Feb
9

การเล่นเกม … เพื่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

 

By Dtan

การเล่นเกม … เพื่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

          ในช่วงพักเที่ยงของชีวิตนักเรียนมัธยมปลาย ขณะที่ผมกำลังนั่งเบื่อๆ อยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เพื่อนที่ตั้งก๊วนเล่นเกมกันมาตั้งแต่มัธยมต้นก็เดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่เปล่งประกาย
“เฮ๊ย สนใจเล่นเกมนี้ป่าว” พูดเสร็จเพื่อนผมก็ยื่นหนังสือคู่มือเกมหน้าปกสีสันสดใสให้ผมดู
“เกมออนไลน์เหรอ ?” ผมถามพลางเปิดหนังสือดูคร่าวๆ
“ใช่ๆ เคยเล่นกันมาแต่พวกเกมวางแผนการรบกับเกมยิงปืน ลองเปลี่ยนมาเล่นออนไลน์บ้างสิ เรารวบรวมคนที่สนใจได้ 7 คนแล้วนะ สนใจป่าวๆ เราจะได้ไปชวนคนอื่นต่อ” เพื่อนผมเร่งเร้า
“เออ เอาดิ เอาแผ่นมาให้เราด้วยหละ” ผมพยักหน้าตอบไปอย่างไม่ลังเลพร้อมกับรอยยิ้ม

รูปประกอบบทความติดเกม

          นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่ผมได้เริ่มต้นรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อว่า… เกมออนไลน์ ผมจำไม่ได้แน่นอนว่าผมชื่นชอบการเล่นเกมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเกมซุปเปอร์แฟมมิคอม หรือ เก่ากว่านั้นอย่างเครื่องเกมแฟมมิคอม เครื่องขาวจอยแดง ที่หลายๆ คนอาจจะรู้จักในชื่อเครื่องแฟมมิลี่ ผมก็ไม่เคยพลาด จนกระทั่งได้มารู้จักกับเกมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสนใจในเครื่องเกมแบบอื่นๆ ของผมก็หมดไป
          ถ้าจะถามว่าพฤติกรรมการเล่นเกมของผมในช่วงนี้เป็นการเสพติดเกมรึเปล่า คงต้องไปทำความเข้าใจถึงนิยามของ การเสพติดเกม (Game Addiction) ก่อน ซึ่งมีความหมายว่า คนติดเกมจะมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับเกม ไม่สนใจสิ่งอื่นๆ แม้กระทั่งการสนองต่อความต้องการเบื้องต้นของร่างกาย เช่น การกินอาหาร มีอาการคล้ายคนติดยาหรือติดการพนัน ที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี อยากจะหยุด แต่ไม่สามารถทำตามและห้ามตัวเองได้ ซึ่งอาจอธิบายได้ในแง่กลไกการทำงานของสมองว่าสมองมีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมาเมื่อมีพฤติกรรมซ้ำๆ และเมื่อหลั่งสารประเภทนี้ออกมาแล้วทำให้เกิดความสุข เรียกวงจรแบบนี้ว่า Reward Circuit ส่งผลให้สมองส่วนหน้าที่ใช้ควบคุมตัวเองมีความสามารถลดลง ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามความหมายนี้แล้วน่าจะจัดพฤติกรรมการเล่นเกมของผมได้ว่าเป็นการหลงใหลหรือคลั่งไคล้เกมมากกว่า  เพราะแม้ผมจะเล่นเกมอยู่เป็นประจำแทบทุกวัน แต่ก็เป็นการเล่นในเวลาว่าง ยังคงทำกิจกรรมอื่นๆ และใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ

รูปประกอบบทความติดเกม

          จนกระทั่งผมได้มาเริ่มเล่นเกมออนไลน์ เวลาที่ใช้ในการเล่นเกมก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 2-4 ชั่วโมงต่อวัน คำตอบเดียวที่ทำให้ผมสนุกสนานกับการเล่นเกมออนไลน์ในขณะนั้นก็คือ เพื่อน ใช่เลยครับ กลุ่มเพื่อนๆ ที่ชวนผมมาเล่นนี่แหละ การได้แข่งกันเก็บเลเวล การได้มานั่งโม้ว่าได้ไอเทมแบบไหนมาใช้ มาคุยกันว่าจะปั้นตัวละครแบบไหนดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมชื่นชอบและมีความสุขกับการเล่นเกมออนไลน์ ส่งผลให้ผมหลับหูหลับตาเก็บเลเวลในเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเริ่มรู้จักกับเพื่อนใหม่ในเกมออนไลน์ เริ่มมีสังคมเล็กๆ ของผมเกิดขึ้นมา จนผมเริ่มหลงลืมที่จะเก็บเลเวลในชีวิตจริง เวลาที่ใช้ไปกับการเล่นเกมออนไลน์ก็เขยิบมากขึ้นทุกทีๆ มาเป็นวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยไม่รู้ตัวเลยผมได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากเด็กคลั่งไคล้เกมมาเป็นเด็กเสพติดเกมทีละน้อยๆ จนผมมาเสพติดเกมอย่างเต็มตัว

