Nov 10

6 นิสัยของสุขภาพจิตเสียที่ควรเลี่ยง

ที่มา คอลัมน์พักเติมยิ้ม วารสารคนขายแฮปปี้ดีแทค เดือนตุลาคม 2551

   

รูปภาพประกอบบทความ 6 นิสัยของสุขภาพจิตเสียที่ควรเลี่ยง psychola.com

  ใครที่อยากสุขภาพจิตดีละก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่อไปนี้ซะ
1. ขี้ระแวง
     คนที่มีนิสัยขี้ระแวงนั้นเป็นคนที่ไม่เคยไว้วางใจใครเลย ใครจะทำอะไรจะคิดอไรก็นึกคิดไปว่าเขามีความประสงค์ร้ายกับตน คิดว่าใครๆไม่รัก ไม่นับถือ ระแวงว่าจะถูกทรยศหักหลัง ถ้าคุณเป็นเจ้านาย คุณก็จะระแวงว่างานที่มอบหมายให้ลูกน้องอาจจะทำไม่สำเร็จ ถ้าคุณมีแฟน ก็ระแวงว่าแฟนจะมีกิ๊ก

2.ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
     นิสัยไม่มั่นคงในตนเอง มักจะสร้างความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิตได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ นิสัยขาดความเชื่อมั่นในตนเองใช่ว่าเจ้าของนิสัยจะชอบ แต่ไม่อาจลบล้างความรู้นึกด้อยในใจตนเองได้ ทั้งที่ความรู้สึกนี้อาจไม่ใช่ความจริงก็ได้

3.มักกล่าวโทษผู้อื่นอย่างไม่รู้จบสิ้น
     ถ้าคุณเป็นคนที่คอยแต่โทษผู้อื่น เห็นว่าความผิดของคนอื่นนั้นยิ่งใหญ่เท่าผู้เขา เป็นความผิดที่ร้ายแรงที่ไม่มีวันที่จะให้อภัยได้ มองเห็นแต่ความไม่ดี ความไม่ถูกต้อง ความไม่เหมาะสมของคนอื่น โดยไม่ได้มองด้วยใจที่เป็นกลางและเป็นธรรมหรือมองด้วยเหตุผล ถ้าคุณมีนิสัยเช่นนี้ ย่อมจะทำให้คุณทนทุกข์และไม่มีความสุขอย่างแน่นอน

4.ชอบหลีกหนีปัญหา
     ด้วยการหาทางออกให้กับตนเองอย่างผิดๆ เช่น การดื่มสุรา ใช้ยาเสพติด การเล่นการพนัน โดยคิดว่าการใช้สุรายาเสพติดจะเป็นการแก้ปัญหา แต่จริงๆแล้วกลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นไปอีก บางคนอาจเป็นลักษณะไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น พาลทะเลาะ ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข มิหนำซ้ำกลับทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

5.มองโลกในแง่ร้าย
     คนที่คิดหรือมองคนอื่นในแง่ลบ มีชีวิตในแต่ละวันด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง มองผู้คนรอบตัวว่าเป็นศัตรูของตนเอง เป็นผู้ที่คอยทำลายตนเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนต่างก็เลวร้ายทั้งนั้น

6.หมกมุ่นอยู่กับความอาฆาตแค้น
     ชิงชัง ริษยา จิตใจเช่นนี้หาความสงบไม่ได้แน่ เพราะคอยแต่อาฆาตแค้น ไม่ยอมอภัยและคอยคิดทำร้าย มีทางใดที่จะเอาชนะหรือทำให้คนที่ตนเห็นเป็นศัตรูเดือดร้อนเจ็บปวดก็จะทำ ถ้าคุณมีนิสัยอย่างนี้ก็จะมีแต่ความทุกข์ร้อนไม่หยุดหย่อน

     จงสำรวจตนเองแล้วพบว่ามีนิสัยตรงกับข้อใดบ้าง ใช้ความซื่อสัตย์ต่อตนเองในการพิจารณา ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรหาหนทางแก้ไขนะ ด้วยการปรับปรุงกาย ปรับปรุงใจเสียใหม่ มองโลกแง่ดี มองคนรอบข้างอย่างเข้าใจ เท่านี้ทุกคนก็จะเป็นคนที่มีความสุขและสุขภาพจิตดี มีแต่คนรักยังไงล่ะ.

ภาพประกอบบทความ 6 นิสัยของสุขภาพจิตเสียที่ควรเลี่ยง

Tags: , , ,

Nov 03

ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว

By  NaiSeven

             ธรรมชาติมักจะมีบทเรียนต่างๆมากมายไว้คอยสอนมนุษย์ เพียงแต่บทเรียนเหล่านั้นมาในรูปที่มนุษย์จะต้องนำไปเปรียบเทียบประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิต  และเมื่อมนุษย์รู้จักนำไปเปรียบเทียบใช้แล้ว ก็จะทำให้มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ดังเช่นธรรมชาตินั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น บทเรียนของก้อนหิน

ภาพประกอบบทความความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว

             เราเคยเห็นก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในสภาวะต่างๆ ไม่ว่าสภาพแวดล้อมเหล่านั้นจะเลวร้ายแค่ไหน ก้อนหินก้อนนั้นก็ยังคงดูสงบนิ่ง แข็งแกร่ง และตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม ไม่ใช่ว่าก้อนหินก้อนนั้นจะไม่ได้รับความเสียหายจากสภาวะแวดล้อมที่ทำลายไป เพราะในความเป็นจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความสึกหรอไปตามกาลเวลา เพียงแค่มันดูสงบนิ่งจนทำให้เราไม่เห็นความเสียหายเท่านั้นเอง

              ชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรารู้จักที่สงบนิ่ง แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะความสงบนิ่งนั้นจะช่วยให้เรามีเวลาคิด และแก้ปัญหานั้นๆนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ในการทำงานหลายๆครั้งย่อมมีปัญหา  อาทิ ผู้บริหารอาจจะมีปัญหาในการควบคุมบุคคลากร ถ้าผู้บริหารจะปกครองด้วยอำนาจที่มีอยู่ เช่นการเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาดุด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เป็นต้น  ความเคารพที่เกิดจากจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะไม่เกิด แต่ถ้าผู้บริหารเรียกเข้ามาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ถามถึงสาเหตุของเหตุการณ์นั้นๆด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ก็จะทำให้ความเคารพยำเกรงเกิดขึ้น เพราะมนุษย์มีความกลัวซ่อนอยู่ลึกๆภายใต้จิตใจ ไม่ชอบความเงียบ และสภาวะกดดัน นั่นเอง

              หรืออีกตัวอย่างที่ชัดเจน เราทุกคนล้วนย่อมผ่านวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน เรามักจะเคารพเกรงกลัวอาจารย์ผู้สอนที่ดูสงบนิ่ง สุขุม ซึ่งเชื่อว่าในวัยเด็กของทุกคนจะเป็นเช่นนี้ เพราะ คนที่นิ่งและสุขุมนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับหินผา ที่ดูไกลๆแล้วตั้งตระหง่านและแข็งแกร่งนั่นเอง 

              ในทางจิตวิทยาแล้ว ความสงบนิ่งมีผลต่อสภาวะการรับรู้และตัดสินใจของบุคคล เพราะจะช่วยควบคุมด้านจิตใจ ระบบไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกตินั่นเอง

               แต่บางครั้งใช้ความนิ่งที่ผิดจังหวะก็ให้เกิดผลเสีย เช่น ถ้าครอบครัวหนึ่งคาดหวังในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของบุตรของตน แต่เมื่อถึงเวลาบุตรของตนเองไม่สามารถสอบเข้าได้ตามที่ปรารถนาไว้ ถ้าคนในครอบครัวนิ่งเงียบก็จะทำให้บุตรเสียใจเปรียบเสมือนเป็นการซ้ำเติมความพยายามของบุตรและอาจจะเกิดสิ่งต่างๆ ตามมาดังที่เป็นข่าวทั่วไป

               โดยสรุปแล้วควรใช้ความนิ่งให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อการดำรงชีวิตของบุคคลนั้นๆ จะได้แข็งแกร่ง และตระหง่านดังหินผาที่ตั้งอยู่ได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายเพียงใดก็ตาม.

  

Sep 30

บนพื้นฐานการเป็นมนุษย์

By  Chompu.

ทุกคนบนโลกนี้มีความเป็นมนุษย์เหมือนกันทุกประการ

สิ่งที่แตกต่างคือความคิดและจิตวิญญาณ ของใครของมัน

.. อาจคล้ายแต่ก็ไม่เหมือน

ภาพประกอบเรื่องบนพื้นฐานการเป็นมนุษย์

ฉะนั้นเราอย่างเอาความคิดของเราไปตัดสินคนอื่น

ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก

จะมีก็แต่ ควร หรือไม่ควรก็เท่านั้น

ต่างคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง 

จะเอาอะไรกับคนอื่น

มาจากคนละที่ คนละทิศละทาง

ผูกพันธ์กันด้วยสังคม

ภาพประกอบเรื่องบนพื้นฐานการเป็นมนุษย์

หมั่นเอาใจเขา มาใส่ใจเราดูบ้าง

ช่องว่างระหว่างความคิดมันจะลดน้อยลง

แล้วโลกนี้ก็คงน่าอยู่ขึ้นเยอะทีเดียว

ภาพประกอบเรื่องบนพื้นฐานการเป็นมนุษย์ 

.

Aug 07

แค่คาดหวัง ก็มีผล

By NusNus

 

                ในนิยาย การ์ตูน หรือภาพยนตร์หลายเรื่อง มักจะให้ความสำคัญกับ “ความหวัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตอนถึงคราวคับขัน ตัวเอกเจอเหตุการณ์ที่วิกฤตมาก ๆ แทบจะมองไม่เห็นว่าจะหาทางออกกับปัญหาในขณะนั้นอย่างไร แต่ตัวละครก็จะเตือนสติตัวเอง หรือมีคนอื่นเตือนสติให้เชื่อมั่นว่า อย่าหมดหวัง ให้เชื่อจริง ๆ ว่าสิ่งร้าย ๆ ต้องผ่านไป และสิ่งดี ๆ ก็ต้องเข้ามาสักวัน

                ส่วนในชีวิตจริงนั้นเนื่องจากเราเป็นคนแสดงเสียเอง และเนื่องด้วยโลกในปัจจุบันคือโลกแห่งวิทยาศาสตร์ ความหวังดูเหมือนจะเป็นปาฏิหารย์เลือนรางใกล้เคียงกับเรื่องโชคราง แต่อย่างไรก็ตามมีการวิจัยของจิตวิทยาเกี่ยวกับผลของความคิด หรือความหวังของคนที่อยู่ภายในที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบตัวให้เป็นไปตามนั้น ฟังแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่วิทยาศาสตร์แต่ความจริงแล้วความหวังมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ จริง ๆ

                ปรากฏการณ์ที่ความหวังนั้นเกืดก่อนความจริง   เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงมานาน แต่จะในแนวเหนือธรรมชาติเสียมากกว่า ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Self-fulfilling prophecy ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับนิยาย และภาพยนตร์ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ผลของความหวังที่ทำให้เกิดความจริงอย่างมีหลักฐานนั้น มีการวิจัยที่ไม่ค่อยนานเท่าไหร่เมื่อ ปี 1992 ของ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson ซึ่งได้วิจัยเกี่ยวกับผลของครูที่มีต่อนักเรียน ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว

ภาพประกอบบทความ

                การวิจัยนี้ทดลองโดยการบอกครูผู้สอนว่าเด็กคนไหนเก่ง และคนไหนไม่เก่ง โดยที่จริง ๆ แล้วเด็กทั้งคู่ก็เรียนเก่งพอ ๆ กัน แต่พอเวลาผ่านไป เด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเป็นเด็กเก่งก็เรียนเก่งขึ้นจริง ๆ และเด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเรียนไม่เก่ง ก็พาลเอาเรียนไม่เก่งเอาดื้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่เด็กทั้งคู่ก่อนหน้านี้มีความเก่งหรือฉลาดไม่แตกต่างกันเลย การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อของครูผู้สอนที่มีต่อนักเรียนมีผลต่อตัวนักเรียนอย่างมาก แต่ว่าเป็นเพราะอะไร? ความเชื่อที่อยู่ในหัวถึงส่งผลต่อเด็กจริง ๆ ได้

                ความคิดของคนนั้นเหมือนจะอยู่แค่ภายในก็จริง แต่ว่ามันก็ส่งผลต่อเราหลายอย่างออกมาโดยที่เรารู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ในการวิจัยข้างบนก็เป็นผลมาจากสิ่งนี้ ครูผู้สอนเมื่อรู้ว่านักเรียนคนไหนเรียนเก่งก็จะคาดหวังกับเด็กคนนั้นสูง พยายามส่งเสริมให้ทำอะไรต่าง ๆ ที่ยากขึ้น เมื่อเด็กคนนั้นไม่ได้หรือผิดก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องแปลก และพยายามทำให้เด็กคนนั้นทำได้ เพราะตนรับรู้ว่าเขาเป็นคนเก่งซึ่งควรจะทำอะไรยาก ๆ ได้ แต่เด็กคนที่ครูคาดว่าเรียนไม่เก่ง ครูก็จะไม่ค่อยจะให้มีส่วนร่วมเช่น ไม่ให้ตอบคำถามยาก ๆ เพราะคาดไว้อยู่แล้วว่าคงตอบไม่ได้เมื่อทำอะไรไม่ได้ ครูผู้นั้นก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคิดไว้แล้วว่าเป็นคนไม่เก่ง และอาจจะละเลยที่จะส่งเสริมให้เด็กคนนั้นเก่งขึ้น เพราะคิดว่าคงจะยากเกินไปสำหรับเด็กคนนั้น

ภาพประกอบบทความ

                การวิจัยข้างบนเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลของความคาดหวัง เมื่อคนเราคาดหวังอะไรแล้ว คนเราก็จะมักจะคิดไว้ก่อน โดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มันควรจะเป็นแบบไหน เช่น ถ้าเราหวังว่าวันเกิดของเราจะได้ของขวัญจากเพื่อน เมื่อเราเห็นกลุ่มเพื่อนของเราขอตัวไปซื้อของโดยไม่ให้เราไปด้วย เราก็มักจะคิดว่าเขาคงไปซื้อของขวัญให้เราแน่ ๆ  และไม่เพียงเท่านั้น ความหวังของเราจะส่งผลกับคนอื่นด้วย เช่น ถ้าเราเห็นว่าเพื่อนไม่เห็นจะให้ของขวัญเราเสียที เราอาจจะพูดถึงของที่อยากได้ หรือแม้แต่การมองของที่อยากได้ขณะเดินซื้อของกับเพื่อน โดยหลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่าคนอื่นเองก็อาจรับรู้ความต้องการของเราได้เช่นเดียวกัน เพื่อนเราที่อาจจะลืมวันเกิดเรา แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากการกระทำของเราบ่อย ๆ เขาก็อาจจะจำได้ว่าควรจะซื้อของขวัญวันเกิดให้เรา การที่ความคาดหวังเป็นจริงนั้น เป็นเพราะเราทำให้สิ่งรอบตัวเอื้อต่อการเกิดสิ่งที่เราหวังนั่นเอง

                อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราพยายามทำสิ่งที่เราหวังให้เกิดขึ้น เพราะหลายสิ่งที่เราทำมันส่งผลเล็กน้อยมาก เช่น ถ้าเราแอบชอบใครเราจะพยายามหาโอกาสที่จะได้เจอกับคน ๆ นั้น เช่น เดินผ่านที่ที่เขาอยู่บ่อย ๆ  ซึ่งถ้าหากมองเผิน ๆ แล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ของสิ่งที่เราหวัง เช่นจากตัวอย่าง  ถ้าเราชอบใครแล้วเราไม่เคยทำให้เขาเห็นหน้าเลย โอกาสที่เขาจะชอบเราก็จะน้อยเต็มที

                นอกจากนี้ยังมีเรื่องท่าทาง การแสดงออกของคน หลายอย่างที่ส่งผลโดยความคิดภายใน โดยที่ยากจะปกปิด เช่น สีหน้า น้ำเสียง ถ้าเรากับเพื่อนมีปัญหาขัดแย้งกัน แล้ววันต่อมาเราคาดหวังว่าเราอาจจะทะเลาะกับคนคนนี้เพราะปัญหานี้ก็ได้ เวลาเราคุยกับเพื่อนคนนี้เราอาจจะแสดงสีหน้า บึ้งตึง น้ำเสียงกระชาก จนเป็นการสร้างความโมโหให้อีกฝ่าย และต้องทะเลาะกันจริง ๆ

ภาพประกอบบทความ

                จากที่เล่ามาแล้ว คงเห็นถึงความสำคัญของความหวังขึ้นมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามถึงความหวังนั้นมีผลต่อสิ่งภายนอกจริง ๆ แต่แค่ส่งผล ไม่ได้ดลบันดาลให้มันเป็นจริงไปตามทุกอย่างที่เราหวัง เพราะที่มันเป็นจริงก็เกิดจากตัวเราที่พยายาม และคนอื่นที่รับรู้ถึงความพยายามของเราเสียส่วนใหญ่

