Feb 18

แม่ : ทำการบ้านหรือยังลูก?
คุณ : เดี๋ยวก่อนแม่ เดี๋ยวค่อยทำ

ครู : อีก 1 เดือนมีสอบมิดเทอมแล้วนะจ้ะนักเรียน
คุณ : เดี๋ยวก่อน ชิลล์ๆ ค่อยอ่านก่อนสอบ 1 สัปดาห์

เพื่อน : แก อ่านเคมี อ่านสังคม อ่านเลขยังวะ?
คุณ : เดี๋ยวค่อยอ่าน ยังไม่มีอารมณ์ว่ะ

เพื่อน : แก พรุ่งนี้สอบเคมีแล้วนะเว้ย
คุณ : แง แง จริงเหรอ เวรล่ะสิ ทำไงดี ยังไม่ได้อ่านเลย โอยเครียดดดดดด สงสัยต้องโต้รุ่งซะแล้ววววววว ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆ! แกต้องช่วยเรานะ Please please.
เพื่อน : ไม่ช่วย! ฉันยังเอาตัวไม่รอดเลย!
คุณ : แง๊——————————ง T-T

เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่า นิสิยแย่ๆที่เรียกว่า ผัดวันประกันพรุ่ง
เป็นนิสัยที่นักเรียนมักจะเผลอตัวทำมันไป วันนี้มารู้วิธีการสลัดนิสัยด้วย slide นี้กันดีกว่าจ้ะ

แต่ก่อนจะไปดู Slide ลองมาดู Music Video เพลง ได้ไหม…ถ้าฉันจะบอกว่ารักเธอ ของ Lydia
ซึ่งกว่าจะได้บอกรักซักที มันอาจจะสายไป ผมก็ไม่รู้ว่า Lydia มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า 555

*ถ้าภาพมันเล็ก ก็คลิก”ดูภาพเต็ม” เพื่อขยายรูปได้นะ

This SimpleViewer gallery requires Macromedia Flash. Please open it in your browser or get Macromedia Flash here.
This is a WPSimpleViewerGallery

นิสัยดีๆทำได้ง่าย เพียงแค่เริ่มต้นทำจริงๆ ไม่ใช่แค่คิด

Tags: , , , , , ,

Feb 16

หาที่นั่งนุ่ม เอนตัว คลิกเล่นเพลง เสียบหูฟัง หลับตา และเพลิดเพลินกับบทเพลง

ฟังเพลงสบายๆ ผ่อนคลายๆ ได้ง่าย

ลองหาที่นั่งนุ่มๆ คลิกเล่นเพลง เอนตัว เสียบหูฟัง หลับตา แล้วเพลิดเพลินไปกับเพลง จินตนาการถึงทุ่งหญ้าสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม ย้อนกลับสู่ธรรมชาติ

แค่นี้จากอารมณ์ร้อนๆ เรื่องหงุดหงิดก็จะค่อยๆหายไป

ฮร้า~~~~~~~~~

ตัวอย่างเพลง

 คลิกเลือกโหลดเพลงทั้งหมด เก็บเอาไปฟังได้ที่ http://www.psychola.com/musix.html

ปล. เพลงเซ็ทนี้เป็นของ Mantovani

Tags: , , , , ,

Feb 06

  เรื่อง : พี่หมีแห่งไซโคล่า 
ปรับปรุงใหม่จ้า

จีจ้า

เวลาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ผมชอบดูทีวีบนรถไฟ ซึ่งมันมีแต่โฆษณา…..และส่วนใหญ่จะซ้ำๆกัน

แต่วันหนึ่ง ผมได้ดูเทรลเลอร์หนังอันนี้

psychola_video_4

      โค-ตะ-ระเท่ห์เลยคร้าบผม อย่างกับจาพนมเวอร์ชั่นผู้หญิงแน่ะ ขอคารวะนับถือความเก่งของจีจ้าจริงๆเลยขอรับ พอผมดูตัวอย่างหนังนี้ก็สนใจอย่างหนึ่ง คือ คำในหนังบอกว่า  ”สายเลือดยากูซ่า…กับผู้หญิงทรยศ…ให้กำเนิดเด็กพิเศษ…ออทิสติก…ความบกพร่อง หรือพรจากสวรรค์”

ภาพจากหนัง chocolate

     ในฐานะคนที่เรียนจิตวิทยาอย่างผม ก็สะกิดใจคำๆนี้และมีคำถามว่า  ”แล้วจริงๆ เด็กพิเศษที่เป็นออทิสติก จะเตะต่อย อะจ๊าก อะโจ๊ะ ได้แบบนั้นจริงหรือเปล่า”
     และแล้ว “สายเลือดจิตวิทยา…กับความสงสัย…ให้กำเนิดคำถามพิเศษ…ออทิสติก..เก่งต่อยเตะ…ตื่นตา….ได้จริงไหม” ผมก็ตัดสินใจเดินไปหาผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นคือจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคนเริ่มตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่ตายเลยครับ ผู้รู้ท่านนั้นคือ รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ซึ่งเราจะไปถามอาจารย์ด้วยกันครับ
     ตึก ตึก ตึก………..เสียงเดินของผม
     แอ๊ดดดด เสียงเปิดประตู   
     ปัง เสียงปิดประตูของผม 
     ป๊าด เสียงตดของผม
     แสก แสก แสก เสียงผมเดินอย่างนอบน้อม    

     “เอ่อ..ไม่ทราบว่า โต๊ะอาจารย์ศิรางค์อยู่ทางไหนครับ” ผมถาม
     “ครูนี่แหละ อาจารย์ศิรางค์ มีอะไรจ้ะ”
     “โอ๊ะ จริงด้วย สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีคำถามครับ คือ ผมเพิ่งได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง Chocolate เนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับเด็กพิเศษที่เป็นออทิสติกเธอเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ จะเตะจะต่อยได้หมด ผมเลยสงสัยว่ามันเป็นอย่างนี้ได้จริงหรือไม่?” ผมถามด้วยความหิวข้าว

ภาพจากหนัง chocolate

     “อืม…ครูคิดว่าเด็กออทิสติกก็มีความเป็นไปได้ที่จะเก่งกาจและมีความอัจฉริยะทางด้านร่างกาย ด้านการต่อสู้อะไรพวกนี้ได้แหละค่ะ เพราะอย่างออทิสติกที่เป็นอัจฉริยะในเรื่องอื่นๆก็อย่าง เช่น อัจฉริยะทางศิลปะ เช่น วาดภาพเหมือน อัจฉริยะด้านดนตรี เช่น เล่นเปียโนจากเพลงที่เคยฟังแค่ครั้งเดียว อัจฉริยะเรื่องการจดจำสิ่งต่างๆก็มีมาก เช่น เปิดหนังสือมาเล่มหนึ่งแล้วอ่าน 1 รอบ แล้วปิดหนังสือ และก็ให้เขาอ่านให้ฟังจากความทรงจำก็ทำได้ อัจฉริยะด้านการคำนวณ เช่น คำนวณปฏิทินล่วงหน้าหรือย้อนหลังได้ คำนวณสแควรูทได้ เป็นต้น นักจิตวิทยาจะเรียกออทิสติกที่มีอัจฉริยะเหล่านี้ว่า ซา-วองก์ (Savant) ค่ะ
     “ไม่ใช่ซา-แว้นเหรอครับ เหมือนกับที่ขี่มอ’ไซค์เล่นทั่วไป”  
     “ไม่ค่ะไม่ อ้อ ซึ่ง savant เป็นไม่ได้ทุกคนหรอกค่ะ เท่าที่พบก็มีประมาณ 10% ของออทิสติกที่พบค่ะ คือสมมติมีออทิสติก 100 คน จะมี 10 คนที่มีความสามารถและเป็น savant ค่ะ” อาจารย์ตอบ
     “แล้วถ้าสมมติสาวน้อยจีจ้าในเรื่องนี้เป็นออทิสติกจริงๆ แล้วเขาจะไปต่อสู้โลดโผนได้อย่างในหนังจริงหรือครับ” ผมยังสงสัยไม่หาย

ภาพจากหนัง chocolate

     “อ๋อ ครูคิดว่าก็น่าจะได้ค่ะ เพราะ สาเหตุอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ออทิสติกคนนั้นก็จะเตะและต่อยได้ตามที่เขาเคยเห็นเท่านั้นค่ะ เขาจะไม่สามารถคิดหรือ create ท่าทาง และก็คิดแก้ปัญหาใหม่ๆ ในสถานการณ์การต่อสู้ที่แตกต่างกันค่ะ เนื่องจากออทิสติกจะมีปัญหาทางด้านจินตนาการค่ะ เขาจะคิดอะไรที่เป็นนามธรรมไม่ได้ ทำให้เขาไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ นอกเสียว่าเขาจะเคยเห็นเคยดูมา ก็ยกเว้นไปค่ะ และนอกจากนี้ ออทิสติกก็จะจดจำทุกอย่างได้เหมือนกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอค่ะ”
    “แล้วออทิสติกนั้นมีปัญหาทางสติปัญญาหรือที่เรียกกันว่าปัญญาอ่อนหรือเปล่าครับ”
    “ตรงนี้ต้องย้ำความเข้าใจด้วยค่ะว่า ออทิสติกนั้นมีตั้งแต่คนที่ฉลาดมากๆ มี IQ สูงจนถึงขั้นอัจฉริยะไล่มาเรื่อยจนถึงคนที่มี IQ ต่ำจนถึงขั้นปัญญาอ่อนเลยค่ะ ซึ่งบางคนก็ฉลาดมากจริงๆ แต่เขาจะไม่รู้ว่าคนอื่นๆรู้สึกยังไง ทำให้เขาไม่เข้าใจจิตใจคนอื่นน่ะค่ะ…นี่คือลักษณะของออทิสติกค่ะ”
     “โอ้ เข้าใจ ออทิสติกมากขึ้นเลยครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์”
    “ยินดีค่ะ”

       จากที่ผมไปหาความรู้มาก็ได้ความมาว่า ออทิสติกมีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเรื่องต่อสู้และการใช้ร่างกาย แต่เขาจะคิดเองใหม่ไม่ได้ครับ ตัวอย่างเช่น โจรกระโดดมาทางขวาแบบนี้จะต้องเตะท่าไหนดี หรือ มีโต๊ะตั้งอยู่แบบนี้จะเอาตัวสอดเข้าไปเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้หรือไม่ เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าออทิสติกจะคิดเองหรือทำอะไรไม่ได้เลยจนถึงขั้นเรียกว่าปัญญาอ่อน เพราะออทิสติกทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาอ่อนเสมอไปอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

ภาพจากหนัง chocolate

    ผมไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือคิดไม่ดีต่อหนังเรื่อง Chocolate นะครับ แต่ผมกลับชื่นชมและขอปรบมือให้คนเขียนบทที่รู้จักนำเสนอบทหนังที่แปลกใหม่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และหนังก็ทำออกมาได้น่าสนใจมากขอรับ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ช่วยทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจออทิสติกมากขึ้นและสำหรับคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็จะได้เข้าใจออทิสติกและเอาไปเล่าต่อได้อย่างถูกต้องนะขอรับ.

ขอขอบคุณ
รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ขณะนี้ท่านเป็นอาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาพัฒนาการอยู่ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านจบปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษจาก University of Northern Colorado
ท่านมีความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการอารมณ์  บุคลิกภาพของคน, พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ทุกด้าน, ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และเด็กพิเศษ

Tags: , , , , ,

Jan 27

Get Flash to see this player.

