Browsing articles from "February, 2010"
Feb
28

ทำสถิติ

อาซิ่มเพื่อนแม่ “ไปร่ำเรียนมถึงเมกานี่ เรียนสาขาไหนเนี่ย”
เต้ “เรียนจิตวิทยาครับ”
อาซิ่มเพื่อนแม่ “จะดีหรอ อย่างนี้ก็ต้องอยู่กับคนบ้าตลอดเลยสิ”
เต้ “…”
ผมเจอประจำครับ เจอถามแบบนี้ทีไรก็ตอบไม่ค่อยถูก ใจจริงอยากจะอธิบายให้อาซิ่มฟังว่า…

นักจิตวิทยาทุกคนไม่ได้เรียนมาด้านจิตวิทยาบำบัด ที่จริงแล้วนักจิตวิทยาส่วนใหญ่คือนักจิตวิทยาทดลองอย่างที่เห็นตัวอย่างจากตอนที่แล้ว จับคนมาทำอะไรสักอย่างนึงแล้วอยากรู้ว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้คนทำสิ่งนั้นลงไป จิตวิทยาเป็นสาขาที่เอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาประเด็นต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ หรือทางปรัชญา
วิธีการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร คงไม่ต้องอธิบายมากมาย ในการทดลองนึงจะอย่างน้อยสองกลุ่มการทดลองสองกลุ่มนี้มีสิ่งที่ต่างกันอยู่นึงอย่างเรียกว่าตัวแปรอิสระ นอกนั้นทุกอย่างเหมือนกันหมด เสร็จแล้วเราก็เปรียบเทียบผลจากทั้งสองกลุ่ม ถ้าได้ผลต่างกันเราสรุปว่าสิ่งที่ต่างกันนั้นเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระ แค่นี่แหละ การทดลองทางจิตวิทยาทุกการทดลองมีหลักแค่นี้ (ยกเว้นการทดลลองคุกแสตนฟอร์ดของซิมบาร์โด อันนั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์)

แต่ปัญหาก็คือ เรารู้ได้ยังไงล่ะผลจากทั้งสองกลุ่มนั้นต่างกันจริงๆ ลองนึกดูเล่นๆ ว่าเราทำการทดลองกับตัวเองโดยต้องการอยากรู้ว่าจากบ้านไปมหาลัยระหว่างขับรถไป หรือนั่งรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้าแล้วเดินอันไหนเร็วกว่ากัน
วันแรก ขับรถไป ใช้เวลา 60 นาที
วันที่สอง ไม่ขับรถไป ใช้เวลา 53 นาที
โอเคเย่ สรุปเลยว่าไม่ขับรถไปจะดีกว่า อื่มแตลองนึกอีกที วันแรกที่ขับไปรถติดมากเพราะว่าติดขบวนเสด็จ เพราะฉะนั้นยังสรุปไม่ได้ ครูสอนที่โรงเรียนว่าเวลาทำการทดลองให้ทำหลายๆครั้งแล้ว เลยตัดสินใจว่าเดือนหน้าก่อนออกจากบ้านจะดีดเหรียญ ถ้าออกหัวจะขับรถไป ถ้าออกก้อยจะไม่ขับไป แล้วก็จดไว้ทุกครั้งว่าใช้เวลาเท่าไรตอนถึงคณะ
วันที่ขับรถไป : 60 33 46 48 38 66 55 57 54 57 เฉลี่ย 51.4
วันที่นั่งรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้าแล้วเดิน : 53 60 57 64 61 37 60 60 47 51 เฉลี่ย 55.0
เย่สรุปแล้วเราค้นพบแล้วว่าขับรถไปเร็วกว่าสี่นาทีโดยเฉลี่ย แต่ว่าถ้าเอาข้อมูลนี้ไปให้นักจิตวิทยาดู นักจิตวิทยานายนั้นจะตอบว่าเรายังสรุปไม่ได้ แล้วเมื่อไรจะสรุปได้ล่ะอุตส่าห์นั่งจดเวลามาเป็นเดือน

เวลาวิเคราะห์ผลการทดลองนักจิตวิทยา(และนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ) จะใช้เวทย์มนต์ยุทโธปกรณ์ที่เรียกว่าการตรวจสอบสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐานทุกชนิดใช้ประโยชน์จากการกระจายของความน่าจะเป็น อันนี้เข้าใจไม่ยาก การกระจายของความน่าจะเป็นเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเรามีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เราสนใจด้วยความน่าจะเป็นเท่าไร ดูตัวอย่างการกระจายของความน่าจะเป็นของลูกเต๋า ทอยลูกเต๋าไปหนึ่งครั้งมีโอกาสได้หนึ่งแต้มเท่าไร ลูกเต๋ามีหกด้าน เพราะฉะนั้นความน่าจะเป็นที่จะได้หนึ่งแต้มคือ หนึ่งในหก ถ้าถามใหม่ว่าทอยลูกเต๋าไปหนึ่งครั้งมีโอกาสได้มากกว่าสี่แต้มเท่าไร คำตอบคือ สองในหก (ได้ห้าแต้ม หรือได้หกแต้ม) อื่มแล้วทำไมถึงเรียกว่าการกระจายของความน่าจะเป็นล่ะ ลองดูภาพข้างล่างดู จะเห็นความน่าจะเป็นมันกระจายไปยังแต่ละด้านของลูกเต๋าโอเคเข้าใจแล้วว่าการกระจายของความน่าจะเป็นแปลว่าอะไร