                ความหวัง คงจะมีประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่แค่หวังเปล่า ๆ เพราะถ้าเราแค่หวัง เราก็จะพยายามทำอะไรให้สมหวังโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราพยายามอย่างรู้ตัวควบคู่ไปด้วย และพยายามอย่างถูกวิธี ก็เพิ่มความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราหวังนั้นจะเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

                และสิ่งที่ควรจะเตือนตัวเองไว้เสมอคือ ทุกอย่างมีโอกาสผิดพลาด มีความหวัง ย่อมคู่ไปกับความผิดหวัง ความผิดหวังไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ ๆ แต่ถ้าเราสามารถยอมรับมันได้ และไม่ทุกข์กับมันจนเกินไป เราก็จะหวังอะไรต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจขึ้น

                และที่สำคัญมาก ๆ  คือ หวังในสิ่งที่ดีแล้วกัน

Tags: ,

Jun 16

วิธีคิด ?! 

by luvchompu

วันๆหนึ่งคนเราต้องเจอะเจออะไรต่ออะไรตั้งมากมาย

มีทั้งเรื่องดี มีทั้งเรื่องร้าย..

ถามว่าเราจะเลือกได้ไหม ?

ถ้าจะเลือกให้ไม่เจอเลย คงเป็นไปได้ยาก

แต่สิ่งที่ทำได้คือ เลือกจัดการกับความคิด

จัดการกับความรู้สึกของตัวเองจะง่ายกว่า

จำไว้ว่า “มันอยู่ที่วิธีคิด ชีวิตถึงอยู่ได้”

วิธีคิด ?!

ใครๆก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น

จะมีน้อย จะมีมากก็ต่างกันไป

คนเราทุกคนบนโลกนี้ ต่างกันทั้งนั้น

ไม่มีใครเหมือนกัน พี่น้องกัน พ่อแม่เดียวกัน

ได้รับการเลี้ยงดูมาเหมือนกัน ยังไม่เหมือนกันเลย

แม้แต่ฝาแฝดกัน ยังไง๊ ยังไง มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

มันอาจคล้าย แต่ที่สุดแล้วมันไม่เหมือน …

ในเมื่อที่คนเราต่างกันด้วยอะไรหลายๆอย่าง

รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยแล้วนั้น

ฉันก็คือฉันวันยังค่ำ

ในขณะที่เธอก้อคือเธอเช่นเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง

สิ่งที่กำลังจะบอกก้อคือว่า …

ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข

วันแต่ละวันมีความหมายในตัวมันเอง

ชีวิตหนึ่งมีโอกาสได้เจอวันแต่ละวันครั้งเดียวเท่านั้นแหละ

อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดีๆ เก็บสะสมมันไว้

ให้เป็นกำลังสำหรับวันต่อๆไป

วิธีคิด ?!

ส่วนอะไรที่มันเลวร้าย ก็ปล่อยให้มันผ่านไป

ให้รู้ไว้ว่านี่แหละ มันคือประสบการณ์

ถ้าวันนี้รู้สึกแย่ ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูสิ

คิดว่าวันนี้มันแย่ แย่ที่สุดในชีวิตไปเลย

ทำไมนะเหรอ ? ..

ก็เพราะว่าจากนี้ไปจะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้แล้ว

เรื่องต่างๆที่จะเจอต่อไป มันแค่เรื่องเล็กน้อย

มากกว่านี้ หนักหนากว่านี้เราก็ยังเคยผ่านมาได้สบายๆ

Tags:

Jun 14

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

By NusNus

     เคยอ่านหนังสือ a day weekly (นานมากแล้ว)มีการ์ตูนแซวสังคมเป็นแม่บ่นลูกตั้งแต่แม่ใส่โจงกะเบนแล้วลูกแต่งกระโปรงบานแบบสมัยฟ้าทะลายโจร พอแม่ยุคต่อมาใส่กระโปรงบานก็ไปบ่นลูกที่แต่งตัวแบบดิสโก้เทค พอแม่แต่งตัวแบบดิสโก้ก็มาบ่นลูกที่แต่งตัวฮิบฮอบไปเรื่อย ๆ เห็นแล้วตลกดี พอคิดแล้วก็มานึกถึงปัญหาสังคมทุกยุคสมัยที่ไม่มีวันแก้ไขได้คือปัญหาความไม่เข้าใจของพ่อแม่ กับลูก พ่อแม่ว่าถูกลูกว่าผิด พอลูกว่าถูกพ่อแม่ก็ว่าผิด