รูปประกอบบทความติดเกม

…. เมื่อผมเริ่มทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องเวลาในการเล่นเกมบ่อยขึ้น
…. เมื่อผมไม่สนใจจะอ่านหนังสือเรียนแม้จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้ก็ตาม
…. เมื่อผมไม่อยากทานอาหารหรืออยากออกไปเที่ยวไหนทั้งนั้นเพราะจะทำให้ผมเสียเวลาเล่นเกม
…. เมื่อในหนึ่งวันผมใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

รูปประกอบบทความติดเกม

          หากถามว่า “อะไร” ที่ทำให้ผมติดเกมออนไลน์ คำตอบหลักๆ ก็คือ เพื่อนเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เพื่อนกลุ่มดั้งเดิมแล้วเท่านั้น แต่เป็นเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ผมได้จากสังคมเกมออนไลน์ เพราะสังคมเล็กๆ ที่ผมได้สร้างเอาไว้ ในตอนนี้มันกลายเป็นสังคมขนาดใหญ่ ผมกลายเป็นคนสำคัญมีคนรู้จักมากมาย ผมสามารถหาแฟนได้จากการคุยกันไม่กี่ประโยค ความฝันหลายๆ อย่างของผมสามารถเป็นจริงได้ในสังคมนี้ ทุกอย่างดูดีและมีความสุขไปหมด แล้วทำไมผมถึงจะต้องหยุดเล่นด้วย…
          วันที่ผมเล่นเกมไปถึงจุดที่เรียกว่าสูงสุดของเกมเท่าที่ตัวละครผมจะเป็นได้ เป็นวันที่ผมดีใจมาก เพื่อนๆ ที่ผมรู้จักในเกมต่างก็มาแสดงความยินดี สำหรับผมวันนี้เป็นวันที่มีความสุขสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็ถูกกระแทกอย่างแรงด้วยคำถามของผมเองหลังจากที่กดปุ่มปิดคอมพิวเตอร์ว่า “พอปิดเกมไปแล้วจะมีใครรู้ไหมนะว่านายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีความสามารถ เป็นตัวละครที่เก่งสุดๆ ?” ผมอึ้งไปนานกับคำถามนี้ เพราะในใจลึกๆ ของผมรู้ดีว่าคำตอบของคำถามนี้ก็คือ “ไม่มี”

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผมอาจจะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในเกมที่เล่นแต่ผมก็เป็นเพียงผู้แพ้อย่างสมบูรณ์แบบต่อจิตใจของผมเอง แพ้ต่อความอยาก แพ้ต่อความหลงสนุก และเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริงในเกมที่เรียกว่า “ชีวิตจริง” ผมมักจะคิดอยู่เสมอเมื่อทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “ก็แค่เกมจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ผมควบคุมตัวเองได้อยู่แล้ว” แต่ในความเป็นจริงผมไม่เคยจะทำได้เลย การคอยหลอกตัวเองโดยไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงในลักษณะนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ความอยากในจิตใจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะมัวแต่ไปคิดว่าความอยากของผมมันไม่ใช่ปัญหา ผมจึงไม่สนใจจะแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมความอยากในการเล่นเกม ทั้งๆ ที่สิ่งนี้แหละ คือ สาเหตุสำคัญ

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผลหลงลืมที่จะตระหนักว่าสังคมที่ผมได้ใช้เวลาอยู่ในเกมออนไลน์นั้นเป็นเพียง สังคมสมมติ ทว่าผมกลับไปให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านั้นมากมายกว่า สังคมจริงๆ ที่ผมอาศัยอยู่ ปัจจัยหรือสิ่งที่ทำให้ติดเกมสำหรับหลายๆ คนอาจจะแตกต่างกันออกไป เพราะเพื่อน, เพราะความสนุก ฯลฯ แต่รูปแบบของการทำให้ติดเกมนั้นไม่น่าจะแตกต่างกัน ซึ่งก็คือ การพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

