31
ภาษาเปลี่ยนไป
ภาษาเปลี่ยนไป
By nusnus

ก่อนอื่นขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผู้เขียนบทความนี้ไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และสิ่งที่จะบอกเล่าต่อไปก็เป็นความคิดเห็น และการสังเกตของผู้เขียนล้วน ๆ ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างยิ่ง โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวันอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่ผู้เขียนที่เพิ่งอายุยี่สิบกว่า ๆ ก็สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่สมัยผู้แต่งเด็ก ๆ นั้นมือถือแพงและเครื่องใหญ่มาก แต่ปัจจุบันแม้แต่เด็กอนุบาลก็มีมือถือกันแล้ว จนถึงการแต่งตัวตั้งแต่ผมดัดชุดลายจุด จนถึงผมทรงเกาหลีและเกาะอก และอะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างที่ว่า อีกอย่างหนึ่งที่อาจจะบอกได้ว่ากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงคือ ภาษา
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา วันภาษาไทยแห่งชาติของปี 2551 บอกว่า ปัญหาของวัยรุ่นปัจจุบันที่พบมากและน่าเป็นห่วงคือใช้คำหยาบคาย และการใช้คำผิด ๆ
“สาด วันนี้แม่งโคตรเบื่อเลยว่ะ เชี่ยเอ๊ย”
“ตะเอง เค้ามะอยากไปเรียนเลยอ่า”
ทำนองนั้น
ความจริงตัวอย่างที่ยกมานี้สุดกู่ไปหน่อย คือโดยทั่ว ๆ ไปแล้วเด็กวัยรุ่นก็ไม่ได้พูดแบบนี้ตลอดการดำเนินชีวิต เพียงแต่มีคำพวกนี้ปะปนมามากขึ้น ๆ
หลังจากที่ผู้เขียนได้มาฟังปัญหาที่ประกาศว่าเป็นปัญหาของสังคมไทย ผู้เขียนก็มานั่งคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาจริงหรือเปล่า
ปัญหาทางวัฒนธรรมนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะอย่างแรกมันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนชัดเจน เด็กวัยรุ่นจะพูดอย่างไรแต่งตัวอย่างไรมันไม่ได้ทำให้ใครเจ็บปวดตามร่างกาย หรือบ่อนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่มันไปกระทบกับสิ่งที่ยึดถือกันมา และแน่นอน ของผู้ใหญ่
ความจริงการเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะภาษามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว เด็ก ๆ เราคงได้ยินคำที่อาจารย์ชอบว่านักเรียนที่ชอบพูดคำหยาบว่า “ใช้ภาษาสมัยพ่อขุนฯ” ซึ่งมันก็เป็นตามนั้นจริง ๆ ภาษาของเราในสมัยก่อนมีความแตกต่างกับปัจจุบันมาก สมัยก่อนนั้น “มึง” “กู” ไม่ใช่คำหยาบคาย ใช้กันตามปกติจนถึงระดับทางการ แต่ในตอนนี้คำพวกนี้ก็ใช้กับแค่คนสนิท หรือเวลาทะเลาะวิวาทเท่านั้น
หากเราอ่านวรรณกรรมสมัยเก่า ๆ ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงระดับสมัยกรุงศรีอยุธยา แค่วรรณกรรมสมัยสักรัชกาลที่ 5 ก็สังเกตได้ชัดแล้วว่า อ่านยาก เพราะภาษาที่พวกเขาใช้เราไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยตามกาลเวลา แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเห็นได้ชัดขนาดปีต่อปี เพราะแม้แต่ภาษาของร้อยปีที่แล้วเราก็ยังอ่านออกหากเป็นภาษาไทย
ดังนั้นการที่วัยรุ่นปัจจุบันเริ่มใช้ภาษาแปลก ๆ ตามที่ได้ยกตัวอย่างมา เป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เป็นปกติของมนุษย์
หากลองจินตนาการว่า ถ้าเราไปพูดภาษาปัจจุบันในร้อยปีที่แล้ว เราอาจจะโดนว่าจากนักภาษาศาสตร์ก็ได้ว่าพูดผิด การที่วัยรุ่นเริ่มพูดคำแปลก ๆ ที่คนยุคเก่าบอกว่ามันผิด เช่น ตะเอง แทนตัวเอง หรือ มะมี แทนไม่มี นั้น มันคือการเปลี่ยนแปลงของภาษาแบบค่อยเป็นค่อยไปที่มีมาตลอดของสังคมหรือเปล่า
อีกสักร้อยปีข้างหน้า คำพวกนี้อาจจะเป็นคำที่ใช้ในคนทั่วไปของสังคม ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครใช้คำแบบถูกต้องตามสมัยนี้ อาจจะกลายเป็นเชยไปก็ได้ เพราะเด็กในสมัยนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าเขาโตขึ้นเขาก็นำภาษาในสมัยของเขาไปพูดตอนเขาเป็นผู้ใหญ่ด้วย ส่วนจะเสียหายหรือไม่นั้นคงไม่ชอบใจกระทรวงวัฒนธรรมในสมัยนี้แน่นอน แต่ถ้าเป็นกระทรวงวัฒนธรรมในอนาคตก็ไม่แน่
ผู้เขียนยังจำสมัยที่คริสติน่า อะกิล่า ออกอัลบั้มแรก เพลง “ประวัติศาสตร์” ดังถล่มทลายในสมัยนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่า ประวัติศาสตร์ มันอ่านอย่างถูกต้องจริง ๆ ว่า ประ-หวัด-ติ-สาด ไม่ใช่ ประ-หวัด-สาด ตามที่เธอร้อง แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเท่าไหร่ เพราะชาวบ้านจำนวนมากก็อ่านว่า ประ-หวัด-สาด เหมือนกัน ปัจจุบันถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด ประวัติศาสตร์มีคำอ่านอย่างถูกต้องได้ทั้งสองแบบแล้ว
พจนานุกรมพระราชบัณฑิตยสถานที่ถือว่าเป็นพจนานุกรมหลักของประเทศไทย ก็ใส่ความหมายของคำแสลงของยุคปัจจุบันไว้มากมาย เช่น คำว่า สก๊อยส์ ก็เริ่มมีการบรรจุลงในนั้นแล้ว
ที่เขียนมานี่ไม่ได้ต้องการให้ภาษาเปลี่ยนแปลงไปตามใครกลุ่มไหน แต่เพียงต้องการจะสื่อภาษาค่อย ๆ เปลี่ยนไปจริง ๆ และมันก็คงจะเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือทางการสื่อสารที่ มนุษย์ สร้างขึ้น การที่จะบอกว่า มนุษย์ ควรจะยึดติดกับภาษาก็อาจจะฟังดูแปลก ๆ เพราะภาษาคืออะไรก็ตามที่ใช้แล้วสื่อสารกันรู้เรื่อง หากพูดว่า งุงิ แล้วเข้าใจความหมาย คำว่า งุงิ ก็เป็นภาษาที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม สังคมมีกฎเกณฑ์ วัฒนธรรมก็เหมือนกฎในรูปแบบหนึ่งที่คนในสังคมควรจะปฏิบัติตาม การที่จะใช้ภาษาผิด ๆ ในแบบของวัยรุ่นก็ผิดไปจากวัฒนธรรมที่ยึดถือกันมา แต่วัฒนธรรมเองก็ใช่ว่าจะคงเดิมตลอดไป
วัฒนธรรมเกิดจากมุมมองของคนในสังคมว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรสวย อะไรไม่สวย ภาษาที่ควรใช้น่าจะอยู่ในประเภทของ ความสวยงาม มากกว่าความดี ความสวยงามนั้นพูดยากว่าอะไรสวยกว่าอะไร และความสวยงามก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการแต่งตัว หากตอนนี้ลองใส่กระโปรงสุ่มบานยาวถึงขาไปเดินถนน คงไม่ใช่ความสวยงามในสายตาของคนในปัจจุบันแน่ ๆ เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามการเวลาเช่นเดียวกับ “ความสวยงาม” อื่น ๆ เหมือนกัน
ทุกอย่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปัญหา แต่สิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาของอนาคตก็ได้
เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรม ความสวยงาม หรือปัญหา ก็แล้วแต่ก่อเกิดจากมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา.
5 Comments to “ภาษาเปลี่ยนไป”
Leave a comment
ถามตอบ
เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง
- Blog Jit By Tae' (13)
- Editor's Talk (8)
- Psychology BOOK (6)
- Psychology LIFE (30)
- Psychology LOVE (2)
- Psychology NEWS (9)
- Psychology STUDY (17)
- Psychology TIPS (3)
- Psychology WORK (20)








โลก ยังหมุตลอดเวลาเลย เนาะๆ
คำหยาบเพิ่มขึ้นทุกยุคทุกสมัย เปลี่ยนไปจริงๆ ขนาดเด็กอายุ 5-8 ขวบยังว่าหยาบๆใส่เราเลย สังคมน้อ ~!
โลกมันกลมเมื่อหมุนย่อมกลับมา ณ จุดเดิม (สมัยพ่อ ขุนราม)
จริง สิ เพราะเดี่ยว นี้เด็กยุคใหม่ ชอบ ใช่ภาษาไทยผิดๆ
หรือที่เขา พูด ว่าภาษาไทยวิบัติ นั่นเอง อยาก ให้มีการ รณรงค์ เรื่อง นี้มากๆ อะครับ
เพราะตอนนี้ เขาก็ เริ่ มีการรณรงค์ มากขึ้นแล้ว
อยากฝากไว้เพียงเท่านี้แหละ ครับ ^^
ขอทำความเข้าใจนิดหนึ่งนะคะ
นักภาษาศาสตร์เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงภาษาเป็นเรื่องปกติของทุกภาษา(ที่ยังไม่ตาย) จึงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงนั้นโดยไม่มีการตำหนิว่าจะทำให้ภาษาวิบัติ