กลับมาที่การตรวจสอบสมมติฐาน ก่อนอื่นเลยเราต้องหาสมมติฐานขึ้นมาสองอัน สมมติฐานแรกคือทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่าง ขับรถไป หรือไม่ขับรถไปใช้เวลาพอกัน ตำราฝรั่งเรียกว่า null hypothesis ตามตำราไทยเรียกว่าสมมติฐานหลัก แต่ผมเรียกว่าสมมติฐานโมฆะเดี๋ยวจะบอกทีหลังว่าทำไม สมมติฐานที่สองคือทั้งสองกลุ่มต่างกัน ขับรถไปใช้เวลาไม่เท่ากับไม่ขับรถไป ตำราฝรั่งเรียกว่า alternative hypothesis ตามตำราไทยเรียกว่าสมมติฐานรอง แต่ผมเรียกว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่ พอได้สมมติฐานทั้งสองอันนี้แล้ว เราจะหาค่าที่เรียกว่าค่าสถิติของข้อมูล ค่าสถิตินี้ได้มาจากการเอาข้อมูลมาบวกลบคูณหารกัน แต่ว่าไม่ได้ทำมั่วๆ ค่าสถิตินี้เรารู้คร่าวๆว่าการกระจายของความน่าจะเป็นของมันเป๊นยังไงเวลาที่สมมติฐานโมฆะนั้นเป็นจริงแล้วเราดูว่ามีโอกาสเท่าไรที่จะได้เห็นค่าสถิติที่เราได้มาเวลาที่สมมติฐานโมฆะเป็นจริง อ่าสมมติเราได้ค่่าสถิติของข้อมูลการเดินทางจากบ้านไปมหาลัยเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาดูจากการกระจายของความน่าจะเป็น(เวลาทำจริงๆ คนเปิดหนังสือดู หรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์)เพื่อจะได้รู้ว่ามีโอกาสเท่าไรที่จะได้เห็นข้อมูลที่เราจดไว้ถ้าสมติฐานโมฆะเป็นจริง ถ้าปรากฎว่าความน่าจะเป็นที่ได้เห็นค่าสถิตินั้นต่ำมาก แสดงว่าสมมติฐานโมฆะนั้นไม่ถูกต้อง และเราจะสรุปได้ว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่นั้นถูกต้อง ผมชอบเรียกว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่เพราะว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่คนอื่นไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้นเราค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมาเอาไปบอกเพื่อนในคณะได้ว่าขับรถไปมหาลัยเร็วกว่านั่งรถไฟฟ้า แต่ว่าถ้าความน่าจะเป็นที่ได้เห็นค่าสถิตินั้นไม่ต่ำเท่าไร แสดงว่ามีความน่าจะเป็นสูงว่าสมมติฐานโมฆะนั้นเป็นจริงแต่ว่าเรายังไม่ค่อยมั่นใจ ผลการทดลองนี้เลยเป็นโมฆะไปยังสรุปอะไรไม่ได้ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าขับรถไป หรือไม่ขับรถไปเร็วกว่ากัน ต้องลองหาข้อมูลมาเพิ่ม

วิธีการทดลองของนักจิตวิทยาก็มีแค่นี้เองครับ แต่ว่าแต่ละการทดลองจะมีเทคนิคต่างๆกันไป นิดๆหน่อยๆ ไปตามสไตล์ น่าเสียดายว่าผมไม่มีโอกาสนั่งจิบน้ำชากับอาซิ่มเพื่อนแม่ แล้วอธิบายตามที่ผมอธิบายในนี้ให้อาซิ่มฟัง แต่ว่าอาซิ่มเค้าก็ถูกของอีอยู่นาเนี่ย นักจิตวิทยาก็ศึกษาคนบ้าแล้วก็พวกโรคทางจิตด้วย เพราะฉะนั้นตอนต่อไปคือจิตวิทยาบุคลิกภาพ และโรคทางจิตครับผม

Feb
27

ป้องกันอาการซึมเศร้ากำเริบด้วยการบำบัดทางจิตวิทยา

โดย พวงจิตตา
.
จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) ที่มีอาการของโรคกำเริบอีกครั้งจะสามารถมีอาการย้อนกลับขึ้นมาได้อีกในอนาคตถ้าไม่ได้รับการป้องกันรักษา ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ากำเริบอีกครั้งจะได้รับการแนะนำให้ทานยาต้านเศร้าต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้ป่วยเกือบครึ่งไม่ได้ทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์แนะนำ[1] อาจเป็นเพราะผลข้างเคียงของยาทำให้ไม่อยากใช้ยา ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกำเริบได้
.