          การจำกัดชั่วโมงเล่นเกมในเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี, การจัดระเบียบร้านอินเตอร์เน็ต, การรณรงค์ให้เยาวชนและผู้ปกครองทราบโทษของการเล่นเกม สิ่งเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการติดเกมใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ แต่คำถามที่ว่าแก้ที่ตรงไหน? สาเหตุหรือว่าปลายเหตุ อาจจะเป็นคำถามที่น่าใส่ใจกว่า เพราะต้นเหตุจริงๆ ไม่ใช่ใครอื่นไกล มองกลับมาที่ตัวของเราเองนี่แหละ เพราะตัวเราเองคือสาเหตุของปัญหา การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจต่อความรักสนุก ต่อความเพลิดเพลิน การไม่รู้จักรับผิดชอบต่อชีวิตจริงของตัวเองน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ตัวเราเองควรตระหนักถึงและหาทางแก้ไขมากที่สุด

รูปประกอบบทความติดเกม

          แล้วเด็กหรือวัยรุ่นจะมีความสามารถในการคิด ในการตัดสินใจเพียงพอหรือ? คำถามนี้อาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่องของเกมด้วยการสั่งห้าม การกำหนดบทลงโทษ นั่นคือ สิ่งที่สังคมตัดสินแทนเด็กหรือวัยรุ่นไปแล้วว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว … แต่ในความเป็นจริงเรื่องของเกม อาจจะไม่ใช่สีดำหรือสีขาวแบบที่สังคมชอบตัดสิน แต่ว่าเป็นสีเทา จะมีประโยชน์มากหรือมีโทษมากก็ขึ้นกับคนเล่นว่าจะซึมซับอะไรเข้ามา
          ถ้าถามผมว่าเวลาและเงินที่เสียไปในช่วงที่ติดเกมเยอะมากไหม คำตอบคือ เยอะมาก แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วผมได้เพื่อนดีๆ ที่ยังติดต่อกันอยู่แม้จะเลิกเล่นเกมกันไปแล้วไหม คำตอบก็คือ ได้
          สำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การใช้กฎระเบียบจากผู้อื่นมาบังคับก็อาจจะเป็นทางออกที่หลายๆ คนเห็นสมควร แต่ถ้าตัวเราสามารถยอมรับและควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ ก็ดูจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดเพราะ … ชัยชนะใดๆ ก็คงไม่ยิ่งใหญ่มากไปกว่า การรู้จักเอาชนะใจของตัวเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

อ้างอิง    คู่มือ เมื่อลูกติดเกม พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2548 http://www.thaiparents.net

19 Comments to “การเล่นเกม … เพื่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้”

  • I found your site on google blog search and read a few of your other posts. Keep up the good work. Just added your RSS feed to my feed reader. Look forward to reading more from you.

    Karen Halls

  • สุดยอดคร้าบบบบบบบบบบบ (*w*)b

  • ขอบคุณนะครับ

  • เป็นบทความที่ดีครับ แล้วตอนนี้เจ้าของบทความเลิกเล่นเกมหรือยังเอ่ย

    ส่วนตัวผมคิดว่า เกมไม่ได้เลวร้ายไปซะหมด ของทุกอย่างในโลก เป็นดาบสองคม อยู่ที่ว่าใครจะใช้ด้านไหน ใช้เป็นหรือเปล่า ถ้าเล่นซะวันละ 10 ชม. ก็เกินไป ความไม่รู้จักพอดี ไม่ว่าอะไรก็เสียหายหมดหล่ะครับ คำตอบของบทความคือ คุณมีวุฒิภาวะในการเล่นเกมพอหรือเปล่า ควบคุมตัวเองได้หรือเปล่า มันก็พอๆ กับการติดยานั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันอาจจะดูรุนแรงน้อยกว่าเท่านั้นเอง

    ผมเองก็เล่นเกมมานานมาก ตั้งแต่ยังเป็นเกมกด มา ff, sfc, md, acarde, ps1 – ps2 มาจนเกือบจะทุกระบบ กระทั้งมาเป็นเกมส์ออนไลน์ ต้องบอกว่าเกมออนไลน์ต่างจาก console มากๆ ก็เรื่องเพื่อนนี่แหละ คนเล่นเกมออนไลน์ส่วนใหญ่ที่ติดเพราะ เพื่อน เพราะไอเทมในเกม ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่ง มีคนชม สุดยอด เทพ เป็นหัวหน้ากิลด์ เป็นต้น แล้วก็ทำให้หลงตัวเอง

    สิ่งที่จะช่วยได้ ก็คือผู้ปกครอง และตัวเราเองแหละครับ

    ฉะนั้น จงมองว่า ทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี อยู่ที่เรารู้จักใช้มันหรือเปล่ามากกว่าครับ

