Browsing articles from "December, 2009"
Dec
30

หนังสือช่วยเหลือคนที่จะฆ่าตัวตาย

By admin  //  Psychology BOOK  //  1 Comment

หนังสือช่วยเหลือคนที่จะฆ่าตัวตาย

By ณัฐพร ตันติกาญจนากุล

หนังสือ Life is Fragile Vol.1

คลิกที่หน้าหนังสือด้านล่าง เพื่อขยาย

http://issuu.com/sdm610d/docs/lifeisfragile01

read more

Dec
30

คำคม

By admin  //  Psychology TIPS  //  No Comments

อย่ามีความสุขอยู่ด้วยการคิดว่าคุณยังมีเวลาอีกมากมาย เพราะคุณอาจจะพลาดโอกาสในการที่จะเป็นใครที่คุณฝันอยากเป็น.

read more

Dec
30

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฟังเพลงขณะขับรถ?

By admin  //  Psychology WORK  //  1 Comment

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฟังเพลงขณะขับรถ?

By บรรณาธิการ  Psychola

CAR

สมัยนี้คนที่มีรถขับ มักจะฟังจะเพลงไปพร้อมๆ กับการขับรถใช่ไหมครับ

แต่ทราบอะไรไหมครับว่า

มีคนไม่มากนักที่รู้ว่าเสียงเพลงที่ฟังมีผลต่อการขับรถ

และงานวิจัยในด้านนี้ที่ยังมีอยู่น้อยนิดบอกไว้ว่า เพลงแนวกระตุ้นๆ ที่เสียงดังๆ นั้นสามารถลดความสามารถในการขับรถลงได้นะครับ read more

Dec
30

ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน

By admin  //  Psychology TIPS  //  No Comments

เวลาของเรามีจำกัด ไม่ต้องพยายามทำทุกๆ อย่างที่อยากทำไปพร้อมๆ กัน แต่จงเลือกกิจกรรม เลือกงาน แล้วตัดสินใจเลือกทำสิ่งนั้นเป็นอันดับแรก.

read more

Dec
30

คำนิยม

By admin  //  Editor's Talk  //  1 Comment

รู้สึกดีๆ อย่างไรกับเว็บไซต์นี้บ้าง สามารถฝากคำนิยมเพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงานต่อไป read more

Dec
29

ทำอย่างไรถึงจะป้องกันและชะลออาการสมองเสื่อม

ทำอย่างไรถึงจะป้องกันและชะลออาการสมองเสื่อม

by พวงจิตตา

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้เฒ่าบางคนยังคงมีสติปัญญาและความจำดีเยี่ยม ไม่ค่อยเสื่อมสภาพจากสมัยยังหนุ่มสาวเท่าใดนัก read more

Dec
8

พิมพ์เดียวกันหมด

พิมพ์เดียวกันหมด

By เต้

ผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิง
ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
ผู้ชายต้องออกนอกบ้านหางานทำ
ความคิดพวกนี้มาติดอยู่ในหัวได้ยังไง
แล้วมาติดอยู่ในหัวทำไมกัน
ความคิดพวกนี้ติดอยู่ในหัวตั้งแต่เกิดมาเลยรึเปล่า
มาดูอีกการทดลองนึงเลย เค้าต้องการอยากรู้ว่าคนเรามีความคิดติดหัวมาตั้งแต่ตอนอายุเท่าไร
การทดลองพวกนี้จะประหลาดหน่อยนึง เพราะว่าเด็กมันเด็กมากเลยเราถามอะไรตรงๆ ไม่ได้เลย ต้องวัดความคิดของเด็กโดยวิธีอ้อมๆ
นักจิตวิทยาพวกนี้เรียกว่านักจิตวิทยาพัฒนาการ เพราะว่าเค้าต้องการศึกษาว่าคนเราพัฒนาขึ้นมาได้ยังไง (พวกนักจิตวิทยาพัฒนาการนี้ต้องเป็นพวกรักเด็ก เพราะว่าต้องเล่นกับเด็กตลอด)
การทดลองเป็นแบบนี้ เรามีของเล่นเด็กสี่อย่าง ตุ๊กตาผู้ชาย ตุ๊กตาผู้หญิง รถดับเพลิงของเล่น แล้วก็เครื่องดูดฝุ่นของเล่นแล้วดูกันว่าเด็กจะเล่นของเล่นเหล่านั้นยังไง
ถ้าเด็กมีความคิดติดหัวว่าผู้ชายควรจะทำอาชีพอะไร ผู้หญิงควรจะทำอาชีพอะไร เด็กควรจะจับรถดับเพลิงของเล่นมาเล่นกับตุ๊กตาผู้ชาย แล้วเอาเครื่องดูดฝุ่นของเล่นมาเล่นกับตุ๊กตาผู้หญิง
นักจิตวิทยาจับเด็กอายุสองขวบมาทดลอง ปรากฎว่าเด็กผู้หญิงเล่นของเล่นตามความคิดพิมพ์เดียวเกี่ยวกับอาชีพของผู้ชายและผู้หญิง แต่ว่าเด็กผู้ชายไม่ได้เล่นตามนั้น
อื่ม… เค้าเลยลองทำการทดลองเดียวกันนี้้กับเด็กอายุสองขวบครึ่ง คราวนี้ทั้งเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่เล่นของเล่นตามความคิดพิมพ์เดียวเกี่ยวกับอาชีพ
เราเลยสรุปได้ว่าความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ไม่ได้ติดมาตั้งแต่เกิด แต่ว่ามันมาติดอยู่ในหัวตั้งแต่อายุขวบนึงแล้ว
แต่ก็ยังสงสัยกันอยู่ว่าทำไมเด็กผู้ชายได้ความคิดพวกนี้มาทีหลังเด็กผู้หญิง แต่ว่านักจิตวิทยาก็สันนิษฐานไปว่าอาจเป็นเพราะเด็กผู้ชายไม่ค่อยได้เล่นกับตุ๊กตา เราเลยไม่ได้เห็นผลชัดอะไรประมาณนั้น
แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นคือว่า เรายังสรุปไม่ได้ว่าทำไมเด็กถึงมีความคิดพวกนี้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำไป
นักจิตวิทยาพัฒนาการเลยพยายามคิดวิเคราะห์สาเหตุต่อไป …​เอ เด็กพวกนี้เป็นเด็กฝรั่ง เด็กฝรั่งทำอะไรกันตอนสองขวบ อ๋อดูการ์ตูนดิสนีย์ ซึ่งตัวพระเอกส่วนใหญ่ก็จะตัวใหญ่ แมนๆ ต่อสู้เก่ง เป็นฮีโร่อะไรก็ว่าไป แต่ว่าตัวนางเอกจะตัวเล็กอ้อนแอ้น อ่อนแอ พระเอกต้องปกป้อง
เค้าเลยคิดไปว่าคงเป็นเพราะสื่อพวกนี้ที่เด็กเห็นทุกวันๆ ซึ่งอันนี้ฟังดูมีเหตุผล
ลองนึกถึงความคิดพิมพ์เดียวอย่างอื่นที่เรามี อันนี้ประสบการณ์ตรงตอนผมอยู่เมกา เดินๆ อยู่ดึกแล้วถ้ามีคนดำเดินผ่านก็จะรู้สึกขนลุกประหลาด เพราะว่าเรามีความคิดพิมพ์เดียวติดหัวมาว่า คนดำน่ากลัว อาจจะเป็นโจรมาปล้นเราก็ได้ ทั้งๆ ที่ผมแทบไม่ค่อยได้พบปะคนดำมากขนาดนั้นก่อนมาเมกา
แล้วได้ความคิดนี้มาจากไหนล่ะ
ก็จากหนังฝรั่งที่ดูๆ กันมานั่นแหละ ผู้ร้ายมักจะเป็นคนดำน่ากลัวๆ เราก็หยิบความคิดนี้มา
แต่ว่าถ้ามาดูตามสถิติแล้ว จริงๆ สถิติคนดำที่เป็นอาชญากรนั้นสูงกว่าคนขาวในบางพื้นที่ในบางเมืองของเมกา
เพราะฉะนั้นที่จริงก็อาจจะดีก็ได้ที่เราสร้างความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ขึ้นมา

ฟังมาทั้งหมดนี้แล้วสรุปว่าไงกันล่ะ
สรุปว่าความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้มันดีหรือไม่ดี ลองกลับคิดถึงหัวข้อที่เราพูดถึงเมื่อตอนที่แล้ว คือคนเราพยายามจะเข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนอื่น
แต่ว่าปัญหาก็คือคนที่เราไม่รู้จักน่ะมีเยอะกว่าคนที่เรารู้จักมากๆ
ความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นได้ในระดับนึง เพราะฉะนั้นมันคือความคิดทางลัดนั่นเอง ง่าย สะดวก รวดเร็ว
ลองคิดถึงสถานการณ์ว่าเดินคนเดียวเปลี่ยวๆ แล้วเห็นคนดำเดินสวนมา ความคิดเราก็คงแบบ โอ้เฮ้ย มันจะปล้นตูเปล่าเนี่ย ต้องระวังหน่อยละวุ้ย ตรงนี้แหละที่การที่เราพยายามเข้าใจความคิดของคนอื่นอาจช่วยให้เราพ้นภัยได้ แต่ว่ามันยุติธรรมกับคนดำมั้ยที่ต้องถูกคิดในแง่นี้ตลอดเวลา คนเมกาเค้าพยายามต่อต้านความคิดพิมพ์เดียวติดหัวพวกนี้อย่างมากก็เพราะอย่างงี้นั่นเอง