ในปัจจุบัน  ทีมนักวิจัยทางจิตวิทยาได้ศึกษาพัฒนารูปแบบการบำบัดทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ากำเริบ เพื่อช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้อาการซึมเศร้ากำเริบอีกครั้ง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยนอกเหนือไปจากการใช้ยา รูปแบบการบำบัดทางจิตวิทยานี้เป็นการบำบัดแบบจัดการระบบความคิด (Cognitive Therapy หรือ CT) [2] และการบำบัดแบบจัดการระบบความคิดโดยเน้นให้รู้ตัวเอง (Mindfulness-Based Cognitive Therapy หรือ MBCT) [3, 4] โดยฝึกบำบัดเป็นกลุ่ม
.
หลักของ CT เป็นการเน้นจัดการกับความคิดลบที่มีและเปลี่ยนเนื้อหาความคิดลบนั้นให้เป็นบวก ส่วนหลักของ MBCT นั้นมีการทำสมาธิเข้ามาร่วมด้วยโดยที่ไม่เน้นการเปลี่ยนเนื้อหาความคิดลบ แต่เน้นหลักดังนี้
.
เรียนรู้ที่จะจับความรู้สึกทางร่างกาย, ความคิด และอารมณ์ ที่เกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า เพราะ อาการซึมเศร้ากำเริบนั้นเป็นผลมาจากรูปแบบความคิดทางลบอัตโนมัติ เช่น คิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง, คิดลดค่าตัวเอง, คิดสิ้นหวัง
.
เมื่อจับความคิดทางลบอัตโนมัติได้ ก็พยายามออกห่างจากความคิดลบนั้น โดยทำความเข้าใจว่าความคิดทางลบนั้นเป็นเพียงแค่ชั่วขณะของอารมณ์ และความคิดลบนั้นไม่จำเป็นต้องสะท้อนความจริงเสมอไป (“ความคิดไม่ใช่ความจริง” หรือ “ตัวฉันไม่ใช่ความคิดของฉัน”) พยายามมองออกไปรอบๆถึงความจริงแทนที่จะโทษสิ่งไม่ดีเข้าหาตัวเอง
.
จากการวิจัยพบว่า  การบำบัดทั้งแบบ CT และ MBCT ให้ผลป้องกันอาการซึมเศร้ากำเริบได้ไม่แพ้กับการใช้ยาเลย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยต้องรู้จักฝึกและช่วยเหลือตัวเองด้วยแทนที่จะหวังพึ่งยาอย่างเดียว
.
[1] Doesschate, M.C., ten, Bockting, C.L. & Schene, A.H. (2009) Adherence to continuation and maintenance antidepressant use in recurrent depression.
Journal of Affective Disorders, 115. 167–170.
[2] Bockting, C.L., Schene A.H., Spinhoven, P., et al. (2005). Preventing relapse/recurrence in recurrent depression with cognitive therapy: a randomized controlled trial. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 73 (4), 647–657.
[3] Teasdale, J.D., Segal, Z.V., Williams, J.M.G., et al. (2000). Prevention of relapse/recurrence in major depression by mindfulness-based cognitive therapy. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 68, 615–623.
[4] Kuyken, K., Byford, S., Taylor, R.S., et al. (2008). Mindfulness-Based Cognitive Therapy to Prevent Relapse in Recurrent Depression. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 76 (6), 966–978.
Feb
27

สุขง่ายๆ แค่รู้จักพอ

โดย พวงจิตตา
“รู้จักพอ” ในที่นี้คือ “ความพึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่” เป็นความพึงพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ ณ ขณะนี้ และ ณ วินาทีนี้ แล้วหยุดชื่นชมกับสิ่งที่เรามี ไม่ว่ามันจะเป็นความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นเพียงแค่ก้าวย่างสู่ความสำเร็จก็ตาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการที่เราจะสามารถหยุดความอยากได้อยากมี เพราะความอยากนั้นเป็นแรงขับให้มนุษย์ทำกิจกรรมต่างๆ
.
ความพึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ก็ไม่จำเป็นที่เราต้องเฉื่อยชากับชีวิต และหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง (การพัฒนาตัวเองเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มนุษย์มีติดตัวและแตกต่างจากสัตว์โลกอื่นๆ) แต่กลับกันคือเราต้องพัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มิเช่นนั้น ชีวิตเราก็คงเหมือนกับถ่านไฟฉายที่หมดอายุ ไม่สามารถส่องแสงนำทางให้ก้าวเดินได้อีกต่อไป
.
เช่นนี้แล้ว การรู้จักพอ อีกนัยหนึ่งจึงเป็นการฝึกอยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันนั้นให้ดีที่สุด
.
พอเรารู้จักพอแล้ว เราจะรู้สึกว่า เราไม่ต้องแบกรับภาระอะไรมากมายไว้บนบ่าตัวเอง จะรู้สึกว่าตัวเองเบาขึ้น
.
“ชีวิตที่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เป็นชีวิตที่มีอิสระอย่างยิ่ง”

Feb
22

GT 200 กับ ความเป็นวิทยาศาตร์ในจิตวิทยา

By nonnarun  //  Psychology NEWS  //  6 Comments
GT 200 กับ ความเป็นวิทยาศาตร์ในจิตวิทยา
By Narun P.
บทความนี้ถือว่าเป็นการประเดิมการเขียนบทความครั้งแรกใน psychola ของผมนะครับ หลังจากที่ผัดทาง webmaster มานาน และถือว่าเป็นการเกาะกระแสก็ว่าได้ เนื่องจากผมอยากจะเริ่มบทความแรกด้วยเรื่องที่มาแรงในประเทศไทยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ก็คือเรื่อง ประสิทธิภาพของการใช้งานเครื่องตรวจจับระเบิด และสารเสพติด GT 200 นั้นเองครับ
Feb
15