  • อืม โดยความชอบ ถามว่าชอบเล่นเกมไหมชอบ แต่ตอนแรกที่เล่นเนี่ย ยอมรับนะ ติดเกมออนไลน์มากเลย เล่นวันหนึ่งหรอ ไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง หรือทั้งวันก็มีนะ แต่พอเล่นๆไปก็เบื่อๆ เลยไม่ได้เล่นเลย หรือนานๆทีๆ
    ** โดยส่วนตัวนะ ที่เด็กเล่นเกมเนี่ย เราว่า เพราะ เหงา ไม่รู้จะทำไรดี พอได้เล่นแล้วจะรู้สึกเหมือนเรามีโลกส่วนตัวของเราแต่มันเพียงจินตาการที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อ
    ทำให้เรารู้สึกดีมากกว่า เหมือนกับการหลอกตัวเองนั่นและ

  • ถูกต้องอย่างทีี่ Aommi พูดครับ

    ผมว่า เด็กผู้ชายส่วนใหญ่อะมีอะไรทำแก้เหงา แก้เบื่ออยู่ ไม่กี่อย่างหรอก

    ที่เห็นๆ ก็มี กีฬา แล้วก็เกมส์นี่แหละ (โตขึ้นหน่อยก็เป็น เที่ยวกลางคืน อิ อิ)

    มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วยละครับ เด็กคนนั้นถึงจะไม่มีปัญหา

  • ผมก็๋เป็นคนหนึ่งนะครับที่เล่นคอมฯมาก
    ผมคิดว่าตัวเองเล่นคอมมากโดยเฉพาะMSN
    แต่ว่าถ้าอยู่เฉยๆผมจะหงุดหงิด
    ถ้าไปทำกิจกรรมผมจะตัดมันทิ้งได้เลย
    เพราะสนุกกับการทำกิจกรรม

    อยากลองให้หลายๆคนที่เล่นคอมฯมากๆหันมาลองทำกิจกรรมยามว่างที่ตัวเองชอบนอกจากเล่นคอมฯ

    ดีกว่าครับ

  • บางเกมก้อมันส์จริงๆนะครับ ผมเล่น ประมาณ วันละ20 ชั่วโมงเห็นจะได้ อย่าง World of Warcraft เ้นีั้๊ยสุดๆ แต่อย่างว่า มันเป็นเกมที่ดี มันเลยแพง ผมเลยไม่มีตังได้เล่นมันอีก 5555 พอคิดดูจริงๆ อย่างที่ ว่านะครับ ถึงเราเลเวลสูงไป ตัวละครเรามี ของเทพๆจ๊าบๆ ใส่เนี้ย มันก้อไม่มีค่า อะไรกับ ชีวิตจริง ของเราเลย สู้เราไปเป็น ประธานาธิปดียังจะดีกว่า ไปเป็นตัวละครใส่ของมีแสงวืบวาบ ที่ไม่รู้จะไปโชว์ใครในชีวิตจริง อีกตั้งเยอะ
    อ่านบทความแล้วทำให้ได้แง่คิดมากเลยครับ ขอบคุณมากๆเลยนะครับ

  • ดีมากเลยคับ ชอบมาก

  • เคยเป็นอยุ๋เหมือนกัน ตอนนี้กะจะเอาเกมมาลงเล่น แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่า ถ้าไม่ปล่อยให้มันมี เราก็จะได้ไม่อยากเล่นไง

  • เกมทำให้เราได้ปลดปล่อยสัญชาติญานดิบออกมา
    สิ่งที่เราปกปิดไว้ การโกง คำหยาบคาย การต่อสู้
    คนบางคนก้คงทำขึ้นมาเพราะคิดว่า มันไม้ใช่เรื่องจริง
    ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นเรา อะไรประมาณนั้น
    และส่วนมากติดเป็นนิสัยคับ สังเกตจากเพื่อนหลายๆคน
    รุ่นพี่ รุ่นน้อง บางคนนั้นก้อยู่ในส่วนลึกๆของจิตใจ
    บางคนก้แสดงออกมาอย่างเต็มที่
    แม้ว่ามันอาจเป็นพฤติกรรม ความคิดที่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
    จิตใจของคนส่วนมากจะถูกขัดเกลาจนเป็นจิตใจที่ดีงาม
    แต่ด้านมืดของมันก้ยังอยู่ และเป็นสิ่งที่จะหลุดออกมาได้ง่ายๆ
    เพียงแค่เจอกับสิ่งเร้าเล็กๆน้อยคับ
    และเกมก้เป็นสิ่งเร้าที่พึงระวัง
    แต่เดี๋ยวนี้เกมที่สร้างสรรค์มีเยอะมากคับ