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

     ปัญหาที่ว่าคนต่างอายุไม่ค่อยเข้าใจกันไม่ได้มีแต่ในครอบครัวเท่านั้น ในที่ทำงานเจ้านายอายุมากไม่เข้าใจพนักงานวัยรุ่น หรือแม้แต่ครูไม่เข้าใจนักเรียน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติ ซึ่งโยงเข้าชื่อเรื่อง ต่างรุ่นเข้าใจยาก
     เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับจิตวิทยา เพราะจิตวิทยาเกี่ยวกับอะไรที่มนุษย์คิด หรือทำ ในหัวข้อนี้จะเกี่ยวกับเรื่องความคิด
 คนเรานั้นถูกผิด มีหลายอย่างที่พูดง่ายหลายอย่างที่พูดยาก ถูกผิดที่พูดง่ายเช่น หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสามอันนี้เห็นชัดว่าผิด (ผิดจริง ๆ นะ) ถูกผิดที่พูดยากเช่น กระโปรงขนาดไหนถึงเรียกว่าโป๊ เวลาเจอผู้ใหญ่ต้องพูดแบบไหน ควรแต่งงานอายุเท่าไหร่ อันนี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวที่มีเขียนไว้ บางคนก็ว่าแบบนี้ถูก บางสังคมก็ว่าแบบนี้ถูก บางประเทศก็ว่าแบบนี้ถูก สิ่งเหล่านี้ถูกผิดขึ้นอยู่กับอะไรนั้นอาจจะเรียกได้ว่าขึ้นกับที่คนแต่ละคนยึดถือ
     ที่ถูกผิดแบบมีหลักยึดมันก็พอจะง่ายที่จะบอกว่าแบบไหนถูก แต่ถ้ามันไม่มีหลักอะไรให้ยึด คนเราก็จะใช้หลักที่ง่ายและสมองสั่งให้ใช้ คือยึดคนรอบตัวว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน พอคนรอบตัวมุงอะไรเราก็อยากมุงมั่ง พอคนใส่สีขาวดำเราก็รู้สึกว่าควรจะใส่ด้วย คนในผับแดนซ์กันเราก็รู้สึกว่าควรจะไปแดนซ์ เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาทำอย่างไร และที่ถูกก็คือแบบนั้น  เช่น พอเข้าผับแล้วไปนั่งเฉย ๆ กินอาหารกับน้ำอัดลม มันก็เลยกลายเป็นเรื่องผิดแปลก
     ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นมีพื้นฐานมาจากสิ่งนี้นี่เอง
     โลกเราไม่ได้หน้าตาเหมือนเดิมตลอดเวลา ผ่านไปหนึ่งปีอะไร ๆ ก็เปลี่ยน คนในสังคมก็เปลี่ยน คนที่ใช้ชีวิตมาในสังคมแบบไหนก็จะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่ใช้ชีวิตมาในสังคมอีกแบบก็จะมีความคิดอีกแบบ และตามที่บอกมาแล้วถูกผิดของคนขึ้นกับคนรอบตัวมาก ๆ คนที่เกิดในยุคสมัยเดียวกันก็มักจะคิดคล้ายกัน คนที่อยู่ในเวลาต่างกันก็จะคิดต่างกัน เพราะว่าคนรอบตัวพวกเขาไม่เหมือนกัน
     ตัวอย่างเช่น ถ้าเมื่อยุค 1960 หรือ Sixty ที่เราคุ้นหู ด้วยอิทธิพลของเอลวิส ใครไว้จอนใส่กางเกงขาบานก็เป็นการแต่งตัวปกติที่ถือว่าถูกต้อง เพราะคนอื่นเขาก็แต่งแบบนี้ ใครไม่ทำสิจะเป็นคนเชยระเบิด แต่เมื่อคนรุ่นนั้นแก่ตัว มามีหลานในสมัยนี้ที่แต่งแนวพังค์สีแสบ ๆ โกรกผมนุ่งสั้น ก็คงคิดว่าคนรุ่นนี้มันแต่งอะไร ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ส่วนวัยรุ่นสมัยนี้ถ้าเห็นคนมาแต่งไว้จอนขาบานก็คงคิดว่าพวกนี้แต่งอะไรไม่เข้าท่าเหมือนกัน เรื่องนี้ก็พอจะโยงกับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจวัยรุ่นแต่งตัวสั้น ๆ โป๊ ๆ ได้ เพราะในสมัยที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นไม่มีใครแต่งแบบนี้กัน

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

     ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งตัวเท่านั้น การใช้ชีวิตการประกอบอาชีพของคนในแต่ละเวลาก็ต่างกัน คนในวัยรุ่นสมัยสักหลายสิบปีก่อน ยิ่งเป็นคนจีนต้องสร้างฐานะของตัวเองด้วยความยากลำบาก และจากความยากจนมาก่อนจึงเห็นคุณค่าของเงินและการเลี้ยงชีพ แต่พอมาในคนยุคต่อไปคนที่เป็นวัยรุ่นเกิดมาในสังคมที่เพียบพร้อมกว่า คนใช้เวลาไปกับดนตรี กีฬา ศิลปะ ความบันเทิง ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติของสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็ทำกัน จึงไม่แปลกใจที่เป็นปัญหาเกือบทุกบ้านคือ ลูก ๆ อยากทำตามความฝัน แต่พ่อแม่อยากให้ลูก ๆ มีฐานะมั่นคง
     เกิดมาในเวลาต่างกัน ก็เห็นว่าอะไรถูกผิดต่างกัน พ่อแม่เลยไม่เข้าใจลูก ครูเลยไม่เข้าใจนักเรียน เจ้านายอายุมากกว่าไม่เข้าใจลูกน้องที่อายุน้อยกว่า
ก็ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันหน่อย เพราะบางเรื่องในสมัยก่อนถือว่าถูกแต่สมัยนี้ถือว่าผิด และในบางเรื่องสมัยก่อนถือว่าผิดแต่สมัยนี้ถือว่าถูก และอย่างที่พูดไว้แล้วถูกผิดแบบนี้มันไม่มีความตายตัว มันเปลี่ยนไปตามสังคม ซึ่งสังคมก็เปลี่ยนไปตามเวลา
     ความจริงแล้วจะเกิดในเวลาไหนก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกัน คือความไม่เข้าใจกันว่าทำไมอีกฝ่ายถึงคิดไม่เหมือนตัวเอง และความต้องการที่จะอยากให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน
     หากใจกว้างยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเหตุผลของอีกฝ่ายเสียหน่อย
     จะต่างยุคต่างสมัยกันขนาดไหน  ก็น่าจะยังมีโอกาสที่จะเข้าใจกัน .
 

