19
รักโลก… ทำไมมันรักยากจริง
รักโลก… ทำไมมันรักยากจริง
By NusNus
ตอนนี้กระแสอาจจะซา ๆ ไปบ้างแล้วสำหรับ “ภาวะโลกร้อน” แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านก็คงพอจะสังเกตได้ว่าโลกในปัจจุบันนี้ ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงแน่ ๆ อย่างน้อยที่เห็นคืออากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี และในตอนที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้อยู่ กรุงเทพก็เจอกับพายุฤดูร้อนที่รุนแรงอยู่พอสมควร แม้จะไม่ค่อยมีใครมารณรงค์ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนก็ควรจะเริ่มรักษาสิ่งแวดล้อมกันได้แล้ว

เปิดตัวมาแบบนี้ ไม่ได้จะหนีจากจิตวิทยาไปหาสิ่งแวดล้อม 100% แต่บทความนี้อยากจะกล่าวถึงหัวข้อร่วมสมัยคือภาวะสิ่งแวดล้อมของโลก และอย่างที่เคยบอกหลายครั้งใน(บทความเก่า ๆ) ว่าจิตวิทยาคือศาสตร์แห่งการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ดังนั้นบทความนี้จะพูดถึงพฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อมของมนุษย์
ความจริงการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่องจะว่าใหม่ก็ไม่ใหม่ไปซะทีเดียว ในสมัยเริ่มมีเครื่องจักร เช่นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรไอน้ำ มลพิษจากเครื่องจักรนั้นก็เริ่มเป็นสิ่งที่ประชาชนมีการเรียกร้องในบางกรณีที่หนักหนาจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตามในสมัยก่อน เครื่องจักรมีน้อยมากถ้าเทียบกับโลกที่กว้างใหญ่ ความเดือดร้อนที่เห็นได้ชัดก็เลยไม่ค่อยเจอนัก ไม่เหมือนในปัจจุบันที่เห็น เครื่องจักร โรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ จำนวนมหาศาลทำงานอยู่ในโลก และที่น่ากลัวคือ มันเพิ่งเกิดภาวะนี้มาไม่กี่สิบปีนี้เอง ตั้งแต่ช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่โลกก็เหมือนก้าวกระโดดในหลาย ๆ ด้าน ตอนนี้ควัน และไอเสีย จากเครื่องยนต์ต่าง ๆ คือเรื่องปกติที่คนเริ่มจะคุ้นเคย แต่ความคุ้นเคยไม่ช่วยอะไรโลกนัก เพราะมลพิษต่าง ๆ เยอะเกินพอที่จะทำลายสิ่งแวดล้อม(อย่างรวดเร็วแต่ไม่เห็นด้วยตา)
ต้องขอบคุณที่โลกเรามีหลากหลายสาขาศาสตร์ และอาชีพ ซึ่งสิ่งนั้นทำให้โลกมีสาขาหลากหลายที่คอยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนักสิ่งแวดล้อมด้วย พวกวิชาและนักวิจัยในสาขานี้ต่างเริ่มปลุดระดมคนอยู่เป็นระยะ ๆ ถึงผลที่โลกได้รับจาก เครื่องยนต์ เครื่องจักร อุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็ได้รับการตอบรับในด้านดีจากคนทั่วไป พูดง่าย ๆ ว่าไม่มีใครคัดค้าน ขัดขวาง
แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะได้ผลนัก ภาพที่คน(ที่มีอายุเช่นผู้เขียน)คุ้นตาคือ การรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม มีเป็นช่วง ๆ สั้น ๆ ที่คนมักจะทำตอนเริ่มรณรงค์ใหม่ ๆ และพอสักพัก ก็หายไป… เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น
การทำให้พฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นคงอยู่อย่างยาวนานนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย สิ่งหนึ่งคือสำคัญมากเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้คือ การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของการร่วมมือ ซึ่งทำโดยบุคคลหลายคน และไม่ว่าพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามก็ต้องใช้บุคคลหลายคนทำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลาคือ “การกระจายความรับผิดชอบ”