    พล่ามซะยืดยาว 55
    ไม่ค่อยรู้หรอกคับ
    ดีไม่ดีก้แนะนำด้วยคับ

  • เราตอนแรกๆเราก็ติดเกม เกมแรกคือ BnB (ปิดไปแล้ว) พอเกมนี้ปิด เราก็เลยหาเกมเล่นต่อ เราเคยซื้อบัตรเติมเงินเกมแค่ครั้งเดียว คือ 196 บาท เกม BnB เป็น @ Cash แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ซื้ออีกเลย เพราะเปลืองตัง หลังจากไปงาน ICT (นานแล้ว) ก็เจอเกม Tales Runner ก็เลยเล่น ช่วงนั้นติดเกมเลยแหละ เล่นไปนานๆเริ่มเบื่อ เพื่อนก็มาช่วนเล่น Ragnarok เล่นไปสักพักก็เบื่อ เพราะแลค (ติดๆ) ก็เลยเล่น Luna เพราะฉาก ตัวละครน่ารักดี (แอ๊บแบ้ว) เล่นสักพักก็เบื่อ พอไปบ้านน้องที่เป็นญาติกันก็ชวนเล่น SF ก็ไม่ชอบ เพราะน่ากลัว เพื่อนก็เลยชวนไปเล่น Pangya เล่นแล้วก็เบื่อ ก็ไปเจอเกม Kart Rider (ตัวละครเดียวกับ BnB) เลยเล่น เล่นตอนแรกเล่นเซิฟต้นฉบับ พอมาไทยก็เล่น ก็เบื่อ ตอนนี้ก็เหลือเกม Tales Runner อย่างเดียวที่เล่นอยุ่ แต่ไม่ค่อยได้เล่นบ่อย เพราะอยู่ม.3 จะขึ้นม.4 สายวิทย์-คณิต เลยต้องเครียดกันบ้าง พ่อแม่ก็อยากให้อยู่เตรียม ฯ แต่เล่นเกมทำให้เราได้เพื่อนจริงๆ เราก็ตั้งแก๊งของเราแหละในเกม พอมีความรู้อะไรก็มาโพสกันใน Webboard ก็ได้ความรู้ดี แต่เพื่อนเราที่เล่น Ragnarok เค้าไม่ค่อยสนใจกับความรุ้สึกของเราเลย เราเลยโดนแกล้งอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่ชอบเหมือนกัน แต่ก็ทน แม่เราสอนให้เราอดทน !สรุปคือ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราบริหารตนเองถูกก็จะคลายเครียด แต่ถ้าบริหารไม่ถูกก็จะเป็นการเปลืองเงินโดยใช่เหตุ

  • อีกอย่าง ถ้าคนที่เล่นเกมมากๆ เช่นเพื่อนเราที่บอกว่าเป็นคนโมโหง่าย ไม่ค่อยสนใจอารมณ์เรา เค้าก็จะเป็นคนที่พูดคำหยาบง่ายมาก เหมือนเป็นชีวิตประจำวันเลย เราโดนบ่อยมาก คือ “งี่เง่า” เกือบทุกวัน ตอนที่เราเล่นเกม ถ้าเราชนะคนที่เล่นไม่เก่ง ก็หาว่า “โปร” (โปรแกรมโกง) ก็ด่า สั_ เหี้_ ด่าพ่อด่าแม่บ้าง ก็ไม่ชอบเลย ถ้าจะเล่นกันโดยสันติ เกมอาจมีดีกว่านี้ก็ได้นะ ^-^

  • ทำไมต้องบอกว่า “ถ้ากรอกจะมีหน้าการ์ตูนขึ้นด้วยนะ”
    อยากให้กรอกอิเมวช่ะมะ

    ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ

    ……………………………………………………….

    เราชอบๆๆๆๆ ที่พี่เขียนๆ โดนดี
    ฮ่าๆ

    เกือบจะเคยเปน แต่ยังไม่พลาดขนาดดดดดดดดดด

    ………………………………………………………..

    สุดท้าย .. ขอบคุนสำหรับบทความดีดีค่ะ

    ^^”

  • กำลังหาข้อมูลอยู่พอดีครับ อิอิ ขอบคุณๆ

  • อยากได้ข้อมูลพอดี

  • เป็น ข้อ มูล ที่ดีมากเลย ครับ

    พอดี เริ่มจะ ติดเกมส์แหละ ^^

  • อยากทราบจริยธรรมเกี่ยวกับเกม

  • จริยธรรมในการสร้างเกม

Leave a comment

เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง