Mar 17

ที่มา:  สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ภาพประกอบบทความ

วิจัยชี้ชายตัวเตี้ยขี้อิจฉาเป็นที่สุด

     วิจัยชี้ชายตัวเตี้ยขี้อิจฉาเป็นที่สุดส่วนฝ่ายหญิงทั้งสูงไปหรือเตี้ยไปขี้อิจฉาพอๆ กัน

     สำนักข่าวบีบีซีรายงานผลการวิจัยซึ่งทำร่วมกันโดยทีมนักวิจัยชาวสเปนและชาวดัชท์ ที่พบว่าผู้ชายรูปร่างเตี้ยสั้นนั้นมักจะเป็นคนที่ขี้อิจฉามากเป็นที่สุด ทั้งนี้เป็นการศึกษาจากแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างชายและหญิงจำนวนทั้งสิ้น 549 คน

     สำหรับชุดคำถามที่นักวิจัยให้อาสาสมัครตอบนั้นเป็นชุดคำถามที่อธิบายถึงสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นคงหรือรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่ากว่า พร้อมทั้งวัดระดับความรุนแรงของความรู้สึกแบบนั้นต่อแต่ละสิ่งที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยนึกถึง

     ผลการวิจัยพบว่าสิ่งที่ทำให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายรู้สึกไม่มั่นคงที่สุดคือคู่แข่งที่มีหน้าตาดี รวย และมีความแข็งแรงมากกว่า แต่ความรู้สึกเหล่านี้กลับไม่ค่อยเป็นผลต่อผู้ชายที่มีรูปร่างที่สูงกว่า ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นิวไซแอนติสต์

     สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงนั้นพบว่าสิ่งที่พวกเธอรู้สึกอิจฉามากเป็นที่สุดคือความสวยและความมีเสน่ห์ของผู้หญิงคนอื่น และคนที่มีระดับความอิจฉาสิ่งเหล่านี้สูงที่สุดคือผู้หญิงที่มีรูปร่างซึ่งจัดว่าสูงหรือเตี้ย ขณะที่ผู้หญิงที่มีส่วนสูงในเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐานพบว่าเป็นกลุ่มที่มีความรู้สึกอิจฉาคนอื่นในระดับที่น้อยที่สุด

     ทั้งนี้ทีมนักวิจัยที่ทำการศึกษานี้เป็นทีมจากมหาวิทยาลัยในเมืองโกรนิเงน ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเมืองวาเลนเซียในทางตะวันออกของประเทศสเปน พวกเขาระบุด้วยว่านอกจากผลเรื่องความอิจฉาที่วัดได้จากการทำแบบทดสอบแล้ว การวิจัยนี้ยังพบด้วยว่าผู้หญิงที่มีส่วนสูงในเกณฑ์มาตรฐานมักจะมีอนามัยเจริญพันธุ์และมีสุขภาพโดยรวมที่ดีกว่าผู้หญิงที่สูงไปหรือเตี้ยไปด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเธอไม่ค่อยจะรู้สึกอิจฉาคนอื่น

     อย่างไรก็ดีผู้หญิงกลุ่มนี้กลับจะมีความรู้สึกอิจฉาในรูปร่างของผู้หญิงที่มีลักษณะของความเป็นชายอยู่ในตัว มีอำนาจ และมีฐานะทางสังคมที่ดีกว่า และสำหรับในผู้ชายที่มีรูปร่างสูงกว่าคนทั่วไปมักจะไม่อิจฉาใครเพราะว่าการที่พวกเขามีส่วนสูงเยอะนั้นมักถูกมองว่ามีเสน่ห์ดึงดูดใจคนอื่นๆ  มีความโดดเด่น และอีกทั้งยังมักจะประสบความสำเร็จในการสืบพันธุ์อีกด้วย

คนตัวสูงมักถูกมองว่าประสบความสำเร็จมากกว่า

     นักวิจัยกล่าวด้วยว่าส่วนสูงของมนุษย์นั้นเป็นคุณลักษณะทางกายภาพอันแรกที่เมื่อคนอื่นเห็นแล้วจะมีความรู้สึกเชื่อมโยงไปถึงคุณลักษณะของคนคนนั้น ดังจะเห็นได้จากผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่มีรูปร่างสูงกว่ามักจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานของตัวเองมากกว่า มีรายได้มากกว่า และมีแฟนหน้าตาดีกว่าด้วย

     โดยรวมแล้วการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ชายที่มีรูปร่างสูงกว่ามักจะมีข้อได้เปรียบทางกายภาพแต่อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าอันที่จริงแล้วน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอันที่มีผลต่อระดับความรู้สึกอิจฉาของคนไม่ใช่แต่ปัจจัยเรื่องของความสูงเท่านั้น

     คุณไซมอน เกลสธอร์เป จากสมาคมจิตวิทยาอังกฤษกล่าวว่า “ความอิจฉานั้นเป็นความกลัวชนิดหนึ่ง เป็นต้นว่าความกลัวที่จะสูญเสียคนที่เรารักไป และองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือความ รู้สึกมั่นใจในตัวเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าส่วนสูงก็มีส่วนสำคัญต่อการมีความรู้สึกมั่นใจของคน พอๆ กับลักษณะด้อยทางกายภาพอื่นๆ เช่น การมีหัวล้าน”.

Feb 20

by MheeCola

เรื่องเล่างานวิจัย ตอน อะไรที่ช่วยให้เด็กๆออมเงินได้

หมูออมสิน

         วันนี้มีเรื่องเล่าจากงานวิจัยทางจิตวิทยามาให้อ่านกันนะ งานวิจัยนี้อิมพอร์ตมาไกลจากประเทศแคนาดาเลยล่ะ งานวิจัยน่าสนใจทำโดยทีมของคุณ Erskine และผองเพื่อน

         ทีมวิจัยนี้อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องการออมเงิน, ประสบการณ์ทำงาน และลักษณะของกลุ่มเพื่อนของเด็กๆเยาวชน ที่มีอายุตั้งแต่ 12-24 ปี ในประเทศแคนาดา พวกเขาอยากรู้ว่า เจ้า3สิ่งที่บอกไปก่อนหน้านี้นั้นมันจะเกี่ยวข้องกันยังไงหรือเปล่าน้า ทีมวิจัยก็ไปสำรวจแล้วพบผลว่า เด็กที่มีกลุ่มเพื่อนที่มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นกลุ่มที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิต กลุ่มนี้มักจะออมเงินมากกว่าคนที่มีกลุ่มเพื่อนแบบอื่นๆ และก็จะออมเงินด้วยเหตุผลเพื่อการศึกษาในอนาคตของตนเองเยอะกว่าเป็นพิเศษ

เงิน

          นอกจากนี้ก็พบว่าเด็กที่เคยทำงานมาแล้ว ทั้งคนที่ยังเรียนอยู่หรือไม่ได้เรียนแล้วก็ตาม พวกเขาก็มักจะออมเงินมากกว่าเด็กที่ยังไม่เคยทำงานเลย ส่วนเด็กที่ทำงาน Part-time ก็จะออมเงินเหมือนกันแต่จะออมเพื่อเก็บเป็นทุนการศึกษาให้ตนเองเท่านั้น

ทำงานพิเศษหารายได้ระหว่างปิดเทอม

          ผลการวิจัยของทีมนี้ก็ทำให้ผมเห็นว่าถ้าผู้ใหญ่อยากสนับสนุนให้เด็กๆออมเงินกันอย่างจริงจัง ก็ควรจะส่งเสริมให้เด็กได้มีประสบการณ์การทำงานและคำนึงถึงตัวแปรด้านกลุ่มเพื่อนๆของคุณลูกคุณหลานของท่านเองด้วย

          เด็กๆเองก็ควรเลือกคบเพื่อนที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ ใฝ่ความสำเร็จบ้าง ส่วนเพื่อนเที่ยวเล่นสนุกสนานเฮฮาก็คบได้ไม่เสียหายอะไรหรอก แต่ลองคบเพื่อนทั้งสองกลุ่มไปพร้อมๆกันก็น่าจะดีต่อเด็กๆเองแหละ

เงิน

         ทีนี้ขอเล่าประสบการณ์ตรงซึ่งมันเป็นไปตามการวิจัยนี้ด้วยล่ะ อย่างส่วนตัวผมเองก็มีเพื่อนคนหนึ่งที่เขาทำงานหาเงินและก็เก็บเงินจนตอนนี้มีเงินอยู่ในบัญชีเป็นแสนๆบาทแล้วล่ะ ผมก็เห็นตัวอย่างจากเพื่อนคนนี้นี่แหละ มันเลยทำให้ผมใส่ใจกับเรื่องเงินๆทองๆมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆกับเรื่องเรียนและเรื่องความรักเลยนะ จนปัจจุบันนี้ทำให้ตัวผม จากที่ไม่เคยออมเงินได้เลยกลับมาเป็นคนที่มีเงินออมส่วนตัวแล้วล่ะ

ทุบกระปุกหมู

         เรื่องออมเงิน คุณก็คงเคยออมใช่ป่ะ หยอดกระปุกออมสิน ฝากเงินเข้าธนาคารอะไรแบบนั้นก็น่าจะเคยทำมากันบ้างแล้ว แต่มันเก็บไม่อยู่ใช่ไหมล่ะ ออมทีไร เงินหายทู๊กที เอาล่ะ เมื่อพูดถึงสาเหตุที่เราไม่ประสบความสำเร็จในการออมเงินเนี่ย ก็เลยนึกถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เขาบอกไว้ว่าเป็นเพราะคนๆนั้น ขาดเป้าหมายในการออม (Goal) คือ คุณไม่รู้ว่าจะออมเงินไปทำไม เพื่ออะไรและเพื่อใคร แล้วทีนี้คุณจะบอกได้ยังไงว่ามันควรจะเรียกว่าประสบสำเร็จตอนไหนล่ะ จริงไหม อย่างน้อยคุณต้องมีเป้าหมายในใจว่า จะออมเพื่ออะไร เพราะ เป้าหมายในการออมนั้นมันจะทำให้การออมสามารถทำได้จริง

ออมเพื่ออนาคต

         เรื่องของอายุก็เกี่ยวข้องกับการออมนะ คนที่อายุต่างกันก็มีเป้าหมายในการออมต่างกันด้วย คือ เด็กที่มีอายุแก่กว่าก็จะบอกว่าตัวเองออมเพื่อความต้องการของตนในอนาคต ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่าก็จะบอกว่า ตัวเองออมเงินไปเพื่อซื้อสิ่งของอันใดอันหนึ่ง เช่น หนูจะเก็บเงินเอาไว้แล้วจะได้ซื้อ Playstation 3 จะได้ซื้อบาร์บี้

วัยรุ่น

         คนที่มีอายุเยอะกว่าก็จะคิดถึงเรื่องเงินออมมากกว่าคนที่อายุน้อย เพราะ พัฒนาการทางด้านความคิดจะไม่เหมือนกัน อย่างวัยรุ่นจะไม่ค่อยคิดหรอก เจ้าเรื่องเงินองเงินออมเนี่ย เพราะ วัยรุ่นน่ะจะไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไรนัก สังเกตดูสิว่าวัยรุ่นชอบที่จะจ่ายมากกว่าเก็บออมเพื่ออนาคต จริงไหม

ออมเงินอย่างมีเป้าหมาย

         ถ้าอย่างนั้นแล้ว เด็กๆลองมาออมเงินอย่างมีเป้าหมายกันดูไหมล่ะ แล้วจะรู้สึกภูมิใจแน่นอน เมื่อเห็นตัวเลขเงินเก็บในสมุดบัญชีที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นและที่สำคัญมันมาจากความอดทนและความตั้งใจของตัวเราเองนี่แหละ

         วันนี้ก็ไม่มีอะไรนอกจากจะเพียงแค่เตือนเด็กๆเอาไว้ในเรื่องเงินๆทองๆเท่านั้นเองแหละจ้า.

ลิงค์
ใครสนใจทำงานช่วงปิดเทอม คลิกดูรายชื่อบริษัทที่นี่

ที่มา: จากงานวิจัยเรื่อง Peer crowds, work experience, and financial saving behaviour of young Canadians ของ Erskineและคณะ ดูได้ในเว็บ www.sciencedirect.com

Tags: , , , ,

Feb 18

by เป้ pay39.spaces.live.com

ดูดวง - กรรม - การกระทำ

ภาพประกอบบทความดูดวง

ดูดวง??

     ถ้าพูดถึงเรื่องดูดวงเราว่าทุกคนก็คงเคยดูกันแหละ ไม่ว่าจะดูขำๆจากนิตยสาร หรือไปดูจริงจังกับหมอดู เราเองก็เคยดูมาหลายแบบแล้วล่ะ แต่เคยไปดูกับหมอดูก็เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว

ภาพประกอบบทความ: ดูดวงไพทาโร่ต์

     แบบว่านั่งอยู่มหาลัยช่วงเย็นๆ ว่างๆ ก็คุยกับเพื่อนเรื่องดูดวง เลยพากันไปให้อาจารย์คนหนึ่งดูลายมือ อาจารย์ก็น่ารักมากมาย ถึงแม้กำลังจะกลับบ้านแล้วแต่ก็อุตส่าห์ดูให้ ตอนแรกดูกันสองคน ตอนหลังมาดูกันใหญ่ สนุกกันเลย 555 พอมาเล่าให้เพื่อนเก่าฟัง มันก็เลยอยากดูบ้าง เลยพาไปดูแถวตลาด เป็นไพ่ยิปซี เราก็ดูขำๆ แต่พอได้ดูดวงจากสองที่ เอามาเทียบกันรู้สึกแตกต่างกันมากเลยแฮะ   

ภาพประกอบบทความดูดวง

     อาจารย์ที่ดูลายมือให้ที่เล่ามาตอนแรก เขาก็จะบอกว่าอย่าไปยึดมันมาก เส้นมันบอกแค่แนวโน้มในชีวิตเรา แต่มันจะเป็นจริงได้ไหม ก็ขึ้นกับตัวเราด้วย แต่ว่าหมอดูที่ตลาดนี่แบบ โอ้โห อยากได้อะไร ต้องไปบนที่โน่นที่นี่นะ แล้วจะได้แก้เคล็ด ดวงจะดีขึ้น พอกลับมาคิดแล้วก็รู้สึกว่า การดูดวงเนี่ย ถ้าคนที่เชื่อไปหมด ไปเจอกับหมอดูแบบนี้ก็อันตรายน่าดูว่ะ

     คนที่เชื่อซะทุกอย่างที่หมอดูทำนาย ถ้ามาเจอหมอดูที่บอกแต่ให้ไปบน ไปทำนู่น ทำนี่อะไรงี้ก็ตายกันพอดี จะนอนงอมืองอเท้ารอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปขอไว้ช่วยให้สมหวัง แล้วมันจะเป็นไปได้ไงล่ะ เหอๆ

ภาพประกอบบทความดูดวง

     อีกอันนึงที่อันตรายก็คือ คนจะเชื่อดวงมากไปจนในที่สุดมันก็เป็นตามนั้น หรือที่เรียกว่า Self-fulfilling prophecy ( คือ คำทำนายที่มันเป็นจริงขึ้นมา) เช่นถ้าหมอดูทักว่าช่วงนี้จะแย่หน่อยนะ ก็จะเริ่มนอยด์ เริ่มคิดมากละ “อุบ๊ะ! ฉันจะเจอไรซวยๆอีกนะ” แล้วพอเจอเรื่องซวยๆขึ้นจริง เราก็จะยิ่งไปย้ำอีกว่า “บ๊ะ! แม่ง ซวยจิงๆด้วยว่ะ” แต่ถ้าเจอเรื่องดีๆ ก็ดีใจไป แล้วก็จบแค่นั้น       

ภาพประกอบบทความดูดวง: ฮวงจุ้ย

     แต่ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้บอกว่าเราไม่เชื่อเรื่องดวงนะ เราก็เชื่อ แต่เชื่อในลักษณะที่มันคือกรรมของเราที่ส่งผลให้เจอเรื่องต่างๆในปัจจุบัน และกรรมก็คือการกระทำของเรานี่แหละ ที่นี้ก็เลยสงสัยว่าในเมื่อเราเชื่อในการกระทำของตัวเองแล้วจะไปดูดวงทำไม

     คิดๆดูแล้วที่ไปดูก็เพราะว่าขี้เกียจแหละ 55 ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี แทนที่จะค้นหาด้วยตัวเอง ก็โยนความรับผิดชอบไปให้หมอดูซะเลย “นี่..หมอดู บอกมาหน่อยว่าอนาคตจะเป็นไง ทำงานอะไรดี คนที่คบอยู่เป็นแบบไหน จะมีแฟนเมื่อไร” 555 ใครคิดว่าตัวเองดูดวงเพราะอะไรก็บอกด้วยละกัน อยากรู้

ภาพประกอบบทความดูดวง: นักษัตร

     ก็ฝากไว้ละกันสำหรับคนชอบดูดวง ว่าทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ลงมือทำนะ

     ถ้าว่างๆลองอ่านอันนี้ดู เป็นไดอารี่ของพี่ปอย วงPortrait อ่านแล้วได้อะไรเยอะดี คนเหนือดวง แล้วก็อันนี้ นรกของผู้แพ้ อ่านแล้วให้กำลังใจดี  (ลิงค์อยู่ที่ท้ายเรื่องนะ)

ป.ล. อยากดูดวงเป็นมั่งว่ะ เอาไปใช้กับ Counseling เวิร์คน่าดู หะๆ

ภาพประกอบบทความดูดวง: ดวงดาว

เสริม
ความคาดหวังสร้างความจริง หรือ Self-fulfilling prophecy อ่านว่า “เซลฟ์-ฟูล-ฟีล-ลิ่ง-โพร-เฟ-ซี่” คือ คำกล่าวที่มีผลทำให้คำกล่าวนั้นเป็นจริงขึ้นมาทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

ลิงค์
คนเหนือดวง http://inmydream.diaryis.com/?20070726
นรกของผู้แพ้ http://inmydream.diaryis.com/?20070830

ขอขอบคุณรูปภาพจาก veer.com, sanook.com, siamha.com

Tags: , , , , , ,

Feb 17

  by NusNus

ฉลาดนั้นสำคัญไฉน

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน

                ตอนนี้มีสินค้าอะไรต่อมิอะไรให้ซื้อเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าปัจจัยสี่ที่ขาดไม่ได้ สินค้าที่สร้างความบันเทิงความสนุกสนาน ไปจนถึงสินค้าที่ซื้อความฉลาด อย่างตอนดูทีวีหรือขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเห็นคุณหนูดีที่เป็นพรีเซนเตอร์สินค้ายี่ห้อหนึ่งโดยมีคอนเซปส่งเสริมความสามารถทางสมองโดยการฝึกฝน และการดูแล (เช่นการกินผลิตภัณฑ์ที่ว่า) โดยสินค้าที่ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ช่างเหอะเพราะนี่คือคอลัมน์จิตวิทยาไม่ใช่เภสัช หรือการตลาด

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : สมอง

                “ความฉลาด” เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างแน่นอน เพราะความฉลาดก็มีผลต่อพฤติกรรม (ความคิด หรือการกระทำ) ของบุคคล ส่วนเรื่องที่ว่าฉลาดคืออะไรนั้นก็มีทฤษฎีที่อธิบายไว้หลากหลายมากมาย แต่เอาเป็นว่าฉลาดก็คือคิดหรือทำอะไรได้เก่ง หรือคำว่าฉลาดที่ทุก ๆ คนเข้าใจก็แล้วกัน

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : พ่อแม่

                ค่านิยมว่าคนควรจะฉลาดนั้นคงมีมานานแล้ว เพราะผู้เขียนคอลัมน์เองตั้งแต่เกิดมาก็ถูกครอบครัวส่งเสริมให้ลูก ๆ ฉลาดอย่างยิ่งยวด และคิดว่าคุณปู่ ย่า ตา ยาย ก็น่าจะส่งเสริมให้ลูก ๆ ตัวเองฉลาดเช่นกัน (ไม่เคยได้ยินว่าใคร ๆ อยากให้ลูกตัวเองโง่)

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : ถ้าฉลาดก็จะอยู่รอด

                ความฉลาดมีความสำคัญจริง ในแง่ของความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต สัตว์ที่ฉลาดก็น่าจะรู้วิธีหาอาหาร ล่าเหยื่อ หรือหลบหลีกอันตรายได้ดีกว่า ความฉลาดจึงเป็นคุณลักษณะที่เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์รู้สึกได้ว่ามีประโยชน์จริง ๆ นั่นแหละ

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : สัตว์ฉลาดที่จะล่าเหยื่อ

                แต่ควรจะฉลาดขนาดไหนนั้น ถ้าเป็นสัตว์จะเห็นภาพชัดคือ ถ้าตัวไหนไม่ฉลาดพอที่จะหาอาหาร หรือหนีศัตรูก็มักจะไม่ค่อยมีชีวิตรอด แต่มนุษย์นั้นต่างกัน

                คนเราเป็นสัตว์สังคมที่ค่อนข้างเหนียวแน่น เราอยู่อย่างไม่มีผู้ล่า และอาหารเราก็อุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ป้าแจ่มหน้าปากซอย จนถึงร้านในพารากอน ความฉลาดที่จำเป็นที่คนเราจะมีชีวิตรอดน่าจะไม่ต้องมีมากขนาดนั้น แค่พอที่จะสื่อสารได้ ทำงานได้ หาเงินปัจจัยสี่ได้ก็อยู่รอดแล้ว พูดได้อย่างจริงจังว่าถ้าแค่เพื่อมีชีวิตรอด เราไม่ต้องฉลาดมาก เราก็อยู่ได้

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : มนุษย์มักเปรียบเทียบ

                แต่ปัญหาคือคนในสังคมชอบการเปรียบเทียบ ใคร ๆ ก็ไม่อยากน้อยหน้าใคร จะบอกว่า แกโง่กว่าฉัน มันก็ไม่น่าจะมีใครพอใจหรอก ใคร ๆ ก็อยากจะฉลาดมาก ๆ ทั้งนั้น ดูตัวอย่างจากค่าความฉลาดที่ใช้อย่างแพร่หลาย IQ (intelligence quotient) ก็คือค่าที่บอกว่าเราฉลาดกว่าคนทั่วไปขนาดไหน ถ้าจะให้พูดตรง ๆ คือถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่น่าจะมีปัญหาว่าจะโง่หรือฉลาด เพราะยังไงก็คงไม่ฉลาดหรือโง่ไปกว่าใคร เราไม่ได้กลัวที่จะฉลาดน้อย แต่กลัวที่จะฉลาดน้อยกว่าคนอื่น