การกระจายความรับผิดชอบ หมายถึงการที่คนไม่แสดงพฤติกรรมเพราะรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นที่ตนจะต้องลงมือทำเอง เพราะก็มีคนอื่นที่ทำแทนตนอยู่แล้ว และผลที่ได้ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับตนเอง แต่มีผลกับกลุ่มคนทั้งหมด ยกตัวอย่างในกรณีที่มีขยะตกอยู่ที่พื้น และคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ เรื่องอะไรที่เราต้องเป็นคนเก็บ ทั้ง ๆ ที่คนอื่นตั้งเยอะตั้งแยะที่ควรจะเก็บ และถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับเรา
การกระจายความรับผิดชอบนั้น เกิดได้ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ข้างต้น ไปจนถึงระดับการบริหาร เช่น โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ยอมร่วมมือติดตั้งอุปกรณ์ลดมลภาวะจากของเสีย เพราะโรงงานเล็ก ๆ ก็ไม่สนใจที่จะทำ ไปจนถึงประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่คิดจะลดอุตสาหกรรมที่เกิดมลพิษ เพราะประเทศอื่นก็ยังคงทำอยู่เป็นปกติ ที่สำคัญพวกเขาใช้โลกร่วมกัน ไม่ได้เกิดผลเสียกับตนเองชัด ๆ แต่แน่นอนว่าเกิดผลเสียกับคนทั้งโลก
ฟังดูเห็นแก่ตัว แต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ถึงความอยู่รอด “การแก่งแย่ง” ในภาวะขาดแคลนนั้น เป็นเรื่องปกติในธรรมชาติ ซึ่งปลูกฝังความรู้สึกไม่ยอมเสียสละง่าย ๆ ให้กับมนุษย์เช่นกัน การลงแรงโดยที่ตนไม่ได้อะไร จึงเป็นสิ่งที่ลำบากที่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ
ไม่เพียงเหตุผลแค่การที่ตนไม่ได้อะไรจากสิ่งที่ทำเท่านั้น อีกข้อที่ทำให้การอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องยาก เพราะมันได้เกิดผลอะไรให้เห็นชัด ๆ ในเวลาใกล้ ๆ

ถ้าเกิดวันหนึ่งเราปลูกต้นไม้ แล้วเราเห็นชัดว่าอากาศเย็นลงถึงหนึ่งองศาเซลเซียส และฝุ่นควันน้อยลงไปอย่างถนัดตา เราคงมีแรงจูงใจที่จะปลูกต้นไม้ด้วยหัวใจแช่มชื้นทุกวัน แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นแบบนั้น การที่เราปลูกต้นไม้ แต่ให้เราปลูกไปถึงหนึ่งไร่ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของประเทศเราก็จะไม่ลดแม้แต่ 0.001 องศาเซลเซียส(โดยผลจากต้นไม้ของเรา) ไม่ได้หมายถึงการปลูกต้นไม้เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ แต่ระบบสภาพบรรยากาศของโลก เป็นระบบที่ใหญ่มาก และซับซ้อนมาก การจะทำอะไรที่เห็นผลชัด ต้องมีปริมาณมหาศาล และต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน จึงจะเห็นผล
ไม่ใช่แค่รอเป็นปี แต่ในช่วงอายุคนหนึ่ง อาจจะไม่ได้ผลเลยก็ได้ พูดได้ว่านานเกินรอ
สิ่งที่ทำให้แล้วเหมือนไม่ได้อะไรตอบกลับมา ก็ยากที่คนจะทำต่อ
อย่างไรก็ตาม มีปัญหาย่อมมีทางออก (ที่จะพูดต่อไปนี้เป็นแนวทางของผู้แต่งบทความเอง)
ในช่วงปี พ.ศ. 2551 การรณรงค์ภาวะโลกร้อนนั้นเป็นไปอย่างใหญ่โต มีทั้งข่าว ทั้งสารคดี ทั้งการรณรงค์จากภาครัฐ เอกชน แม้แต่สื่อบันเทิงเช่นดารา ก็ต่างออกมาพูดถึงการรณรงค์เรื่องนี้