นักจิตวิทยาใช่หมอหรือเปล่า

นักจิตวิทยาใช่หมอหรือเปล่า?
By พวงจิตตา
ตอบ
ไม่ใช่ค่ะ นักจิตวิทยาไม่ใช่แพทย์ ส่วนแพทย์ที่รักษาเฉพาะทางด้านจิตเวชนั้น คือ จิตแพทย์
นักจิตวิทยาต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ นักจิตวิทยานั้นเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม ความนึกคิดของมนุษย์ โดยที่ไม่ได้เจาะลึกทางด้านพยาธิสภาพทางสมองมากเท่ากับจิตแพทย์ (ที่เรียนจบแพทยศาสตร์ แล้วเรียนต่อเฉพาะทางด้านจิตเวช) แม้ว่าจะมีบางสาขาวิชาทางจิตวิทยาที่เรียนเน้นเรื่องการทำงานของสมองที่มีผลต่อพฤติกรรม เช่น สาขา neuropsychology, biological psychology เป็นต้น
สาขาจิตวิทยานั้นมีมากมายหลายสาขา แต่ในประเทศไทย-สาขาที่ทำงานเกี่ยวกับคนไข้จิตเวชโดยตรง คือ สาขาจิตวิทยาคลินิก ซึ่งปัจจุบันเป็นสาขาจิตวิทยาสาขาเดียวในประเทศไทยที่มีการสอบเพื่อเอาใบประกอบโรคศิลป์
และผู้ที่ได้รับใบประกอบโรคศิลป์นี้ จะถูกเรียกว่า นักจิตวิทยาคลินิก
พระราชกฤษฎีกา ปี 2546 ได้กำหนดความหมายของ จิตวิทยาคลินิก ดังนี้ “การกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจ การวินิจฉัย การบำบัดความผิดปกติทางจิต อันเนื่องจากภาวะทางจิตใจ บุคลิกภาพ ระดับเชาวน์ปัญญา อารมณ์ พฤติกรรม การปรับตัว ความเครียดหรือพยาธิสภาพทางสมอง รวมทั้งการวิจัย การส่งเสริมและประเมินภาวะสุขภาพทางจิตด้วยวิธีการเฉพาะทางจิตวิทยาคลินิก หรือการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทดสอบทางจิตวิทยาคลินิก ที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางจิตวิทยาคลินิก“
นักจิตวิทยาคลินิกทำหน้าที่ต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ จิตแพทย์สามารถจ่ายยาให้คนไข้จิตเวชได้ ซึ่งนักจิตวิทยาคลินิกในเมืองไทยทำไม่ได้ (เพราะไม่ใช่หมอ) จิตแพทย์จะรักษาคนไข้โดยเน้นเรื่องของพยาธิสภาพของสมองเป็นสำคัญ ส่วนนักจิตวิทยาคลินิกจะช่วยเหลือคนไข้โดยการพูดคุยเรียกว่าการทำจิตบำบัด แต่จิตแพทย์บางท่านก็เน้นการบำบัดคนไข้โดยการพูดคุยด้วยเช่นกัน หน้าที่ของนักจิตวิทยาคลินิกที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในประเทศไทย คือ การทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา (ซึ่งจิตแพทย์ทำไม่ได้) จะทำหน้าที่คล้ายๆเป็นห้อง lab ส่งผลตรวจทางจิตวิทยาให้จิตแพทย์เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคอีกทีหนึ่ง โดยผลจากแบบทดสอบทางจิตวิทยาจะสามารถช่วยบ่งชี้ได้ว่าคนไข้ป่วยอย่างไร มีแนวโน้มเป็นโรคอะไร (ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์ สอบถามอาการคนไข้) โดยรวมแล้วนักจิตวิทยาคลินิกและจิตแพทย์ต้องทำงานประสานกันในการช่วยเหลือคนไข้
สำหรับที่เนเธอร์แลนด์นั้น กว่าจะได้ชื่อว่า เป็นนักจิตวิทยาคลินิก ต้องเรียนต่อเพิ่มเติมหลังจากจบปริญญาโทด้านจิตวิทยาคลินิกอีกห้าถึงหกปี (ซึ่งมีการแข่งขันสูงเพราะจำกัดจำนวนคนเรียนต่อปี) โดยที่สองปีแรกนั้นเรียนเพื่อให้จบเป็น GZ-psycholoog หรือ Gezonheidszorgpsycholoog ในภาษาดัชต์ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็จะประมาณ ‘นักจิตวิทยาดูแลสุขภาพ’ หลังจากได้เป็น GZ-psycholoog แล้วก็เรียนต่ออีกสามถึงสี่ปีเพื่อเป็น ‘นักจิตวิทยาคลินิก’ นักศึกษาที่จบปริญญาโททางด้านจิตวิทยาคลินิกที่เนเธอร์แลนด์จะไม่ได้ชื่อว่า เป็นนักจิตวิทยาคลินิก โดยอัตโนมัติ แต่เป็นเพียงแค่นักจิตวิทยาเฉยๆ ซึ่งนักจิตวิทยาที่นี่จะต้องมีการลงทะเบียนเพื่อเป็นนักจิตวิทยาอย่างถูกต้อง.
Feb
10

มาร่วมสร้างสังคมจิตวิทยาสร้างสรรค์

By admin  //  Editor's Talk  //  1 Comment
ถึง สมาชิกเว็บไซต์ psychola.com
คนทุกคนล้วนแสวงหาความสุขกันใช่หรือไม่ แต่ละคนต่างมีวิธีของตนต่างกันไป
จิตวิทยาและนักจิตวิทยาต่างแสวงหาหนทางและแนวคิดต่างเพื่อพัฒนาให้ตนและสังคมมีความสุขด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ด้วยปัญหาในสังคมทุกวันนี้ ล้วนเริ่มมาจากปัญหาเล็กๆ จากคนไปจนถึงสังคม
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความสามัคคีภายในบ้านเมือง สีเหลืองสีแดง ไปจนกระทั่งความขัดแย้งในครอบครัวที่เห็นกันจนเจนตา
หรือบางคนเศร้าใจเมื่อความรักไม่สมหวัง บางคนเรียนไม่ได้ดี ทำงานแบบวิตกกังวล
หนทางแก้ไขอาจมีหลายทาง และถ้าหากมนุษย์แต่ละคนทำให้ตนเองมีความสุข และอยู่ด้วยความสงบได้ ย่อมทำให้สังคมทั้งโลกนี้น่าอยู่มากขึ้น
หากทุกคนร่วมมือกันพัฒนาจิตใจของตนเองคนละคนละหน่อย ผลดีที่ได้อาจมีมากจนคาดไม่ถึง
และเพราะคนกำลังแสวงหาความสุข จิตวิทยาจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทและเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป
โดยที่ทุกคนอาจจะเห็นจากสื่อต่างๆ เช่น หนังสือที่มีหนังสือหมวดจิตวิทยา หมวดธรรมะ เพิ่มจำนวนขึ้น
จากงานวิจัยหนึ่งกล่าวไว้ว่า คนที่แสวงหาความรู้และอ่านหนังสือเกี่ยวจิตวิทยาตนเอง จะมีความเข้าใจตนเองและขจัดปัญหาในจิตใจได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ศึกษา
ทางเว็บไซต์ psychola.com ซึ่งยินดีเป็นศูนย์กลางสำหรับนักจิตวิทยาและผู้ที่สนใจจิตวิทยาและการพัฒนาจิตใจตนเองให้เข้ามาสร้างสังคมจิตวิทยาที่สร้างสรรค์ผ่านอินเทอร์เน็ต
จึงขอเชิญชวนให้ทุกคน ร่วมกันแลกเปลี่ยนและนำเสนอความคิดที่สร้างสรรค์ที่จะช่วยพัฒนาจิตใจไปด้วยกัน โดยการร่วมกันเป็นอาสาสมัครนักเขียนประจำเว็บไซต์ในโครงการ “รับสมัครนักเขียนอาสาสมัคร
บางคนอาจจะชอบอ่านแล้วเล่าต่อก็เขียนได้ บางคนอาจจะชอบถามผู้รู้และเอามาเล่าต่อก็ทำได้
บางคนอาจจะอยากเล่าประสบการณ์ตรงที่ตัวเองพบเจอและผ่านปัญหานั้นมาแล้วก็ทำได้
บางคนชอบวาด ชอบแต่งเพลง สร้างสรรค์สิ่งใหม่
หรือบางคนชอบอ่าน ก็ล้วนทำได้ทั้งสิ้น
ขอเชิญมาร่วมกันสร้างสังคมจิตวิทยาสร้างสรรค์กันได้ที่ Psychola.com
จากใจ บรรณาธิการ Psychola.com
Feb
10

ยิ่งไม่อยากคิด ยิ่งคิดมาก ทำไงดี?