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : คุณมีความสุขหรือเปล่า

                เมื่อสามสี่เดือนก่อนได้ฟังสัมมนาวิชาการเรื่อง “ไขความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับจิตวิทยา” โดยหัวข้อส่วนหนึ่งคือ “อัจฉริยะควรสร้างเพียงไร” ซึ่ง ผ.ศ. พรรณระพี สุทธิวรรณ ได้มาถกกันว่า แม่ ๆ ทุกคนก็อยากให้ลูกๆของตนฉลาด และความฉลาดนั้นจำเป็นจริง ๆ หรือ? ซึ่ง ผ.ศ. พรรณระพี ก็ตอบได้อย่างน่าฟังว่า ที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกฉลาด ก็เพราะว่าอยากให้ลูกเรียนเก่ง ๆ มีงานดี ๆ มีเงินดี ๆ ที่สุดแล้วก็เพื่อให้ลูกของตน “มีความสุข” นั่นเอง และที่ผ.ศ. พรรณระพี สรุปไว้อย่างพอใจผู้เขียนคอลัมน์คือ ความจริงก็ไม่ต้องทำให้ลูกฉลาดขนาดเป็นอัจฉริยะ แค่ทำอย่างไรให้ลูกมีความสุข น่าจะดีกว่า ถ้าลูกต้องทนตรากตรำเรียนแล้วไม่มีความสุขแล้ว จะอัจฉริยะไปทำไม

                ดังนั้นก็ลอกบทสรุปมาเลยแล้วกันว่า ฉลาดเท่าที่ทำให้มีความสุขแล้วกัน

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : ใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์

                แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่ฉลาดจนอัจฉริยะจะไม่มีความจำเป็น หรือจะฉลาดมากๆไปทำไม เพราะมีวิทยาการเทคโนโลยีมากมายที่ทำให้โลกพัฒนา คิดค้นมาจากบุคคลอัจฉริยะเช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษซึ่งคิดโดยไอน์สไตน์ หรือหลาย ๆ คนที่พูดได้เต็มปากว่าคนธรรมดา ๆ ไม่น่าคิดอะไรแบบนี้ได้

                และก็ไม่ได้แปลว่าจะส่งเสริมให้คนไม่ฉลาด แต่ควรจะพยายามเท่าที่ความสามารถของตนเองจะทำได้และกัน จะให้บวกเลขไม่เอา คูณเลขไม่ไหว หารทศนิยมก็ฆ่ากันดีกว่า ก็เกินไป

รูปภาพประกอบบทความฉลาดนั้นสำคัญไฉน : ใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์

                อย่าอยากฉลาดแค่ว่าต้องการฉลาดมากกว่าคนอื่นหรือฉลาดไปอวดใคร แต่ควรอยากจะฉลาดเพื่อที่จะใช้ความฉลาดให้เป็นประโยชน์

                ฉลาดพอที่จะคิดค้นสูตรยาที่กินแล้วฉลาด ให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองฉลาดเท่ากันหมดก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องมาคิดว่าใครจะฉลาดกว่าใครอีกต่อไป

                ลดหัวข้ออวดลูกตัวเองของพ่อ ๆ แม่ ๆ กับชาวบ้านได้อีกด้วย
               ปริ้นต์ไปให้พ่อแม่ดูสิจ้ะ

               

Tags: , , , , , , , ,

Feb 09

 

By Dtan

การเล่นเกม … เพื่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

          ในช่วงพักเที่ยงของชีวิตนักเรียนมัธยมปลาย ขณะที่ผมกำลังนั่งเบื่อๆ อยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เพื่อนที่ตั้งก๊วนเล่นเกมกันมาตั้งแต่มัธยมต้นก็เดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่เปล่งประกาย
“เฮ๊ย สนใจเล่นเกมนี้ป่าว” พูดเสร็จเพื่อนผมก็ยื่นหนังสือคู่มือเกมหน้าปกสีสันสดใสให้ผมดู
“เกมออนไลน์เหรอ ?” ผมถามพลางเปิดหนังสือดูคร่าวๆ
“ใช่ๆ เคยเล่นกันมาแต่พวกเกมวางแผนการรบกับเกมยิงปืน ลองเปลี่ยนมาเล่นออนไลน์บ้างสิ เรารวบรวมคนที่สนใจได้ 7 คนแล้วนะ สนใจป่าวๆ เราจะได้ไปชวนคนอื่นต่อ” เพื่อนผมเร่งเร้า
“เออ เอาดิ เอาแผ่นมาให้เราด้วยหละ” ผมพยักหน้าตอบไปอย่างไม่ลังเลพร้อมกับรอยยิ้ม

รูปประกอบบทความติดเกม

          นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่ผมได้เริ่มต้นรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อว่า… เกมออนไลน์ ผมจำไม่ได้แน่นอนว่าผมชื่นชอบการเล่นเกมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเกมซุปเปอร์แฟมมิคอม หรือ เก่ากว่านั้นอย่างเครื่องเกมแฟมมิคอม เครื่องขาวจอยแดง ที่หลายๆ คนอาจจะรู้จักในชื่อเครื่องแฟมมิลี่ ผมก็ไม่เคยพลาด จนกระทั่งได้มารู้จักกับเกมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสนใจในเครื่องเกมแบบอื่นๆ ของผมก็หมดไป
          ถ้าจะถามว่าพฤติกรรมการเล่นเกมของผมในช่วงนี้เป็นการเสพติดเกมรึเปล่า คงต้องไปทำความเข้าใจถึงนิยามของ การเสพติดเกม (Game Addiction) ก่อน ซึ่งมีความหมายว่า คนติดเกมจะมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับเกม ไม่สนใจสิ่งอื่นๆ แม้กระทั่งการสนองต่อความต้องการเบื้องต้นของร่างกาย เช่น การกินอาหาร มีอาการคล้ายคนติดยาหรือติดการพนัน ที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี อยากจะหยุด แต่ไม่สามารถทำตามและห้ามตัวเองได้ ซึ่งอาจอธิบายได้ในแง่กลไกการทำงานของสมองว่าสมองมีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมาเมื่อมีพฤติกรรมซ้ำๆ และเมื่อหลั่งสารประเภทนี้ออกมาแล้วทำให้เกิดความสุข เรียกวงจรแบบนี้ว่า Reward Circuit ส่งผลให้สมองส่วนหน้าที่ใช้ควบคุมตัวเองมีความสามารถลดลง ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามความหมายนี้แล้วน่าจะจัดพฤติกรรมการเล่นเกมของผมได้ว่าเป็นการหลงใหลหรือคลั่งไคล้เกมมากกว่า  เพราะแม้ผมจะเล่นเกมอยู่เป็นประจำแทบทุกวัน แต่ก็เป็นการเล่นในเวลาว่าง ยังคงทำกิจกรรมอื่นๆ และใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ

รูปประกอบบทความติดเกม

          จนกระทั่งผมได้มาเริ่มเล่นเกมออนไลน์ เวลาที่ใช้ในการเล่นเกมก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 2-4 ชั่วโมงต่อวัน คำตอบเดียวที่ทำให้ผมสนุกสนานกับการเล่นเกมออนไลน์ในขณะนั้นก็คือ เพื่อน ใช่เลยครับ กลุ่มเพื่อนๆ ที่ชวนผมมาเล่นนี่แหละ การได้แข่งกันเก็บเลเวล การได้มานั่งโม้ว่าได้ไอเทมแบบไหนมาใช้ มาคุยกันว่าจะปั้นตัวละครแบบไหนดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมชื่นชอบและมีความสุขกับการเล่นเกมออนไลน์ ส่งผลให้ผมหลับหูหลับตาเก็บเลเวลในเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเริ่มรู้จักกับเพื่อนใหม่ในเกมออนไลน์ เริ่มมีสังคมเล็กๆ ของผมเกิดขึ้นมา จนผมเริ่มหลงลืมที่จะเก็บเลเวลในชีวิตจริง เวลาที่ใช้ไปกับการเล่นเกมออนไลน์ก็เขยิบมากขึ้นทุกทีๆ มาเป็นวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยไม่รู้ตัวเลยผมได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากเด็กคลั่งไคล้เกมมาเป็นเด็กเสพติดเกมทีละน้อยๆ จนผมมาเสพติดเกมอย่างเต็มตัว

รูปประกอบบทความติดเกม

…. เมื่อผมเริ่มทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องเวลาในการเล่นเกมบ่อยขึ้น
…. เมื่อผมไม่สนใจจะอ่านหนังสือเรียนแม้จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้ก็ตาม
…. เมื่อผมไม่อยากทานอาหารหรืออยากออกไปเที่ยวไหนทั้งนั้นเพราะจะทำให้ผมเสียเวลาเล่นเกม
…. เมื่อในหนึ่งวันผมใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

รูปประกอบบทความติดเกม

          หากถามว่า “อะไร” ที่ทำให้ผมติดเกมออนไลน์ คำตอบหลักๆ ก็คือ เพื่อนเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เพื่อนกลุ่มดั้งเดิมแล้วเท่านั้น แต่เป็นเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ผมได้จากสังคมเกมออนไลน์ เพราะสังคมเล็กๆ ที่ผมได้สร้างเอาไว้ ในตอนนี้มันกลายเป็นสังคมขนาดใหญ่ ผมกลายเป็นคนสำคัญมีคนรู้จักมากมาย ผมสามารถหาแฟนได้จากการคุยกันไม่กี่ประโยค ความฝันหลายๆ อย่างของผมสามารถเป็นจริงได้ในสังคมนี้ ทุกอย่างดูดีและมีความสุขไปหมด แล้วทำไมผมถึงจะต้องหยุดเล่นด้วย…
          วันที่ผมเล่นเกมไปถึงจุดที่เรียกว่าสูงสุดของเกมเท่าที่ตัวละครผมจะเป็นได้ เป็นวันที่ผมดีใจมาก เพื่อนๆ ที่ผมรู้จักในเกมต่างก็มาแสดงความยินดี สำหรับผมวันนี้เป็นวันที่มีความสุขสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็ถูกกระแทกอย่างแรงด้วยคำถามของผมเองหลังจากที่กดปุ่มปิดคอมพิวเตอร์ว่า “พอปิดเกมไปแล้วจะมีใครรู้ไหมนะว่านายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีความสามารถ เป็นตัวละครที่เก่งสุดๆ ?” ผมอึ้งไปนานกับคำถามนี้ เพราะในใจลึกๆ ของผมรู้ดีว่าคำตอบของคำถามนี้ก็คือ “ไม่มี”

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผมอาจจะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในเกมที่เล่นแต่ผมก็เป็นเพียงผู้แพ้อย่างสมบูรณ์แบบต่อจิตใจของผมเอง แพ้ต่อความอยาก แพ้ต่อความหลงสนุก และเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริงในเกมที่เรียกว่า “ชีวิตจริง” ผมมักจะคิดอยู่เสมอเมื่อทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “ก็แค่เกมจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ผมควบคุมตัวเองได้อยู่แล้ว” แต่ในความเป็นจริงผมไม่เคยจะทำได้เลย การคอยหลอกตัวเองโดยไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงในลักษณะนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ความอยากในจิตใจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะมัวแต่ไปคิดว่าความอยากของผมมันไม่ใช่ปัญหา ผมจึงไม่สนใจจะแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมความอยากในการเล่นเกม ทั้งๆ ที่สิ่งนี้แหละ คือ สาเหตุสำคัญ

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผลหลงลืมที่จะตระหนักว่าสังคมที่ผมได้ใช้เวลาอยู่ในเกมออนไลน์นั้นเป็นเพียง สังคมสมมติ ทว่าผมกลับไปให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านั้นมากมายกว่า สังคมจริงๆ ที่ผมอาศัยอยู่ ปัจจัยหรือสิ่งที่ทำให้ติดเกมสำหรับหลายๆ คนอาจจะแตกต่างกันออกไป เพราะเพื่อน, เพราะความสนุก ฯลฯ แต่รูปแบบของการทำให้ติดเกมนั้นไม่น่าจะแตกต่างกัน ซึ่งก็คือ การพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

          การจำกัดชั่วโมงเล่นเกมในเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี, การจัดระเบียบร้านอินเตอร์เน็ต, การรณรงค์ให้เยาวชนและผู้ปกครองทราบโทษของการเล่นเกม สิ่งเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการติดเกมใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ แต่คำถามที่ว่าแก้ที่ตรงไหน? สาเหตุหรือว่าปลายเหตุ อาจจะเป็นคำถามที่น่าใส่ใจกว่า เพราะต้นเหตุจริงๆ ไม่ใช่ใครอื่นไกล มองกลับมาที่ตัวของเราเองนี่แหละ เพราะตัวเราเองคือสาเหตุของปัญหา การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจต่อความรักสนุก ต่อความเพลิดเพลิน การไม่รู้จักรับผิดชอบต่อชีวิตจริงของตัวเองน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ตัวเราเองควรตระหนักถึงและหาทางแก้ไขมากที่สุด

รูปประกอบบทความติดเกม

          แล้วเด็กหรือวัยรุ่นจะมีความสามารถในการคิด ในการตัดสินใจเพียงพอหรือ? คำถามนี้อาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่องของเกมด้วยการสั่งห้าม การกำหนดบทลงโทษ นั่นคือ สิ่งที่สังคมตัดสินแทนเด็กหรือวัยรุ่นไปแล้วว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว … แต่ในความเป็นจริงเรื่องของเกม อาจจะไม่ใช่สีดำหรือสีขาวแบบที่สังคมชอบตัดสิน แต่ว่าเป็นสีเทา จะมีประโยชน์มากหรือมีโทษมากก็ขึ้นกับคนเล่นว่าจะซึมซับอะไรเข้ามา
          ถ้าถามผมว่าเวลาและเงินที่เสียไปในช่วงที่ติดเกมเยอะมากไหม คำตอบคือ เยอะมาก แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วผมได้เพื่อนดีๆ ที่ยังติดต่อกันอยู่แม้จะเลิกเล่นเกมกันไปแล้วไหม คำตอบก็คือ ได้
          สำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การใช้กฎระเบียบจากผู้อื่นมาบังคับก็อาจจะเป็นทางออกที่หลายๆ คนเห็นสมควร แต่ถ้าตัวเราสามารถยอมรับและควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ ก็ดูจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดเพราะ … ชัยชนะใดๆ ก็คงไม่ยิ่งใหญ่มากไปกว่า การรู้จักเอาชนะใจของตัวเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

อ้างอิง    คู่มือ เมื่อลูกติดเกม พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2548 http://www.thaiparents.net

Tags: , , , , , , ,

Feb 05

เรื่อง: พี่หมีแห่งไซโคล่า
รูป : veer.com 

“เรียนจิตวิทยาแล้วมีอาชีพอะไรบ้าง?” คำถามนี้เป็นคำถามที่วัยรุ่นถามบ่อยมากจนคุณสังเกตได้ วันนี้เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่มานำเสนอนั่นคือ ครีมลดความสงสัย ตราไซโคล่า!

เอาละ ไร้สาระกันพอแล้ว คุณลองมาอ่านบทความแปลชิ้นนี้กันดีกว่า….

      เมื่อคนนึกถึงนักจิตวิทยา มักจะคิดถึงนักบำบัดที่เรียนมาสูงๆนั่งอยู่ที่ออฟฟิศหรูหรา หรือคิดถึงนักวิทยาศาสตร์หัวฟูๆในมือถือเข็มอิเล็กโตรดคอยจิ้มสมองเล็กๆหนูทดลองในห้องแล็บ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็จริง แต่เป็นเพียงส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของสิ่งที่นักจิตวิทยาทำ

     นักจิตวิทยาสามารถเข้าไปทำงานได้ในหลากหลายสาขาอาชีพมาก ถึงแม้ว่างานหลักใหญ่ๆจะอยู่ในด้านการบำบัดและการเรียนการศึกษา และส่งที่จะบอกต่อไปนี้คือกลุ่มงานที่คุณๆสามารถเลือกไปทำงานได้หลังจากที่ได้เรียนจิตวิทยา โดยทั่วไปแล้วควรจะจบปริญญาเอกแต่ก็มีบางสายงานที่จบปริญญาโทก็เพียงพอที่จะทำงานได้แล้ว

1.กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษา (Clinician)

ภาพนักจิตวิทยาคลีนิกกับแบบทดสอบชนิดหนึ่ง

     กลุ่มนี้มักจะทำงานในโรงพยาบาล ไม่ก็ตามชุมชนต่างๆ หรือไม่ก็ทำเองส่วนตัวโดยใช้เวลาทำงานของตนเองทั้งวันในการอยู่กับผู้ที่รับการบำบัด โดยทั่วไปแล้วงานกลุ่มนี้จะต้องการการศึกษาระดับปริญญาเอกในทั้งสาขาจิตวิทยาคลินิกและจิตวิทยาการปรึกษา และควรจะได้เรียนเรื่องจิตพยาธิวิทยาและวิธีการรักษาต่างๆมาอย่างดี ในสหรัฐอเมริกาจะมีกลุ่มที่ทำงานแบบนี้ประมาณ 40-45% ของนักจิตวิทยาทั้งหมด

2.กลุ่มนักการศึกษา (Educator)

นักจิตวิทยาที่ทำงานด้านการศึกษาเช่น ครูแนะแนว ให้คำปรึกษานักเรียน หรือเป็นครูสอนจิตวิทยา

     ในสหรัฐฯ นักจิตวิทยามักจะเริ่มต้นทำงานกับด้านการศึกษาอยู่ประมาณ 40%  บางคนก็สอนจิตวิทยา บางคนก็ทำงานวิจัยและให้ดูแลโครงงานวิจัยของนักเรียนนักศึกษา แนะนำการทำวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ของนักศึกษา และบางคนก็ทำวิจัยกันเอง อยู่ในห้องทดลองหรือที่อื่นๆ หลายคนในกลุ่มนี้ก็เหมาเอาหมดทุกงานตามที่ได้กล่าวมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ

3.กลุ่มธุรกิจ (Business)

นักจิตวิทยาในองค์กรธุรกิจ ทำหน้าที่อย่างเช่น วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคนในองค์กร ช่วยคิดแก้ปัญหาระหว่างกลุ่ม หรือทำงานในเรื่องเครื่องจักรกับคนงาน

     นักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การที่ได้รับการฝึกฝน ได้รับการเทรนในแวดวงธุรกิจและการจัดการองค์กร คนกลุ่มนี้จะถูกว่าจ้างโดยองค์กรใหญ่ๆหรือบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการยศาสตร์(Ergonomic คือ การทำให้สถานที่ทำงานและเครื่องใช้ไม้สอยให้เหมาะสมกับผู้ที่ทำงาน) งานที่ได้ทำจะขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจที่เข้าไปทำและความต้องการของบริษัทนั้นๆ แต่ก็ทำอยู่เกี่ยกวับการสัมภาษณ์งาน การจ้างคน การฝึกพนักงาน การเลื่อนขั้นพนักงาน การประเมินการสื่อสารระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่มกัน และช่วยเหลือผู้บริหารในการตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับลูกจ้างและนโยบายกฏเกณฑ์ต่างของพนักงานแม้ว่าเป็นสาขาเฉพาะที่กำลังเติบโตอยู่เรื่อยๆ แต่ทว่าในสหรัฐฯก็มีสัดส่วนแค่ 5% จากนักจิตวิทยาทั้งหมด

4.กลุ่มงานกีฬา (Sports)

นักจิตวิทยาการกีฬา

     นักจิตวิทยาบางคนก็ผสมผสานระหว่างด้านกีฬาที่ตนเองสนใจเข้ากับความรู้ทางด้านพฤติกรรมมนุษย์และแรงจูงใจต่างๆ ผู้ที่ทำงานสายอาชีพนี้มักจะทำงานเพียงกีฬาใดกีฬาหนึ่งไปหรือเจาะจงบางทีมไปเลยเพื่อศึกษาและช่วยให้ทีมพัฒนาได้ดีขึ้น เมื่อทีมอยู่ในสภาวะแรงจูงใจตก มีความกังวล ความกลัว และตอนที่มีเป้าหมายในการแข่งขัน

5.กลุ่มงานเทคโนโลยี (Technology)

จิตวิทยาช่วยในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคนและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์มันมีผลกระทบต่อคนอย่างไรบ้าง

     เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตเป็นกลุ่มงานใหม่ที่ตระหนักถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์จากจิตวิทยา นักจิตวิทยาจะมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์เรื่องระหว่างคนกับเครื่องจักร คนกับสิ่งแวดล้อมการทำงาน คนกับเทคโนโลยี เป็นต้น หรือจะพูดอีกอย่างได้ว่า  นักจิตวิทยากลุ่มนี้จะศึกษาว่าเทคโนโลยีจะส่งผลอย่างไรกับเรา และเทคโนโลยีจะช่วยทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไร

6.กลุ่มงานอื่นๆ (Other)
     ผู้เขียนไม่สามารถระบุได้หมดว่านักจิตวิทยาสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะว่านักจิตวิทยาสามารถทำงานได้หลากหลายมากมาย บางคนก็ทำงานส่วนตัวเป็นพาร์ทไทม์และมีสอนบ้าง บางคนก็ทำการวิจัยในช่วงปิดภาคฤดูร้อนและก็เข้าสอนในช่วงเดือนอื่นๆ บางคนก็เอาความรู้จิตวิทยาไปใช้ในการอาชีพของตนเอง  งานใดที่ใช้คนก็ควรจะคิดถึงนักจิตวิทยาเข้าไปด้วย ยังไงก็ตามสิ่งที่นักจิตวิทยาควรจะเก่งๆเอาไว้คือ ศึกษาเกี่ยวกับด้านปัญญาการรู้คิด ศึกษาอารมณ์ และศึกษาพฤติกรรมคนนี่แหละ


      จิตวิทยาจะทำอาชีพอะไร มีหลายสีให้เลือก เท่ากับอาชีพหลากหลาย    ที่ได้อ่านไปก็คืออาชีพของนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็พอจะเป็นแนวทางที่น้องๆจะเอาไปตอบพ่อแม่ที่ถามมักจะถามว่า “จบจิตวิทยาแล้วทำอะไรเหรอลูก”
แต่…แล้วในเมืองไทยฟ้าใส ในน้ำมีปลาในนามีข้าวอย่างบ้านเราล่ะ
จิตวิทยามันทำอาชีพได้อย่างนี้จริงหรือ?
     คำตอบจากผมคือ จริง แต่บ้านเราจะเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจและกลุ่มการศึกษามากกว่า เพราะ เนื่องจากเห็นได้ว่าจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การเป็นสาขาที่มีประชาชีสนใจตบเท้าเข้าไปเรียนมากที่สุดนั่นเอง! และเมืองไทยจะพบนักจิตวิทยาที่ทำอาชีพครูอาจารย์มากที่สุดด้วย!
     แล้วนอกจากนั้นก็มีหลายอาชีพให้นำความรู้จิตวิทยาไปใช้ หลากหลายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาคลีนิก (เป็นชื่อเรียกสาขาหนึ่งในจิตวิทยา) นักจิตวิทยาคลีนิกเหล่านี้ชอบสิงอยู่ตามโรงพยาบาล เฮ้ย! คนนะไม่ใช่ผี นักจิตวิทยาสังคม (เป็นอีกสาขาหนึ่งเหมือนกัน)มักจะอยู่ตามบริษัทวิจัย วิจัยโฆษณาก็มีนะ คนพวกนี้ทำงานวิจัยได้ดีเลยทีเดียวขอรับ นักจิตวิทยาการปรึกษา (เป็นชื่อสาขาหนึ่งในจิตวิทยาอีกแล้ว) คนพวกนี้จะอยู่ตามโรง’บาล ไม่ก็โรงเรียน หรืองานที่เกี่ยวกับสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น มูลนิธิต่างๆ นักจิตวิทยาอุตสาหะ..อ้อ เขียนไปแล้วนี่นา    
     และผมคิดว่าไม่มีอาชีพใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา เพราะ จิตวิทยาสามารถเอาใช้ได้ทุกที่ที่มี”คน”อยู่ ลองมาดูตัวอย่างหลุดโลกๆกัน เช่น แม้แต่ทำงานเกี่ยวกับส้วมๆก็ใช้จิตวิทยาได้ สมมติผมได้รับตำแหน่งเป็นพนักงานประจำส้วม ผมก็คิดแล้ว ว่าจะทำยังไงให้คนที่นั่งอึอยู่มีความสุขโดยไม่เสียเซลฟ์เวลาที่ตดเสียงดัง เพื่อให้คนตดลดความเป็นตัวตนลง (ลด Identity ลง) นักจิตวิทยาอย่างผมก็เลยเอาเสียงเพลงไปเปิดกล่อมในส้วมซะเลย ทีนี้จากเสียงเงียบๆในห้องน้ำ ก็กลายเป็นดนตรีอันไพเราะโดยที่มีเสียงปู้ดป้าดเป็นจังหวะประกอบเข้ากันได้อย่างลงตัวและเนียนเหมือนไม่มีเสียงตดเกิดขึ้น!!! คราวนี้คนนั่งอึก็จะได้ปลดทุกข์ได้อย่างหมดทุกข์อย่างสมบูรณ์    
     ทีนี้สำหรับคนที่จะมาเรียนจิตวิทยา ผมคิดว่าจิตวิทยาจริงๆมันเป็นวิชาที่กว้างมาก มันเลยเอาไปใช้ได้กว้างมากเช่นเดียวกัน ดังนั้น คนที่อยากเรียนหรือกำลังเรียนจิตวิทยาอยู่ควรจะค้นหาว่าตนเองชอบจิตวิทยาสาขาอะไร แล้วมุ่งเน้นเพื่อเป็นคนเจ๋งๆ expert ทางสาขานั้นๆไปเลย จะดีมากครับ แต่วัยรุ่นส่วนใหญ่จะปราศจากกับคำว่า “รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร” ก็จงหาตัวเองต่อไปนะขอรับ ซึ่งเรื่องนี้คงต้องพูดอีกยาว ครั้งหน้าจะเอามาฝากกันนะขอรับ.    

อ้างอิง จาก Careers in Psychology เว็บ http://allpsych.com/education/careers.html

เข้ามาคุยเรื่องนี้ต่อ ในเว็บบอร์ดกันเถอะขอรับ

Tags: , , , , , , , , , ,

Feb 02

เรื่อง: พี่หมีแห่งไซโคล่า 

โรคซึมเศร้า ปล่อยไว้ท่าจะไม่ดี

     การที่วัยรุ่นมีปัญหาภาวะซึมเศร้าอ่อนๆ(Mild depression)-ซึมเศร้าร้ายแรง (Major depression)-ไปจนถึงอยากฆ่าตัวตายนั้น(Suicide) เป็นเรื่องราวที่สังคม พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะต้องตระหนัก ให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นให้มากๆๆๆ เพราะความคิดซึมเศร้าเหล่านี้ของวัยรุ่นจะบ่มเพาะและมีผลกระทบเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น-ไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้เรื่อยๆ เพราะ ถ้าหากวัยรุ่นคนนั้นยังไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ขืนยังนิ่งนอนใจ วัยรุ่นจะยังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ เปรียบเสมือนเป็นรอยแผลทางใจที่จะยังอยู่ต่อไป

อย่าปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้า

     นอกจากนี้วัยรุ่นที่อยู่ในบ้านที่มีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า อาจได้รับการถ่ายโอนภาวะซึมเศร้านี้มาก็ได้ เป็นเพราะเหตุผลทางด้านพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมนั่นเอง
    
     ที่อเมริกา มีผลการสำรวจจากวัยรุ่นกลุ่มที่เขาเก็บข้อมูลมาบอกไว้ว่า  มีวัยรุ่นอยู่ 7%ที่พยายามจะฆ่าตัวตาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถึงพยายามตายจนต้องไปโรงพยาบาล แต่ที่สำคัญคือว่าพ่อแม่ของวัยรุ่นเหล่านั้นจะไม่ค่อยรู้ว่าว่าลูกตัวเองมีความคิดจะฆ่าตัวตาย ดังนั้น พ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่นเพราะจะเป็นตัวชี้การฆ่าตัวตายในอนาคตได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว

ครอบครัวดูแล

     สิ่งที่อยากฝากไว้คือ เมื่อคนในครอบครัวหรือตัวคุณเองเป็นโรคซึมเศร้า โปรดอย่าเก็บมันไว้ เพราะจะมีผลต่อคุณ เช่น เรียนก็ไม่จบ ว่างงาน ไม่มีเงิน ดังนั้นคุณต้องพาตัวเองไปรักษาภาวะซึมเศร้าของคุณ ซึ่งก็เหมือนกับเมื่อเราเป็นไข้หวัดก็ต้องกินยาแก้ไข้ ซึมเศร้าก็เช่นเดียวกัน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้าก็ต้องรักษาซึมเศร้า ก็แค่นั้นเอง.

แปลจาก A Long Arm: Teen Depression
ที่มา : http://www.psychologytoday.com/articles/pto-20030807-000007.html

Tags: , , , ,

Jan 31

เรื่อง: พี่หมีแห่งไซโคล่า 

วันนี้ดูรายการเป็นต่อ ช่องสาม ตอนดึกๆ

ช่วงดึกๆเนี่ย ในทีวีเขาอนุญาติให้มีการโฆษณาเหล้าได้ ที่ทำได้เพราะมีกฏหมายบอกว่า ถ้าบริษัทคุณจะโฆษณาเหล้า คุณจะต้องพูดถึงแต่สิ่งดีๆเพื่อสังคม

นึกออกบ้างมั้ย เช่น 
sangsom แสงโสม “คนไทย ถ้าจะตั้งใจทำอะไร ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก”
heineken ไฮเนเก้น ก็จะพูดถึงความสนุกกับเหล่าเพื่อนใหม่

และเหล้า เบียร์อื่นๆก็เป็นแนวนี้ จะเห็นว่ามันจะโฆษณาด้านดีๆของสังคมเท่านั้น

ที่กฎหมายออกมาแบบนี้เพราะคงเห็นว่า บริษัทคุณขายเหล้ามอมเมา จึงต้องทำสิ่งดีๆชดเชยแก่สังคมบ้าง

แต่หารู้ไม่ว่าการเอาสิ่งดีๆมารวมกับเหล้ากับเบียร์ซึ่งในสังคมก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเท่าไหร่ มันทำให้คนที่ดูโฆษณาเนี่ยรู้สึกว่าเหล้ามันดี เหล้ามันทำให้สังคมดีขึ้น

คนคิดไปอย่างนั้นได้ยังไง!?