การรับรู้เป็นสิ่งสำคัญของคน และคนไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นสื่อ ถ้ามีการรณรงค์อย่าหนักหน่วง และต่อเนื่อง ก็จะเห็นได้ชัดว่า จะเริ่มมีคนทำตาม จนถึงมีนโยบายทางภาครัฐบ้าง พูดง่าย ๆ ว่าต้องมีการกระตุ้นให้ทำกันบ่อย ๆ นั่นเอง ถ้ามีการรณรงค์ชั่วคราว พอสักพัก คนก็จะห่างหายจากเรื่องนี้แล้วก็ลืมไปอีก
คนเรานั้น ในบางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเรื่องใดสำคัญกว่า และสมองเรามักจะรับรู้ว่าเรื่องที่เจอบ่อยเป็นเรื่องสำคัญกว่า ดังนั้นจะโฆษณา จะป้าย หรืออะไรก็ตาม ก็ควรจะมีอยู่บ่อย ๆ ถี่ ๆ เลยทีเดียว การใช้ตัวแบบ เช่น คนดัง ดารา ในการรณรงค์ก็ช่วยได้มาก แม้ฟังดูจะเหมือน “การเห่อไปตามกระแส” แต่สิ่งนี้ก็กำหนดพฤติกรรมคนมากแล้ว เช่น ในเรื่องของแฟชั่น

ผู้แต่งเอง อยากให้ทีวี หรือมีป้ายอะไรสักอย่าง บอกค่าสถานะสิ่งแวดล้อมของโลกเป็นตัวเลข ว่าอยู่ในระดับไหน เช่น วันหนึ่ง มามองว่าค่าสิ่งแวดล้อมของโลกคือ 1,200,000.00128 พอวันถัดมาคือ 1,200,000.00147 พอได้มามองก็จะรู้ว่า เออ ตอนนี้โลกกำลังแย่ลงนะ ตอนนี้โลกดีกว่าเมื่อวานนะ เพื่อเป็นการเห็นได้ชัดว่า โลกเราเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า ภาวะของโลกนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย การมองด้วยตาเปล่าแทบจะเป็นไปไม่ได้
ถ้าคนทั่วไปได้รู้ว่าโลกกำลังแย่ลง และแย่ขนาดไหน ก็เป็นไปได้ว่าจะพยายามช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาบ้าง
สิ่งหนึ่งที่อยากเน้นก่อนไปคือ การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ใหญ่ และถ้าจะให้พูดจริง ๆ ก็ใหญ่ที่สุดในมนุษยชาติแล้ว ใหญ่กว่าการเมือง เศรษฐกิจ หรืออีกหลายสิ่ง เพราะถ้าไม่มีโลกนี้ให้อยู่ ในตอนนี้เท่าที่เราก็ไม่มีที่ไหนให้เราอยู่อีกต่อไป.
4 Comments to “รักโลก… ทำไมมันรักยากจริง”
Leave a comment
เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง
- Blog Jit By Tae' (13)
- Editor's Talk (8)
- Psychology BOOK (6)
- Psychology LIFE (30)
- Psychology LOVE (2)
- Psychology NEWS (9)
- Psychology STUDY (16)
- Psychology TIPS (3)
- Psychology WORK (20)







รัโลกเหมือนกัน บางทีแอบรูสึกโกรธเคืองรถที่ปล่อยควันดำ(มาก)ตามท้องถนนด้วย แบบทำไมเค้าไม่รู้จักคิดว่า มันเป็นมลพิษ สร้างความเดือดร้อน แต่พอมองย้อนมา เราก็ยังไม่เริ่มที่จะทำอ่ะไรเหมือนกัน เหนื่อยกับตัวเอง
เป็นบทความที่ดีมากค่ะ คิดตรงกันเลย
เราก็พยายามช่วยโลก แต่ก็มีบางเรื่องความสะดวกสบายหรือสะอาดมาก่อน (เรียกว่าแอบเห็นแก่ตัวสินะ)
จะว่าไป เมืองไทยน่าจะให้ซื้อถุงพลาสติกโดยทั่วไปได้แล้ว ไม่ใช่ให้กันฟรีๆ
เพราะเป็นการสนับสนุนคนให้ละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อม
เดี๋ยวนี้ที่ญี่ปุ่นเขาทำกัน เห็นผลชัดเจน ทุกคนใช้ถุงผ้าไปจ่ายตลาดกันถ้วนหน้า
ที่เกาหลีก็เช่นกัน ถ้าไม่ซื้อถุง เขาก็จะเตรียมลังใช้แล้วกับอุปกรณ์แพ็คไว้ให้ เป็นการรียูสนะคะ
นี่เป็นเว็บไซต์ที่เราเขียนเอง รณรงค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ลองเข้ามาดูนะ
แล้วช่วยแนะนำด้วยว่าขาดเหลืออะไรบ้าง
สมัยอดีตเคยมีการทำนายไว้อย่างหลากหลาย บางก็ว่าวันนี้โลกจะแตก จะดับสูญกาลอวสาน การศึกษาข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของดาราศาสตร์ จะทำให้เรารู้จักอดีต ปัจจุบัน และอาจทำนายอนาคตได้อย่างคนสมัยก่อน
อย่างอดีตกาล เคยมีการตั้งทฤษฎีการเกิดของจักรวาลไว้หลากหลาย