Tags:

May 26

ปัญหา!!!

by Pla 

ปัญหา

    ปัญหามักปรากฏตัวได้ทุกที่  ทุกเวลาและที่สำคัญเราไม่อยากเจอปัญหา แต่ไม่เคยมีใครหนีมันพ้น  ตราบใดที่เรายังต้องมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ต้องอาศัยอยู่กับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ ทุกชีวิตเกิดมาพร้อมกับปัญหา เราเองก็มีชีวิตอยู่กับปัญหาทุกวันเหมือนกัน เพียงแต่เราจะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่าต่างหาก ไอ้ปัญหาเล็กๆน้อยๆที่เราชินกับมัน เราก็รู้วิธีรับมือกับมัน แต่ถ้าเราเจอปัญหาที่หนักหนาแล้วเราจะทำยังงัยกันดีหว่า?????  สงสัยต้องเริ่มจากการยอมรับว่ามันเป็นปัญหาซะก่อนดีกว่า คือ ทำใจว่าเรามีปัญหาซะแล้ว!!! ทำใจได้แล้วก็ลองดูสิว่าปัญหามันคืออะไร เกิดจากอะไร หนักหนายังงัย ถ้ายอมรับความจริงได้ คงไม่มีอะไรลำบากกว่านี้อีกแล้วล่ะ ยังไม่หมดแค่นี้นะ จากนั้น เราก็ต้องแยกแยะปัญหาว่ามันเป็นปัญหาที่แก้ได้ หรือ แก้ไม่ได้ ถ้ามันแก้ได้ก็แก้ไป ที่สำคัญควรหาวิธีการแก้ให้ได้มากกว่า 1 วิธีนะ แต่ไม่ต้องเยอะมากหรอก มันจะทำให้เรางงซะเปล่าๆ แล้วเราก็ลองเลือกดูว่าจะเลือกวิธีไหนถึงจะดีที่สุด ส่วนปัญหาไหนถ้าแก้ไม่ได้ก็อย่าไปพยายามแก้ให้มันเสียเวลาเลย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า และแล้วก็มาถึงสิ่งสุดท้ายและท้ายสุด เราก็ประเมินซะหน่อยนะว่าวิธีที่เราแก้ปัญหาไปน่ะมันได้ผลอย่างที่คาดหรือแก้ปัญหาได้มั้ย ถ้ามันใช้ได้ก็จำไว้ด้วยล่ะ ที่สำคัญ อย่าให้ปัญหาหนึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆเพิ่มขึ้นมาอีก ไม่อย่างนั้นล่ะก็ต้องปวดหัวกันมากกว่าเดิม…แล้วจะหาว่าไม่เตือน …

Tags:

May 11

จิตใจอยู่หนใด

By NusNus

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          คำว่า “หัวใจ” หรือ “จิตใจ” เป็นคำที่ผู้เขียนเองคิดว่าคนทั่วไปใช้บ่อยคำหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเพราะผู้เขียนเรียนคณะจิตวิทยาก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามจากการสังเกตทั่ว ๆ ไป เช่นจากเนื้อเพลง จากงานศิลปะ จากศาสนา คำว่าหัวใจหรือจิตใจต่างก็เป็นสิ่งที่พูดถึงกันโดยทั่วไป

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          หัวใจหรือจิตใจ ณ ที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะของร่างกายที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ แต่จิตใจหมายถึงจิตใจแบบที่เป็นนามธรรม สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก รัก เกลียด ดีใจ เสียใจ ต่าง ๆ หรือตามคำในลักษณะว่า คนไม่มีหัวใจ คนนี้จิตใจงาม หัวใจบอกให้ทำ รักจากใจ อะไรทำนองนั้น

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          จิตใจตามความหมายของจิตวิทยาจะว่าแตกต่างก็แตกต่างจากจิตใจตามความหมายของบุคคลทั่วไป โดยความหมายของจิตวิทยา จิตใจหมายถึงสิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมทั้งความคิด และการกระทำของมนุษย์ ในความหมายนี้กว้างกว่าความหมายของคนทั่วไป โดยผู้เขียนคิดว่าหากคนทั่วไปพูดถึงการกระทำที่เกี่ยวข้องกับจิตใจก็น่าจะหมายความถึงการกระทำหรือความคิดที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกลึกซึ้ง เช่น ความรัก ความเมตตา ในทำนองนี้เสียมากกว่า หากมีนักธุรกิจที่ทำให้คู่แข่งผู้เป็นเพื่อนล้มละลายเพื่อผลประโยชน์ การกระทำแบบนี้คนทั่วไปอาจจะเรียกว่าเป็นคนไม่มีหัวใจ แต่การกระทำอะไรก็ตาม จิตวิทยาก็ถือว่ามาจาก “จิต” ทั้งนั้น

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          การยอมรับว่า “จิตใจ” มีอยู่ในโลกของปรัชญา และวิทยาศาสตร์ค่อนข้างยุ่งยากทีเดียว จิตใจจะว่ามองเห็นด้วยตาเปล่าก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง และก็อาจจะบอกว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็อีกส่วนหนึ่ง
          ทางวิทยาศาสตร์นั้น คนเราเข้าใจมานานแล้วว่า ความนึกคิดต่าง ๆ และการสั่งการอวัยวะของร่างกายหลายส่วน มาจากสมอง เราจะเริ่มคิดหรือเริ่มทำอะไร ในกลไกที่เรารู้ตัว หรือแม้แต่บางกลไกที่เราไม่รู้ตัวก็มาจากการทำงานของสมองทั้งนั้น จะว่าจิตใจอยู่ที่สมองก็คงจะไม่ผิดอะไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          แต่อย่างไรก็ตาม สมองเป็นเหมือนจิตใจในส่วนที่มองเห็น หรือจะให้เปรียบเทียบก็อาจจะเป็นเครื่องกล แต่ปัญหาคือกลไกการทำงานของจิตใจไม่เหมือนเครื่องกล แบบนาฬิกา หรือเครื่องซักผ้า ที่มีกลไกทางมอเตอร์ไฟฟ้า เฟือง ลาน ชัดเจน แต่สมองไม่ใช่ กลไกการทำงานของสมองแม้แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่รู้ทั้งหมดว่าสมองส่วนไหนทำอะไรบ้าง และถึงจะรู้ก็ยังไม่รู้ถึงระบบการทำงานของมันอย่างชัดเจน จะให้บอกว่าเมื่อเราเดินไปเจอคน ๆ หนึ่ง แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดรู้สึกว่ารักคน ๆ นั้นขึ้นมา จะบอกว่าอะไรทำงานอย่างไร แล้วระบบที่ก่อให้เกิดความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งจะอธิบายให้ชัดเจนนั้นก็ยังทำไม่ได้เท่าไรนัก จิตใจที่มองไม่เห็นคือส่วนนี้