ที่บอกว่าคนอาจคิดแบบนี้ก็เพราะว่า คนเราชอบเชื่อมโยงเรื่องหนึ่งให้เข้ากับเรื่องหนึ่ง ซึ่งบางทีมันอาจจะเกี่ยวหรือไม่ได้เกี่ยวกันเลย แต่ก็ดั๊นเอามาโยงได้ เช่น บางคนที่เรียนรด.มาจะเอาเสียงนกหวีดกับล้มตัวหมอบเข้าด้วยกัน  เพราะครูฝึกจะเป่านกหวีด แล้วหลังเป่านกหวีดครูฝึกก็จะตะโกนสั่งให้หมอบ ใครไม่หมอบก็โดนทำโทษ
ลองไปถามคนที่เรียนรด.ดูสิ ปี๊ด!ทีไรหมอบ!ทู๊กที

แต่ก่อนที่จะเชื่อมมันเข้ากันได้นั้น คนจะต้องเห็นซ้ำๆหรือได้ยินซ้ำๆ บ๊อยบ่อย จนมันเกิดการเรียนรู้ขี้นมา (Learning) ก็เหมือนกับพวกโฆษณาเหล้าพวกเนี้ย เขาก็ฉายซ้ำๆ หลายๆครั้งต่อวัน คนก็เลยเห็นบ่อยๆ แล้วจะค่อยๆเรียนรู้ว่า เหล้ามันไปเชื่อมกับสิ่งที่ดี แต่มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟ! มันไม่ใช่! เหล้ามันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีอะไรมากมายเลย แต่คนก็ดันคิดไปอย่างงั้น….เนี่ยแหละเทคนิคการโฆษณา

ผมเลยคิดว่าที่กฏหมายออกมาบอกว่าให้บริษัทเหล้าต้องทำโฆษณาที่สร้างสรรค์สังคม ตรงนี้ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยด้วยเหตุผลด้านจิตวิทยาการเรียนรู้

 รู้ทันโฆษณาไว้ก็น่าจะดี

Tags: , , ,

Jan 30

 เรื่อง : Canon in D, MUTH

จี๊ดจิตวันนี้พี่หมีรับเชิญคนเขียนมาใหม่ขอรับ

ขอชวนเธอมาเล่นเกมสัญลักษณ์
เกมเชิงจิตวิทยา ที่เคยคิดแล้วเอามาเล่นกัน
ไม่ใช่เกมจิตวิทยาหมู่…แน่นอน…
 
กติกาก็ง่ายมาก

เกมจิตวิทยาแทนตนเอง

อะหนึ่ง จิกเพื่อนมาล้อมวงกันซักไม่เกิน 10 คน ทำไมต้องไม่เกิน เพราะ ทุกคนจะได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงที่พูด ทุกคนต้อง”ฟัง”กันและกัน
อะสอง ให้ทุกคนคิดหาสัญลักษณ์ที่แทนตัวเองได้ดีที่สุดหนึ่งอย่าง
เช่นพวก สิ่งของ สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ประมาณนี้
อะสาม เขียนใส่กระดาษ ส่งให้ Group Leader ไม่ใช่ cheer leader….
Group Leader ก็หยิบมาทีละแผ่น อ่านให้คนในกลุ่มฟัง
อะสี่ แล้วให้ทุกคนทายว่า อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของใคร
 
พอพูดครบทั้งวง รวมถึงคนที่เขียนด้วย ก็เฉลยซะว่าแต่ละคนทำไมถึงแทนตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
 
แค่นี้เอง (เกมนี้ยกเครดิตให้คุณเดียร์เป็นคนเริ่มคิด)
 
เกมนี้ เล่นไปทำไม?
อะหนึ่ง สอนให้รู้จักคิดและมองเข้าไปที่ตัวเองอย่างง่ายๆ
อะสอง ฝึกให้มีทักษะการฟังโดยฟังผู้อื่นจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้ยินเฉยๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่คนที่จะเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ควรจะมีที่ไม่ใช่แค่มีเฉยๆ แต่ต้องมีเยอะๆเลยล่ะว่างๆ ก็เอาไปเล่นดูสิ
จะได้รู้ว่าเพื่อนๆ มองเรา และเรามองเพื่อนๆ ยังไงบ้าง
อ้อ…คนที่เป็น Leader ควรมีทักษะการฟัง และก็สรุปสิ่งที่เพื่อนพูดมาให้เข้าใจได้พอสมควรนะจ้ะ

แต่ไม่แนะนำให้เล่นกะเพื่อนสนิทนะ เดี๋ยวไม่หนุก เพราะรู้ไต๋กันอยู่


เสริมก่อนจากกันเกี่ยวกับจิตวิทยาปรึกษา
จิตปรึก หรือจิตปึก หรือเรียกอย่างสั้นๆว่า จิตวิทยาการปรึกษา หรือเรียกว่า Counseling Psychology (อ่านว่า เค้าเซลลิ่ง นะจ้ะ)     
จิตปรึกต่างจากการแนะแนว (Guidance กายแด้นส์) เพราะ แนะแนวคือการแนะนำ แบบโช๊ะๆ ชี้นำไปเลย
แต่การให้บริการปรึกษา คือ ให้คำปรึกษาโดยคนที่ให้บริการจะทำหน้าที่เหมือนเพื่อนร่วมเดินทางที่ไม่ชี้นำ การให้คำปรึกษาเนี่ยมีหลากหลายแนวทางให้เลือกใช้ผสมผสานกัน อย่างเช่น แนวคิดของคุณฟรอยด์ (Freudian) และก็มีแนวคิดที่เชื่อมั่นในความสามารถมนุษย์ว่าคนเราเนี่ยคิดแก้ปัญหาเองได้ (Humanism)  นอกจากนี้ก็แนวคิดที่มองว่าคนที่มีปัญหาควรจะใช้เหตุผลและอารมณ์ที่มันใช่ที่มันถูกต้องต่อเหตุการณ์หนึ่งๆอย่างเหมาะสม เรียกว่า (Rational Emotive Behavior Therapy)ไปใช้บริการการปรึกษาเพื่ออะไร
อะหนึ่ง เพื่อให้เธอสบายใจ ลดความเครียด โล่ง ปลอดโปร่งทั้งหัวสมองและอารมณ์
อย่างเช่น ตอนที่เธอมีปัญหา เธอก็จะได้จัดการกับอารมณ์แย่ๆเหล่านั้นให้ออกไปได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี
อะสอง เพื่อให้เธอได้พัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดี จิตใจงอกงามเติบโตเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งยังไงยังงั้น

ลองไปใช้บริการการปรึกษาแบบนี้ดูสิ บางทีปัญหาของเธอก็อาจเกินความสามารถของเพื่อนที่เธอขอคำปรึกษาอยู่ก็ได้นะ.

Tags: , , , , , ,