อหา: อาจารย์ปาริฉัตร อยู่ประเสริฐ วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต
บรรณาธิการ: NusNus
ในการรักษาและการบำบัดทางการแพทย์ที่เราคุ้นเคยกันดี มักจะหนีไม่พ้นวิธีที่เกี่ยวกับการใช้ยา หรือการผ่าตัด ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงจะไม่ผิดจากที่เราคุ้นเคยนัก เพราะอาการเจ็บป่วย และอาการผิดปกติส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กอย่างไข้หวัด ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างโรคมะเร็งก็มักจะถูกรักษาด้วยวิธีใช้ยา และการผ่าตัดแทบจะทั้งนั้น read more
เว็บบอร์ดถามตอบ
เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง
- Blog Jit By Tae' (16)
- Editor's Talk (8)
- Psychology Blog (6)
- Psychology BOOK (8)
- Psychology LIFE (51)
- Psychology LOVE (5)
- Psychology NEWS (12)
- Psychology STUDY (20)
- Psychology TIPS (3)
- Psychology WORK (24)
รับข่าวตอนเว็บอัพเดต
เว็บจิตวิทยา
- Life and Death Studies
- [En]PsyTodayMagazine
- [En]สารานุกรมจิตวิทยา
- [En]ห้องเรียนจิตวิทยาออนไลน์
- [TH] E4Thai เรียนภาษาอังกฤษแบบคนไทยกันเองๆ
- [Th]กระทู้เรียนจิตวิทยาDekD.com
- [Th]บทความสุขภาพ/จิตวิทยา
- [Th]สารานุกรมWiki จิตวิทยา
- [Th]เรียนจิตวิทยาทั่วไปง่ายๆ
- [Th]เว็บจิตวิทยาม.เกษตร
- [Th]โลกจิต
- มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา