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ถ้าจะให้ผู้เขียนเปรียบเทียบก็อาจจะเทียบว่าจิตใจที่มองเห็นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นวัตถุจับต้องได้ ส่วนจิตใจที่มองไม่เห็นก็คือโปรแกรม ต่างกันนิดหน่อยที่โปรแกรมของจิตใจนั้นยากที่จะเข้าใจว่าหน้าตาของมันเป็นอย่างไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ในตอนนี้ทั้งจิตวิทยา และสรีรวิทยาต่างก็กำลังขะมักเขม้นศึกษากลไกของสมองอยู่ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตเราอาจจะรู้ถึงการทำงานของสมองได้ทั้งหมด ซึ่งก็หมายความว่าได้เข้าใจจิตใจไปเสียส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามสมองไม่ใช่ทุกอย่างของจิต เพราะจิตใจหรือสิ่งที่คอยควบคุมความคิดและการกระทำนั้นต่างถูกส่งผลโดยสิ่งอื่น ๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เราอารมณ์เสียได้โดยอากาศร้อน หรือความรู้สึกหิวก็มีผลบางส่วนมาจากกระเพาะลำไส้ 

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ตอนนั่งเขียนบทความนี้ผู้เขียนนึกถึงจิตใจ ผู้เขียนก็ยังนึกถึงหัวใจที่อยู่ที่หน้าอก แล้วผู้เขียนก็นึกถึงคนอื่น  หรือแม้แต่ดารานักร้องเวลาพูดถึงหัวใจก็มักจะใช้มือจับที่หน้าอกข้างซ้าย ผู้เขียนเองก็คิดว่าเพราะอะไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          คนสมัยก่อนคิดว่าความรู้สึกมาจากหัวใจที่อยู่ที่หน้าอก ซึ่งก็ส่งอิทธิพลมายาวนานจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนคิดเองว่าอาจเป็นเพราะเวลาเกิดความรู้สึกที่รุนแรงบางอย่างเช่น กลัว หรือแม้แต่รัก หัวใจมักจะเต้นแรง การเชื่อมโยงของความรู้สึกกับการเต้นของหัวใจทำให้คนคิดว่าที่มาของความรู้สึกมาจากหัวใจตรงนี้เอง
          จะเพราะความเคยชินหรืออย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองก็คิดว่าถ้าพูดถึงจิตใจแล้วจับที่หน้าอกซ้าย ก็คงดูดีกว่าจับที่หัวเยอะ.

Tags: ,

Mar 26

ไม่!!….ไม่!!…ไม่!!..
by Pla

     เมื่อคุณต้องเจอกับสถานการณ์ที่แสนจะลำบากใจ ไม่ว่าจะเกิดจากเพื่อนรักยืมเงิน ถูกเกลี้ยกล่อม ถูกชักชวน ตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้แล้ว….ก็ยังมีเหตุการณ์อีกร้อยแปดพันเก้าที่ทำให้คุณต้องประสาทเสีย คุณจัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร  ปล่อยมันไปเรื่อยๆ..ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง…ลุกขึ้นสู้…หรือถอยหนี

      คุณกล้าที่จะพูดคำว่า ” ไม่ ” หรือเปล่า?? ( ตอนนี้อาจจะมีคนตอบว่า…ไม่!!!!…ก็ได้ ) บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกว่าการที่คุณไม่กล้าพูดคำว่า ” ไม่ ” อาจจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอกใช้ หรือถ้าหากคุณไม่รู้จักการปฏิเสธอย่างแยบยลและแนบเนียน ตัวคุณเองก็อาจต้องเสียสัมพันธภาพไป อาจจะบาดหมางใจกันกับพี่น้อง  เพื่อนฝูง และบางครั้งมันก็อาจจะเป็นเหตุทำให้คุณไม่บรรลุเป้าหมายของตัวเอง หรือกระทั่งไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่คุณตั้งใจไว้ก็ได้ ถ้าคุณกำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้แล้วล่ะก็ เราอาจช่วยคุณได้ …ลองเข้ามาใกล้ๆสิคะ

      เทคนิคในการปฏิเสธนั้นมีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณ๊ แต่ละคน แต่ละเหตุการณ์ หยิบไปลองใช้กันดูก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน !!!

  • การปฏิเสธโดยไม่ปฏิเสธ ความแยบยลของวิธีนี้อยู่ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าขาดเหตุผลแล้วถอนข้อเรียกร้องไปเอง วิธีนี้มันใช้ได้ดีในกรณ๊ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าข้อเรียกร้องและพฤติกรรมของตัวเองผิดจากเหตุผลปกติทั่วไป ซึ่งอาจจะทำให้เขามีสติมากขึ้น รวมทั้งฟื้นฟูความเห็นใจ มโนธรรม และคุณธรรมน้ำมิตร กระทั่งรู้ตัวและถอยไปเองโดยไม่ ” รบ “

nono1.gif

  • วิธีย้อนอย่างสุภาพ จัดเป็นศิลปะขั้นสูงอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อถูกใส่ร้าย ถูกโจมตี โดนหยามหมิ่น บริภาษ หรือตำหนิโดยไม่สมควร เราก็น่าจะลองย้อนอย่างสุภาพดูบ้าง ยิ่งถ้าย้อนอย่างสุภาพและมีอารมณ์ขันด้วยแล้วล่ะก็ จะเห็นผลชะงัดนักเชียวแหละ เช่น มีคนถามคุณว่า ” คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ? ” ก็ให้ลองตอบกลับเค้าไปว่า ” ปัญหานี้ผมยังไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะ ว่าแต่คุณชอบคิดว่าตัวเองเป็นใครอย่างนั้นหรือ ?

nono2.gif
nono2-1.gif

  • วิธีลดความคาดหวังของอีกฝ่ายหนึ่ง บางคนเห็นเราใจดี ใช้ให้ทำอะไรก็รับปากไปหมด ไม่เกรงอกเกรงใจกันซะบ้างเลย  คนประเภทนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้วิธีนี้กับพวกเค้า ใช้แบบแยบยล ทำให้เขาถอยไปเองอย่างไม่รู้ตัว เริ่มจากอย่าตอบสนองทุกอย่างที่เค้าเรียกร้อง พร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ไม่สามารถทำให้ได้เพื่อให้เค้าเข้าใจเราบ้าง ซึ่งเค้าก็จะอ่อนข้อแก่เราอย่างแน่นอน ( แต่เหตุผลของเราก็ต้องหนักแน่นและสมเหตุสมผลด้วยนะ….แถวๆบ้านคุณอาจเรียกว่าข้ออ้างก็ได้ )

nono3.gif
nono3-1.gif

  • ปฏิเสธอย่างเป็นมิตร เราจะต้องหาวิธีในการลดความผิดหวังของอีกฝ่ายให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ถ้ามีคนชวนเราไปทานอาหารเย็น แล้วเราไม่อยากไป เราอาจพูดว่า ” เสียใจด้วยนะ คุณน่าจะบอกล่วงหน้าสักสามวัน ให้มีเวลาเตรียมตัวหน่อย ไปอย่างนี้ขาดทุนแย่ เมื่อตอนเที่ยงทานข้าวไปตั้งเยอะ ไว้ครั้งหน้าดีกว่า จะล้างท้องเตรียมไว้รอเลยทีเดียว “

nono4.gif

    ยังมีอีกมากมายหลายวิธีเลยล่ะแต่ว่าลองเอา 4 วิธีนี้ไปใช้กันก่อนก็แล้วกัน ใช้แล้วเวิร์คไม่เวิร์ค อย่าลืมกลับมาบอกกันบ้างนะคะ….

Tags:

Mar 24

ให้ตายสิ!!!!วันนี้ฉันเจอสิ่งล้ำค่า 
เรื่อง: Pla

รูปประกอบบทความ: ให้ตายสิ!!!!วันนี้ฉันเจอสิ่งล้ำค่า

        คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดในชีวิตของคุณ  บ้าน? รถยนต์? เงินทอง? ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับฉันที่พูดมาไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งมีค่าอย่างแท้จริงเลยล่ะ ( แอบบอกก็ได้ว่าเมื่อก่อนก็คิดว่ามันมีค่าเหมือนกัน ) วันนี้…ฉันค้นพบแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่แท้จริง  ก็…ตัวฉันเองอย่างไรล่ะ  ฉันพูดจริงๆนะและที่แน่ๆฉันไม่ได้หลงตัวเอง แล้วตัวคุณล่ะ คิดว่าตัวเองมีค่ามากมายแค่ไหนกัน มีคนเคยบอกคุณมั้ยว่าคุณเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัศจรรย์ที่สุดที่เคยมีมาในโลกใบนี้ ฉันว่าบางทีคุณอาจจะประเมินค่าตัวคุณเองต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างไม่น่าให้อภัย คุณอาจจะใฝ่หาความสำเร็จ ความสุข ความมั่นคงให้กับตัวเอง ว่าแต่คุณใช้สิ่งที่คุณมีอยู่แล้วได้ดีแค่ไหนกันนะ??? มีคนเคยพูดให้ฉันฟังแหละว่า…คนส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น 3 - 5 อย่าง แต่ที่แน่ๆทุกคนมีพรสวรรค์อย่างน้อยหนึ่งอย่าง อยากรู้มั้ยล่ะว่าพรสวรรค์ของคุณคืออะไร?? ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ลองมาดูกันก็ได้..

  • มันมักเป็นความสามารถที่คุณทำได้เสมอ โดยไม่ต้องจดจำวิธีในการทำเลย
  • คุณสามารถทำได้อย่างชำนาญ แม้ว่าจะเป็นการทำในคร้งแรกก็ตาม
  • คุณสามารถทำได้สำเร็จอยู่เสมอเลย
  • คุณทำมันอย่างสนุกสนาน เพราะว่าคุณทำมันสำเร็จบ่อยๆ

        ฉันก็มีพรสวรรค์นะ แต่ขอเก็บไว้เป็นความภูมิใจของตัวเองดีกว่า อย่าโกรธกันนะ…ว่าแต่ว่าคุณน่ะเจอรึยังล่ะพรสวรรค์ของตัวเองน่ะ?? อืมมม…ลืมบอกไปว่าความผิดพลาดของคุณบางครั้งอาจจะเกิดจากการที่คุณพลาดที่จะเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ ก็เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าคุณลองทบทวนดูก็ได้ว่าตอนนี้คุณมีอุปกรณ์อะไรอยู่บ้างที่มันจะนำความสำเร็จและความสุขมาให้คุณ มันเป็นความรับผิดชอบของคุณนะที่จะดูแลของมีค่าของคุณ ที่ผ่านมาคุณอาจจะเห็นแต่ของมีค่าของคนอื่น อย่ามัวแต่อิจฉาเค้าอยู่เลย คุณก็มีเพชรก้อนโตอยู่ในครอบครองเหมือนกัน รีบเอามันไปเจียระไนกันดีกว่า….

“..เรามีเหตุผลกว่า 4 ล้านอย่างให้กับความล้มเหลว แต่ข้อแก้ตัวอย่าให้มีแม้แต่เพียงเรื่องเดียว..”

รุดยาร์ด คิปลิ่ง       

Tags: ,