Jan
21
กาลครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสี่สิบปีที่แล้ว มีเด็กหนุ่มคนนึงที่ใช้ชีวิตปกติธรรมดาท่ามกลางฝูงคนในมหานครนิวยอร์ค เด็กคนนั้นชื่อเด็กชายแอนดรู แอนดรูนั่งรถไฟใต้ดินไปโรงเรียนทุกวัน เป็นเด็กดีเพื่อนๆ รักใคร่ เหมือนเด็กอื่นๆ ทั่วไปในโลก มาอยู่วันหนึ่งแอนดรูนั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้านตามปกติ แต่ว่าวันนั้นโชคไม่ค่อยดีเท่าไร ในรถไฟที่แอนดรูนั่งอยู่ มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเมาๆ ไม่สบอารมณ์ คนอื่นก็หนีเขยิบหนีพวกนั้น ไม่ก็แกล้งอ่านหนังสือพิมพ์ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น สองนาทีต่อมาแอนดรูถูกแทงเต็มตัว กระโหลกแตกจมกองเลือด ผู้โดยสารคนอื่นยังแกล้งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป แล้วก็เผ่นออกสถานีหน้า มีคนเห็นเหตุการณ์สิบคน ไม่มีคนไหนโทรเรียกตำรวจเลย สุดท้ายแอนดรูนอนตายอยู่ในรถไฟ
เราพอจะเข้าใจแล้ววว่าทำไมคนถึงทำสิ่งแย่ๆ ตอนนี้เราจะถามคำถามกลับกัน ทำไมคนถึงไม่ช่วยเหลือกัน ไม่ยอมทำสิ่งดีๆ ถ้าคนในรถไฟขบวนนั้นเรียกเจ้าหน้าที่ เรียกตำรวจสถานีต่อไป แอนดรูอาจจะไม่ตายก็ได้ มันเกิดอะไรกันขึ้นล่ะเนี่ย เหตุการณ์นี้เขย่าขวัญคนเมืองนิวยอร์คไม่น้อย คนก็คิดกันไปว่า คนเมืองเย็นชา ไม่มีความรู้สึกต่อกัน โหดเหี้ยม สู้คนชนบทไม่ได้ แต่ว่าจริงเหรอคนมันจะเย็นชาได้ขนาดว่าเห็นคนนอนตายไปต่อหน้าต่อตาขนาดนั้นเลยเหรอ จริงอยู่คนเมืองทำงานหนัก เครียด แต่ว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นล่ะม้าง หรือว่าทุกเมืองกลายเป็นเมืองคนบาปไปแล้ว
นักจิตวิทยาสังคมก็ขอมาทำไมหน้าที่ตอบคำถาม โดยอ้างถึงหลักที่ว่าพฤติกรรมที่เห็นนั้นควรจะได้รับอิทธิพลมาจากสังคมรอบตัว เค้าสังเกตว่าเวลาอยู่ในเมืองเนี่ยคนมันเยอะมาก มองไปทางไหนก็คน อยู่ตรงไหนก็มีคน นักจิตวิทยาสังคมเลยสันนิษฐานว่าการที่มีคนอยู่มากๆนั่นแหละทำให้คนไม่ได้คิดจะช่วยเหลือกัน ลองใช้หลักการนี้มาวิเคราะห์สถานการณ์ของแอนดรูกัน
สิ่งแรกที่นักจิตวิทยาสังคมคิดถึงก็คือ การที่คนเยอะแล้วต่างคนต่างไม่รู้สึกตกใจหรืออะไรทำให้คิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือสมมติฐานของเค้า แล้วจะทดสอบยังไงล่ะ มีการทดลองสนุกๆ อีกแล้ว เราให้เลขาสาวสวยไปรับผู้เข้าร่วมการทดลองเข้ามา แล้วหลอกว่าเราเรียกให้มาทำแบบสอบถามเฉยๆ เลขาก็ยื่นแบบสอบถามให้ แล้วก็บอกว่า จะนั่งทำงานอยู่หลังม่านนี้นะคะ เสร็จก็เดินเฉิดฉายแล้วก็รูดม่านปิด (เพื่อให้รู้ว่าถ้าจะเข้ามาก็เข้ามาได้ง่ายๆ) คุณเธอก็แกล้งทำเสียงเรียงกระดาษ ปิดลิ้นชัก คุยโทรศัพท์ว่าไป สักพักนึงก็เปิดเทปที่เตรียมไว้ คนตอบแบบสอบถามก็ตอบไปแล้วก็ได้ยินเสียง(จากเทป) เหมือนชั้นหนังสือถล่มลงมา แล้วก็มีเสียงเลขาร้องโอดโอย โอ๊ยเจ็บจังเลยค่ะ ไม่ไหวแล้ว ชั้นหนังสือนี่มันหนักจัง โอย โอย โอย โอดครวญอยู่ได้สักพักนึง แล้วก็ทำเสียงเหมือนคลานๆ ออกจากห้องปิดประตูไป เรามาแอบดูว่าคนที่ทำแบบสอบถามนี่จะเข้ามาช่วยหรือร้องขอความช่วยเหลือรึเปล่า ปรากฎว่าคนประมาณ 70% เข้ามาช่วยเลขาสาวก่อนเธอจะออกไปนอกห้อง อื่ม…ฟังดูดีคนช่วยเหลือกัน แต่ว่าถ้าทำการทดลองเดียวกันนี้ แต่ให้มีหน้าม้านั่งทำแบบสอบถามอยู่ในห้องเดียวกันกับคนเข้าร่วมการทดลองแต่หน้าม้าไม่ได้ทำเหมือนตกใจหรือทำท่าจะช่วยเหลือ ปรากฎว่า คนแค่ 20% เท่านั้นที่ออกมาช่วยเลขาสาว ถ้ามีหน้าม้าในห้องมากกว่านั้นอีก แทบจะไม่มีใครช่วยเลขาสาวเลย ผลการทดลองทำให้รู้ว่าคนที่เข้าร่วมการทดลองไม่ได้มาจากพรหมพิราม หรือเมืองคนบาปหรืออะไร เพราะทุกคนมาจากเมืองเดียวกัน แต่ว่าบางคนเข้าช่วยเลขาสาว แต่บางคนไม่ พอถามคนเข้าร่วมการทดลองที่ไม่ได้เข้าช่วยเหลือเลขาสาวว่าทำไมถึงไม่ช่วย ส่วนใหญ่บอกกันว่า ไม่คิดว่าน่าจะมีอะไร เพราะคนอื่นก็ดูเหมือนไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร นักจิตวิทยาเรียกผลการทดลองนี้ว่า Pluralistic ignorance แปลตรงๆ คือ พหุโมหะ แปลอีกทีก็คือ คนเขลาเป็นกลุ่ม เพราะว่าเราพยายามเข้าใจสถานการณ์รอบตัวโดยการดูจากคนอื่นๆ ทั้งที่ๆ คนอื่นก็ไม่ได้รู้ดีกว่าเรา สรุปไม่มีใครเห็นว่าควรเข้าช่วยเหลือเลย ก็เลยไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งร้ายๆที่คนอื่นกำลังเผชิญอยู่ เมื่อสังเกตเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เห็น ก็เลยไม่ได้เข้าช่วยเหลือ
ฟังดูดี มีหลักการ แต่เอ ถ้าเราลองมองกลับในสถานการณ์ของแอนดรู ทุกคนเห็นชัดๆว่าเค้ากำลังถูกรุมแทงอยู่ จะบอกว่าไม่เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นต้องเข้าช่วยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะสรุปได้รึยังว่า คนที่อยู่บนรถไฟขบวนนั้นเป็นคนเย็นชา ใจไม้ไส้ระกำ นักจิตวิทยายังแย้งต่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนบาปประเภทนั้นแต่อย่างใด ยังมีการทดลองสนุกๆ อีก เพื่อหาคำตอบให้กับคดีนี้ ตามอ่านกันตอนต่อไปครับ
Jan
6
อะไรอยู่ใต้พรม
By Te