ความคิดพิมพ์เดียวยังทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคมอีก อย่างเช่นคนมีความคิดติดหัวว่าผู้ชายจะต้องเก่งวิทย์และคณิตมากกว่าเด็กผู้หญิง ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ก็คือ

เด็กผู้หญิงได้ความคิดติดหัวนี้มา เสร็จแล้วเลยไม่สนใจวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ครูก็ไม่สนใจพยายามส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงหันมาเรียนเลขกับวิทย์กันเยอะ เด็กผู้หญิงก็เลยไม่เก่งเลขกับวิทย์
เด็กรุ่นต่อมาก็เลยได้เห็นตัวอย่างแล้วสืบความคิดว่าเด็กผู้หญิงไม่เก่งเลขกับวิทย์มาอีก แล้วก็วนต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ผู้หญิงก็เลยไม่สนใจเลขกับวิทย์มากเท่าเด็กผู้ชาย แล้วก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเลขกับวิทย์นั้นทำให้ได้งานทำที่ดีกว่า จ่ายเยอะกว่า
ผู้ชายก็เลยดูเหมือนจะมีความสามารถมากกว่าผู้หญิงทั้งๆ ที่อาจจะไม่จริงทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แน่ชัดว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงจริง (เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากซึ่งผมจะให้เขียนหนึ่งตอนเต็มเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป)
อันนี้แหละที่ความคิดพิมพ์เดียวเริ่มสร้างปัญหาสังคม

ผมมีอีกประสบการณ์นึงเกี่ยวกับความคิดพิมพ์เดียวเนี่ยแหละ ตอนเรียนไฮสกูลที่นี่ ผมเรียนเลขได้ดีกว่าเพื่อนฝรั่งแถวนั้น เพื่อนมันก็แซวว่า อื้อ แน่ล่ะแกคนเป็นเอเชียนิ่ก็ต้องเก่งเลขมากกว่า
อื่ม… เหมือนจะเป็นคำชม แต่ว่าผมอยากจะตวาดไปว่า เฮ่ยข้าเก่งเลขกว่าแก เพราะตัวข้าเองไม่เกี่ยวกับว่าข้าเป็นคนเอเชียหัวดำ ข้าเก่งกว่าแกเพราะข้าฉลาดกว่า ไม่ขี้เกียจตัวเป็นขนเหมือนแก …
ความคิดพิมพ์เดียวบางทีเหมือนจะเป็นคำชมได้ แต่ว่ามันก็น่ารำคาญเพราะเหตุนี้นั่นเอง

คนเมกันพยายามจะปราบความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ออกไป แต่กลายเป็นว่าคนกลับเอาไปคิดเงียบๆ เพราะว่าถ้าพูดออกไปแล้วจะถูกด่า
กลายเป็นว่าเอาปัญหาไปเก็บไว้ใต้พรมอีก
พวกนักจิตวิทยาเลยสร้างเกมขึ้นมาเพื่อศึกษาเจตคติโดยนัย(ความคิดพิมพ์เดียวที่ถูกปัดไปไว้ใต้พรม)
เป็นเกมสั้นๆ ที่สามารถลองเล่นดูได้ ก่อนจบก็เอาไปลองเล่นดูละกัน
เกมนี้เรียกว่าการทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัย เป็นภาษาไทยซะด้วยลองเล่นดูครับ
แล้วจะอธิบายตอนหน้าว่ามีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้นบ้างตอนที่ให้คนดำลองเล่นเกมนี้เพื่อดูเจตคติโดยนัยเกี่ยวกับคนดำกันเอง

ป.ล. โทษทีตอนนี้แอบยาวอีกแล้ว ตอนหน้าจะพยายามให้กะทัดรัด ตัดความกว่านี้ละกัน

Link: การทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัย https://implicit.harvard.edu/implicit/thailand/

read more