ยิ่งไม่อยากคิด ยิ่งคิดมาก …วิธีรับมือกับความคิดที่ทำให้ไม่สบายใจ

เคยไหมที่เวลาพยายามจะหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากนึกถึง พยายามที่จะเก็บกดความคิด (suppression) นั้นเอาไว้  ยิ่งพยายามบอกใจตัวเองว่าไม่ให้ไปนึกถึงเมื่อไร ก็ยิ่งนึกถึงเรื่องนั้นมากขึ้น เหมือนกับเวลาที่เราขว้างบูมเมอแรงออกไปให้พ้นจากตัวเรา ไม่ว่าจะขว้างไปแรงมากเท่าไร ก็ยิ่งขว้างไปไม่พ้นตัวได้นาน เพราะบูมเมอแรงก็ย้อนกลับมาหาเราในที่สุด… ทุกครั้งไป
เรื่องของการเก็บกดความคิดนี้ ทางจิตวิทยาเรียกง่ายๆว่า ‘ปรากฏการณ์หมีขาว’ (white bear effect) ซึ่งที่มาของชื่อนี้นั้น มาจากการทดลองโดยกลุ่มนักจิตวิทยา นำทีมโดย Wegner[1] เมื่อปี  1987 ซึ่งเป็นการทดลองครั้งแรกเกี่ยวกับผลของการเก็บกดความคิด โดยให้กลุ่มนักศึกษาพยายามให้มากที่สุดในการอย่าคิดถึง ‘หมีขาว’ เป็นเวลา 5 นาที โดยที่มีอีกช่วง 5 นาทีเช่นกันที่อนุญาตให้คิดถึงหมีขาวให้มากที่สุด (ผู้ร่วมทดลองถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม: กลุ่มที่ 1 เริ่มเก็บกดความคิดเกี่ยวกับหมีขาวก่อนแล้วค่อยคิดถึงหมีขาวให้มากที่สุด ส่วนกลุ่มที่ 2 เริ่มคิดถึงหมีขาวให้มากที่สุดก่อนแล้วค่อยเก็บกดความคิดเกี่ยวกับหมีขาวทีหลัง) ระหว่างการทดลอง-ผู้ร่วมทดลองอยู่ในห้องคนเดียวแล้วพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาให้หมด โดยที่ต้องสั่นกระดิ่งทุกครั้งเวลาที่คิดถึง ‘หมีขาว’
พอจะเดากันได้ไหมคะว่าผลการทดลองออกมาเป็นอย่างไร? ผู้ร่วมทดลองกลุ่มไหนที่คิดถึงหมีขาวมากที่สุดในช่วงที่ให้คิดถึงหมีขาวให้เต็มที่?
คำตอบคือ กลุ่มที่ต้องเก็บกดความคิดก่อนนั้น ได้คิดถึงหมีขาว(ในช่วงที่อนุญาตให้คิดถึงหมีขาวให้เต็มที่) มากกว่าอีกกลุ่มที่เริ่มทดลองโดยให้คิดถึงหมีขาวให้เต็มที่ก่อน ทีมของWegnerจึงสรุปว่า การเก็บกดความคิดที่ไม่ต้องการนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและไม่เป็นผล เพราะยิ่งเก็บกดความคิด ความคิดนั้นก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามามากขึ้นภายหลัง (rebound effect of thought suppression)
ทีนี้อาจจะสงสัยกันว่า ถ้าการที่เราพยายามหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดหรือเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผล … แล้วจะมีวิธีไหนที่เราจะสามารถจัดการกับความคิดที่ไม่ต้องการได้?
คำตอบสำหรับคำถามนี้ ขอแบ่งออกเป็น 2 วิธีที่เกี่ยวเนื่องกันในเรื่องของ การอยู่กับปัจจุบัน
————————————————–
วิธีจัดการกับความคิดที่ทำให้ไม่สบายใจ
1. การเลื่อนความคิด (thought postponement)
วิธีนี้ถูกนำมาประยุกต์ครั้งแรก (ร่วมกับวิธีการ ‘อยู่กับปัจจุบัน’) ในการบำบัดช่วยให้คนหลุดออกจากบ่วงของความคิดวิตกกังวล โดยทีมของ Borkovec[2,3] เมื่อปี 1983 ด้วยการพัฒนาวิธีการบำบัดแบบควบคุมสิ่งเร้า (stimulus control treatment) โดยที่ให้คนไข้เรียนรู้ที่จะ รู้และเข้าใจถึงความคิดวิตกกังวลที่ตนมี, รู้ตัวเองเวลาที่กำลังคิดไม่สบายใจ และทุกครั้งที่รู้ตัวว่ากำลังคิดไม่สบายใจ ให้เลื่อนความคิดนั้นออกไป แล้วหันกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ในแต่ละวัน คนไข้จะให้เวลากับตัวเอง 30 นาที ในการคิดทบทวนเรื่องที่วิตกกังวล-ไม่สบายใจอยู่-แล้วพยายามคิดถึงวิธีการจัดการแก้ไขกับปัญหานั้น … ส่วนในช่วงเวลาที่นอกเหนือจาก 30 นาทีนั้น ถ้ามีการคิดถึงเรื่องที่ไม่สบายใจเมื่อไร ให้เลื่อนความคิดที่ไม่สบายใจนั้นออกไป โดยบอกกับตัวเองว่า ไว้ค่อยไปคิดถึงมันทีหลัง (คือ ไว้ไปคิดถึงในช่วง30 นาทีที่เอาไว้คิดเรื่องไม่สบายใจ) แล้วเปลี่ยนความสนใจไปที่ สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนั้น วินาทีนั้น … อยู่กับปัจจุบัน
2. วิธีการทางศาสนาพุทธ … รู้ตัว รู้ใจ และทำอุเบกขา
การทำสมาธิในศาสนาพุทธของเรานั้น เน้นให้อยู่กับปัจจุบันเช่นเดียวกัน โดยที่ให้รู้ตัวเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในขณะนี้ ตามความคิดไปเรื่อยๆ รู้แล้วก็รู้ไปเรื่อยๆ รู้ว่า-ตอนนี้คิดเรื่องนี้อยู่-ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทำให้สบายใจ มีความสุข หรือเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจ หรือว่าจิตกำลังว่างไม่ได้ได้คิดอะไรเลย… เป็นการเฝ้าดูความคิดของตัวไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องไปพยายามบังคับทำให้ความคิดนิ่ง หรือพยายามกำจัดความคิดที่ไม่ต้องการออกไป คือ ทำใจให้เป็นกลาง คิดอะไรก็รู้ไปอย่างนั้น ไม่ไปปรุงแต่งจิต ปรุงแต่งความคิด
การทำเช่นนี้ทำให้เรารับรู้ความเป็นจริงตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วความวิตกกังวลเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น เมื่อจิตใจเราไปปรุงแต่งเสียใหญ่โตมักทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ (เกินความจำเป็น) การรับรู้ความเป็นจริงตามธรรมชาติด้วยใจที่เป็นอุเบกขา จะทำให้เราเห็นและเข้าใจปัญหาที่เผชิญอยู่มากขึ้น และสุดท้ายจะทำให้เกิดปัญญาในการคิดแก้ไขปัญหานั้น
สรุปแล้วคือ การห้ามความคิดนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง สู้ปล่อยให้ความคิดนั้นพรั่งพรูออกมาตามที่มันเป็น แล้วตัวเราเองก็มีสติกับมันจะดีกว่า … มีสติอยู่กับปัจจุบัน กับสิ่งที่คิด และทำใจให้เป็นกลางกับความคิดนั้น จะช่วยลดความคิดที่ไม่สบายใจลงได้
© 2009 A. Poungjit. All rights reserved.
[1]  Wegner, D. M., Schneider, D. J., Carter, S. R., & White, T. L. (1987). Paradoxical effects of thought suppression. Journal of Personality and Social psychology, 53, 5-13.
[2]   Borkovec, T.D., Robinson, E., Pruzinsky, T., & DePree, J.A. (1983). Preliminary exploration of worry: Some characteristics and processes. Behaviour Reseach and Therapy, 21, 9-16.
[3]    Borkovec, T.D., Wilkinson, L., Folensbee, R., & Lerman, C. (1983). Stimulus control applications to the treatment of worry. Behaviour research and therapy, 21, 247-251.
Feb
4

เมืองคนบาป? ตอนสอง

ตอนที่แล้วนักจิตวิทยาสังคมทิ้งไว้ว่า ในสถานการณ์ที่เราไม่มั่นใจว่าเป็นเหตุจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือรึเปล่า บางครั้งเราจะพยายามเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นโดยการดูจากคนรอบๆตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดการโง่เป็นกลุ่ม เขลาเป็นกลุ่ม ทั้งๆที่ถ้าอยู่คนเดียวไม่มีคนอื่นอยู่รอบตัวจะมีโอกาสหยิบยื่นความช่วยเหลือให้มากกว่า คราวนี้มาลองดูสถานการณ์ที่เราเห็นกันจะๆ ว่าคนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แล้วดูว่าคนจะตอบสนองยังไงบ้าง
มีการทดลองมาอีก การทดลองนี้เราแกล้งบอกว่าอยากให้คนจับกลุ่มคุยกันเรื่องปัญหาที่่แต่ละคนมีหลังจากเข้ามาอยู่ในเมือง โดยจะให้ไล่พูดทีละคนว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้าง แต่ว่าเวลาคุยกันต้องคุยผ่านเสียงตามสายเพราะว่าคนอื่นอาจจะเขินไม่กล้าพูดถึงปัญหาของตัวเองถ้าเกิดต้องประจันหน้ากับคนอื่น แต่ว่า ฮ่าๆ แน่นอน ในกลุ่มนี้มีคนจริงอยู่แค่คนเดียวก็คือคนที่เข้าร่วมการทดลองนั่นเอง คนอื่นเป็นแค่เสียงอัดเทป แต่ละเทปพูดถึงปัญหาสัพเพเหระทั่วไป แต่ว่ามีเทปนึงที่แปลกว่าเทปอื่น เทปนี้พูดว่า พอผมย้ายเข้ามาในเมืองก็อาการของโรคลมบ้าหมูก็โผล่ขึ้นมา บางทีชักกระตุกเกือบตาย คนพาเข้าโรงพยาบาลแทบไม่ทัน คราวนี้ถึงตาคนเข้าร่วมการทดลองพูดถึงปัญหาของตัวเองบ้าง เหะเหะระหว่างนั้นเราก็เปิดเทปพิเศษอันนึงขึ้นมา เทปนั้นพูดประมาณว่า เอ่อ เอ่อ ช่ชชชชชชวย ด้้ดดดดวย ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ไหวแล้ว จะตายเอา คคคคใครก็ได้ ชชช่วยที แหวะ แหวะ อักๆๆๆ เทปนี้ยาวประมาณสองนาทีโดยเห็นชัดๆว่าอาการจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เราต้องการดูว่าคนเข้าร่วมการทดลองจะออกมาขอความช่วยเหลือตอนไหน ผลปรากฎว่าถ้าคนเข้าร่วมการทดลองคิดว่าตัวเองอยู่กับคนที่ชักโดยไม่มึคนอื่นอยู่ (ฟังเทปแค่ของคนที่ชักเทปเดียว) 85% จะขอความช่วยเหลือก่อนเทปพิเศษจะจบ ถ้าคิดว่าตัวอยู่กับคนที่ชักกับคนอีกคนนึง ลดลงเหลือ 60% ถ้าคิดว่าอยู่กับคนอื่นสี่คน ลดลงไปเหลือ 31% ตามที่เห็นในแผนภูมิข้างล่างนี้
จากผลการทดลองนี้สรุปได้ว่าถ้ามีคนอื่นอยู่ คนแต่ละคนจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจช่วยเหลือน้อยลง นักจิตวิทยากลุ่มนี้เลยตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าความรับผิดชอบนั้นถูกกระจายออกไปตามจำนวนของคนที่เห็นเหตุการณ์ เช่น ในการทดลองนี้ถ้ารู้ว่ามีคนอื่นอยู่ก็จะรู้สึกว่าหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะช่วยคนชักนี้ กระจายๆ ออกไป ยิ่งคนเห็นเหตุการณ์มากเท่าไร ทำให้รู้สึกผิดน้อยลงไปเท่านั้น เพราะว่าเกิดการกระจายความรับผิดชอบ ถ้าเราเป็นคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ ความรับผิดชอบกระจายไปไหนไม่ได้ ถ้าคนชักมันตาย คนที่ต้องรู้สึกผิดคือเราคนเดียว ลองนึกถึงตอนที่แอนดรูถูกแทงล้มกองอยู่ที่พื้น คนที่อยู่ในรถไฟด้วยกันอาจจะเห็นแล้วว่าเด็กต้องการความช่วยเหลือ แต่เผอิญรู้ว่ามีคนอีกเก้าคนที่เห็นเหมือนกัน อ้าวเฮ้ยแล้วทำไมต้องเป็นเราล่ะว่ะเนี่ย ที่ต้องเดือดร้อนเดินออกไปเรียกตำรวจให้สอบสง สอบสวน ถ้าเกิดเด็กมันตายจริงๆ ก็ไม่ใช่ความผิดเราคนเดียว แล้วคิดว่าคงเป็นความผิดของไอ้เก้าคนที่เหลือด้วย กลับบ้านไปได้ข่าวว่าเด็กตาย ก็คงไม่รู้สึกผิดมากเท่าไร
สรุปได้ว่าแค่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่รอบตัวทำให้คนช่วยเหลือกันน้อยลง เพราะฉะนั้นการที่เรื่องน่าเศร้าอย่างเรื่องของแอนดรูนั้นมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ก็คงไม่ได้น่าแปลกใจนัก ไม่ใช่เพราะเมืองทำให้คนเย็นชาต่อกันหรือว่าอะไรเลย คนชนบทรู้จักกันหมดสนิทสนมกันก็จริง แต่ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ ผลออกมาก็คงจะไม่ต่างกันนัก
มาถึงตอนนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงทำเลวต่อกันในบางสถานการณ์ ทำไมคนถึงไม่ช่วยเหลือกันในบางสถานการณ์ จุดนี้ทำให้เราเห็นประเด็นใหญของจิตวิทยาสังคม นั่นก็คือสถานการณ์นั่นเอง ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนนู้นแล้วว่า เป้าหมายของจิตวิทยาสังคมคือศึกษาว่าพฤติกรรมมนุษย์สัมพันธ์กับสังคมยังไงเพื่อว่าสามารถเอาความรู้ความเข้าใจมาแก้ไขปัญหาในสังคม ถ้าอ่านกันมาถึงตอนนี้แล้ว ผมไม่ขอดูถูกคนอ่านโดยการบอกว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากการทดลองคลาสสิกบุกเบิกของจิตวิทยาสังคม
เศร้านักตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของจิตวิทยาสังคมแล้ว ที่จริงมีอะไรน่าสนใจน่าตื่นเต้นอีก เราจะย้อนกลับมาพูดถึงจิตวิทยาสังคมทีหลัง ตอนต่อไปจะขอหยุดนิดนึงแล้วขอพูดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ว่านักจิตวิทยาทำการทดลองกันยังไงคนถึงจะยอมรับผลสรุป เมื่อไรถึงจะสรุปอะไรออกมาได้ นักจิตวิทยามีอะไรที่ต่างจากนักวิชาการสาขาอื่น จะลองพยายามทำให้น่าตื่นเต้นดู.
Feb
4

สัมมนาน่ารู้: Competency based HRM and HRD in Apply

การสัมมนาวิชาการ
“การนำระบบสมรรถนะไปใช้ในการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Competency based  HRM and HRD in Apply)”
โดย วิทยากร อ. ดร. อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์
ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน
ในวันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553
เวลา 13.00 – 16.00 น.
ห้อง ศศ. 301 ตึกศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่
E-mail : Competency_mioptu@hotmail.com
Tel : 080-0592-638,  084-540-4388
ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.miop19-tu.com
Feb
3

สุขง่ายๆ…แค่อยู่กับปัจจุบัน

สุขง่ายๆ…แค่อยู่กับปัจจุบัน

By พวงจิตตา

ปกติแล้วคนเรามักจะเอาความสุขของตัวเองไปผูกติดกับการที่เราได้มาซึ่งอะไรสักอย่างที่เราหวังไว้ หรือผูกติดกับการที่เรามีอะไรสักอย่างที่(เคย)คิดว่าจะทำให้เรามีความสุข เช่น คิดว่า จะมีความสุข ถ้ามีเงินเยอะๆ, จะมีความสุข ถ้าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน- มีชื่อเสียง, จะมีความสุขถ้าได้แต่งงานมีครอบครัว และ จะมีความสุข ถ้า …ฯลฯ read more