จากตอนที่แล้วไม่มั่นใจว่าได้ลองทำแบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยกันรึเปล่า ถ้ามีเวลาน่าจะลองทำกันดูนะครับ

แบบทดสอบนี้กำลังฮอตทีเดียว เพิ่งออกมาเมื่อสิบปีที่แล้วเอง เพื่อแยกทัศนคติเปิดเผย ออกจากทัศนคติเคลือบแฝง

ไอเดียมาจากพวกเมกันพยายามส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง คนเป็นอย่างเค้าเป็นเพราะว่าตัวของเค้าเอง ไม่เกี่ยวกับเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา เพราะ ฉะนั้นถ้าถามคนเมกันทั่วๆไป ว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงจริงมั้ย ก็จะตอบว่า โอ้ยไม่จริงหรอกนั่นเป็นแค่ความคิดพิมพ์เดียวติดหัว นั่นคือทัศนคติเปิดเผย แต่ว่าทัศนคติเคลือบแฝงที่แท้จริงเป็นไงเราไม่รู้

การทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยเอาวิธีของพวกจิตวิทยาปัญญาความคิด (ที่จริงผมเชี่ยวทางด้านจิตวิทยาปัญญาความคิดมากกว่าจิตวิทยาสังคมมากๆ แต่ผมขอเก็บของดีไว้ตอนหลังละกัน)

พวกนักจิตวิทยาปัญญาความคิดศึกษาความคิดอ่านอารมณ์ของคนโดยหลักที่ว่าความคิดที่เชื่อมโยงกันอย่างดีคนจะไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน จะโต้ตอบได้อย่างเร็ว

พูดแบบนี้อาจจะงง ตัวอย่างเช่นในแบบทดสอบนี้ ถ้าเราเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เราจะโต้ตอบเร็วกว่าเวลาเกมวางผู้ชายกับคณิตศาสตร์ไว้ข้างเดียวกัน

เพราะฉะนั้นแค่ดูที่เวลาตอบสนอง เราก็จะสามารถเห็นทัศนคติเคลือบแฝงของคนนั้นได้แล้ว อื่มฉลาดใช่มั้ยล่ะ

แต่ว่าแล้วไงล่ะ รู้แล้วไง

พอแบบทดสอบนี้ออกมาปุ๊บคนก็เริ่มสงสัย ทัศนคติเคลือบแฝงมันมีผลยังไง ทำไมเราต้องแคร์ด้วยในเมื่อมันเป็นความคิดที่อยู่ใต้พรม อาจจะไม่มีผลต่อพฤติกรรมเลยก็ได้ ในเมื่อเราสามารถคิดและแก้ไขพฤติกรรมเราได้

นักจิตวิทยาสังคมสงสัย ก็เลยทำการทดลองนึงขึ้นมา ง่ายมากๆ เพื่อทดสอบว่าทัศนคติเคลือบแฝงมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมรึเปล่า

เลือกคนที่ทำมีทัศนคติเคลือบแฝงว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงโดยให้ทำแบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัย

การทดลองแยกออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกเราให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนั่งทำเลขคนเดียวในห้อง (ศัพท์เทคนิค เรียกว่ากลุ่มควบคุม)

กลุ่มที่สองเราให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนั่งทำเลขเหมือนกับกลุ่มแรก (ศัพท์เทคนิค เรียกว่ากลุ่มการทดลอง) แต่ว่าให้มีหน้ามาที่เป็นเพศตรงข้ามนั่งทำเลขชุดเดียวกันอยู่ในห้องด้วย ผลออกมาก็คือ

สำหรับคนมีทัศนคติเคลือบแฝงว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิง ถ้าเกิดไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง ผู้ชายกับผู้หญิงจะได้คะแนนเท่ากัน

แต่ว่าผู้หญิงจะทำเลขได้แย่ลงถ้ามีผู้ชายอยู่ในห้อง

อื่มน่าสนใจ

ผู้ชายที่อยู่ในห้องสอบด้วยกันไม่ได้หว่านเสน่ห์ให้สาวหลง ทำเลขไม่ทันหรือว่าอะไรเลย แค่อยู่ในห้องสอบด้วยกันเฉยๆ ก็ทำให้ผู้หญิงทำได้แย่ลงแล้ว

นี่คือพิษภัยของความคิดพิมพ์เดียวที่อยู่ในทัศนคติเคลือบแฝง ภาษาอังกฤษเรียกว่า stereotype threat

นักจิตวิทยาสังคมลองทำการทดลองคล้ายๆ กันนี้กับความคิดพิมพ์เดียวเรื่องอื่น เช่น คนขาวฉลาดกว่าคนดำ คนขาวฉลาดกว่าคนอินเดียนแดง ผลออกมาคล้ายๆ กับการทดลองนี้เลย

ทำให้เราพอเข้าใจว่าทำไมวงจรอุบาทว์ของความคิดพิมพ์เดียวมันถึงอยู่มาได้นานแสนนาน คนเมกันเลยพยายามอย่างมากที่จะลบความคิดพิมพ์เดียวนี้ออกไป โดยพยายามส่งเสริมให้้ผู้หญิงเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยการลด แลก แจก แถมเต็มที่ ผู้หญิงแข่งเลขก็จะพยายามให้รางวัลพิเศษผู้หญิง ถ้าใครสมัครปริญญาเอกสาขาที่ผู้หญิงขาดแคลน เช่น พวกวิศวะ ฟิสิกส์ ก็จะพยายามให้โอกาสผู้หญิงให้เข้าได้มากกว่า ไม่เลวทีเดียว

เจ๋งดีๆ แต่ว่าคนก็สงสัยกันอีก ว่าเฮ้ย ไอ้แบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยนี่มันเวิร์คจริงๆ เหรอ ให้ผลอะไรออกมามั่วๆ รึเปล่าเนี่ย

คนคิดแบบทดสอบนี้ก็เลยไปทำการศึกษาหาหลักฐานมามากมาย

ยกตัวอย่างอันนึงก็คือ ก่อนการเลือกตั้ง ถ้าเอาคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหน มาทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยของแต่ละพรรค ปรากฎว่าเราสามารถทำนายได้เลยว่าคนนั้นจะเลือกพรรคไหน โดยดูแค่ความคิดเชื่อมโยงโดยนัยนั้นเอนไปทางพรรคไหนมากกว่า ถ้าเอามาเป็นแบบคนไทย ถ้าจับคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง มาถอดเสื้อทิ้งกองไว้ข้างห้อง แล้วให้ทำแบบทดสอบนี้ เราก็จะพอหยิบเสื้อคืนได้ถูกสี แสดงว่าความเชื่อมโยงโดยนัยก็เวิร์คใช้ได้ทีเดียว

ตอนนี้เราก็จะพอเข้าใจหลักสำคัญๆ ที่คนใช้เพื่อจะเข้าใจพฤติกรรมของคนอื่น

เรายังเหลือว่าคนใช้หลักอะไรในการทำความเข้าใจสถานการณ์รอบตัวเรา โปรดติดตามตอนต่อไป.
Jan
5
แนะนำหนังสือรวมข้อคิดที่อาจเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

เมื่อวันก่อน ได้ลองซื้อหนังสือจิตวิทยาประยุกต์เล่มหนึ่ง
เขียนขึ้นมาโดยความคิดและประสบการณ์ของ ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์
หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า ค้นหาตัวเอง เพื่อเปลี่ยนจากผู้แพ้เป็นผู้ชนะ
ด้วยขนาดเล่มเล็กๆ ไม่หนามาก อ่านจบไว ทำให้มีกำลังใจในการอ่านตามประสาคนขี้เกียจบ้างในบางเวลา
เปิดไปทีละหน้าก็ได้พบกับข้อคิดดีมากๆ ในชีวิตที่เราๆ ต้องเจอและนำไปใช้เพื่อไม่ต้องมัวแต่งมเข็มค้นหาตัวตนเองอีกต่อไป
มีประโยคการเปรียบเทียบระหว่างลักษณะของผู้แพ้ และ ผู้ชนะ ให้เห็นว่าแตกต่างกันอย่างไร
สำนวนภาษาอ่านแล้วชวนงุนงงว่าผู้เขียนกำลังพูดกับใคร
เอ… พูดถึงใคร? หรือว่า พูดถึงเรา?
ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เหมือนกับว่ามีคนมาพูดกับเรา และ เราพูดตัวเองไปพร้อมๆ กัน
อยากขอแนะนำให้ลองหาซื้ออ่านได้ที่ร้านหนังสือทั่วไป
ปล.หนังสือเล่มนี้คงไม่มีประโยชน์อันใดถ้าผู้อ่านไม่นำตัวหนังสือเหล่านั้นไปลองทำจริงบ้าง
ตัวอย่างหนังสือ

เกี่ยวกับหนังสือ
ชื่อเรื่อง : ค้นหาตัวเอง เพื่อเปลี่ยนจากผู้แพ้เป็นผู้ชนะ
ผู้แต่ง : ดร. นวลศิริ เปาโรหิตย์
สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย
ISBN : 978-974-9760-36-9
ราคา 60 บาท
หาซื้อได้ที่ ร้านสาขา 7-11 หรือ www.BeeMedia.co.th
Jan
1
ถ้าหากคุณเกิดความไม่สบายใจ ลองเข้ารับบริการกับนักจิตวิทยาการปรึกษาดู เขาจะเป็นเพื่อนร่วมทาง