อย่างทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดคือ ทฤษฏีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ โดยเกิดจากการดึงดูดเอามวลสารเข้าอัดตัวกันแน่น ด้วยแรงดัน และพลังงานอันมหาศาล และเกิดการระเบิดออกมา วัตถุ เศษชิ้นส่วน พลังงานในรูปแบบต่างๆ ความร้อน ฝุ่นละอองธุลี ได้กลายออกจากศูนย์กลางด้วยความเร็วมหาศาล
เศษวัตถุหรือกลุ่มแก๊ซที่กระจายตัวกันออกไป ได้ก่อเกิดเป็นหมู่ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ และเศษส่วนบนอวกาศ เศษส่วนที่มีพลังงานมากมาย ได้ก่อเกิดเป็นดวงไฟที่เรียกว่า ดวงอาทิตย์ ดึงดูดเอามวลสารรอบๆตัวเองให้หมุนวน เกิดเป็นระบบสุริยะ อันมีดาวเคราะห์เป็นองค์ประกอบ หลายๆระบบสุริยะที่ได้เกาะกลุ่มอยู่ใกล้เคียงกัน เมื่อมองจากมุมใกล้ๆ ทำให้เห็นเป็นแสงสี ลักษณะแปลกๆต่างๆนานาๆ มนุษย์ได้ให้คำนิยายมสิ่งเหล่านี้ว่า กาแล็กซี่
จากทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่นั้น ได้ถูกสนับสนุน เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า มวลสารอันเกาะกลุ่มเป็นกาแล็กซี่ แต่ละการแล็กซี่กำลังเคลื่อนออกจากจุดศูนย์กลางด้วยความเร็วมหาศาล
ต่อมามนุษย์ได้ศึกษาพบว่า ดวงดาวแต่ละดวงต่างมีอายุขัยที่ต่างๆกัน นักวิทยาศาสตร์บางคนได้ศึกษาพบว่า โลกของเรากำลังอยู่ในช่วงวัยกลางคน อนาคตหากไม่มีการพุ่งชนของดวงดาวอื่น โลกจะก้าวเข้าสู่วัยชรา และมรณะกาล ซึ่งไม่ต่างอะไรกับก้อนถ่านดำๆ ที่หมดแล้วซึ่งพลังงาน เมื่อนั้น สิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถคงทนอยู่ได้บนพื้นโลกพิภพผืนนี้
เข้ามาสู่ปัจจุบัน ก็มีการสร้างหนังเกี่ยวกับหายนะของโลกไว้ต่างๆนานาๆ สื่อเหล่านั้นได้แอบแฝงเอาแง่คิด หลักการต่างๆ และแนวทางในการอยู่รอด สิ่งๆหนึ่งที่มนุษย์รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ดาวตก อันเกิดจากเศษมวลสารบนอวกาศบ้างก็ร่องลอยไร้ซึ่งจุดหมาย บ้างก็มีวงโคจรที่แน่นอน เมื่อผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศก็จะเกิดการเสียดสีลุกเป็นไฟ ตามทฤษฎีแรงโน้มถ่วง และถูกเผาไหม้หมดสิ้นไป มวลใดมีขนาดใหญ่เกินไป ก็อาจคงอยู่และตกมาสู่พื้นโลก ดังอดีตที่เราเคยเจอมาแล้ว
นั่นเป็นภัยชนิดหนึ่งที่อาจบังเกิดขึ้นจากสิ่งนอกโลก โลกเราเองในขณะนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากแอปเปิ้ลที่มีหนอนชอนไซภายใน นั่นหมายถึง สิ่งมีชีวิตบนโลกได้ต่างก่อโทษให้โลกผืนนี้ทีละเล็กทีละน้อย อันนึกว่าเป็นประโยชน์เป็นความสุขของตัวเอง อาทิ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การปล่อยสารเคมีต่างๆจากโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมของโลกทั้งสิ้น เมื่อใดที่เนื้อข้างในของแอปเปิ้ลหมดสิ้น เมื่อนั้นหนอนคงจะสำนึกได้ว่าไร้แล้วซึ่งอาหาร แต่ถ้าให้รอจนถึงตอนนั้น มันคงสายไปเสียแล้วสำหรับเขา
“จงตื่นเถิดชาวมนุษย์โลกผู้มีความเจริญแล้ว ผู้เพียบพร้อมแล้วด้วยคุณธรรม จริยธรรม จงช่วยกันดูแลรักษาโลกใบนี้ให้น่าอยู่ ให้สุขร่มเย็น ขยะในมือท่าน ลงถังเถอะครับ นั่นคือคำกล่าวที่คุ้นเคย ปลูกป่าวันละนิด เพื่อชีวิตของวันหน้า นี้ก็เป็นอีกคำกล่าวหนึ่งที่มีความหมาย เราไม่ต้องกลัวเพศภัยอันตรายจากภายนอก แต่จงเร่งสร้างภูมิคุ้มกันภายในเถิด อย่างอื่นอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ..What ever will be will be.. ”
.. แก้วซัง ผู้แต่ง “เรารักโลก”