 


ละครน้ำเน่า ความสุขที่เดาได้

เรื่อง: NusNus

          วันก่อนไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่ตลาดสามย่าน สามย่านเป็นตลาดที่มีจุดเด่นบางอย่างคือทีวีเปิดช่องเดียวกันหมดทุกร้าน อาจจะเป็นกลยุทธ์ความเท่าเทียมของร้านอาหารที่นั่นก็คือ ชนิดอาหาร ราคาอาหาร คุณภาพอาหาร และรายการทีวีที่ดูแกล้มอาหารเหมือนกันหมด! แต่วันนี้ไม่ได้จะพูดเรื่องการตลาดหรือรสชาติอาหาร แต่ที่จะพูดถึงคือสิ่งที่เปิดในขณะนั้นคือละครเรื่อง “จำเลยรัก” ที่ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน
 ก่อนอื่นขอจำกัดความก่อนว่า “ละครน้ำเน่า” ที่เรียกในที่นี้ไม่ได้มองในแง่ลบ แต่มันเป็นชื่อประเภทของละครที่คนไทยรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกกันว่า soap opera)
          ตั้งแต่ยังเด็กแล้วพ่อชอบบ่นเสมอ ๆ ขณะที่คนทั้งบ้าน (แน่นอนคนเขียนคอลัมน์ด้วย) นั่งดูละครน้ำเน่าเรื่องต่าง ๆ ว่าซ้ำซาก ไร้สาระ เนื้อเรื่องเดาออก แต่คนทั้งบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจและก็นั่งดูต่อไป จนถึงเมื่อวันที่พูดแต่ต้นเรื่อง เพื่อนผู้ชายที่นั่งกินข้าวด้วยกันก็ยังบ่นว่าละครน้ำเน่าไม่มีคุณภาพ และไร้สาระ เรียกกันว่าก็บ่นกันมาร่วมสิบกว่าปีเลยทีเดียว!
          ถึงจะมีคนบ่น คนด่ายังไง แต่ที่น่าสนใจคือละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมานานแสนนาน และยังคงครองใจประชากรส่วนใหญ่ที่ดูทีวีในช่วงหลังข่าวภาคค่ำ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิง นักเรียน แม่ค้า ไปจนถึงทุกคนที่มีทีวี ถึงแม้ตอนนี้เคเบิ้ลทีวีจะได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่เวลาหลังข่าวก็ยังคงเป็นของละครอยู่ดี

จำเลยรัก

 

           แน่นอนว่าจิตวิทยาอธิบายเกี่ยวกับคน การที่คนชอบละครน้ำเน่าก็น่าจะอธิบายด้วยจิตวิทยาได้เช่นกัน
           อาจารย์จิตวิทยาสังคมท่านหนึ่งเคยพูดประเด็นนี้ในห้องเรียน แล้วเคยบอกให้ฟังว่า ที่ละครน้ำเน่าเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่ เพราะคนไทยส่วนมากเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ละครน้ำเน่าที่มีเรื่องราวของบุคคลร่ำรวย ใส่เสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่า นางเอกสวย พระเอกหล่อ มันก็เหมือนกับสิ่งที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะได้ แม่ค้าที่ขายข้าวอยู่ในตลาดกลับมาบ้านคงไม่อยากดูละครที่ทั้งวันนางเอกอยู่ในตลาด พระเอกทำงานอยู่ในโรงงาน เพราะสิ่งเหล่านี้เขาก็คงเห็นอยู่ทุกวันจนเบื่อ
          อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อเรื่องเดิม ๆ เช่น ตัวอิจฉาแย่งพระเอกจากนางเอก พระเอกหึงนางเอกที่อยู่กับเพื่อนเก่า การแก่งแย่งมรดกหลายล้าน จนถึงการสลับลูกของคนรวยและคนจน ทำไมคนถึงยังอยากดูเรื่องราวแบบนี้ ที่หลายเรื่องแค่ดูสองสามตอนแรกก็พอจะเดาตอนอวสานได้แล้ว
          ตามธรรมชาติของคนเราชอบที่จะเข้าใจมากกว่าจะไม่เข้าใจ เช่น ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงย่อหน้านี้แล้วยังไม่เข้าใจว่าคนเขียนมันเขียนอะไรของมัน ก็คงไม่ชอบใจแน่ ๆ และคนเราพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ถึงแม้จะมีไม่ครบแต่คนเราก็พยายามจะมองให้มันสมบูรณ์ เช่น ท่านผู้อ่านลองอ่านประโยคนี้ ”กา_ครั้_หนึ่_น_นม_แล้_”

 อ่านว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ถูกต้องเก่งมาก เอาไปสิบคะแนน งั้นลองข้อต่อไป

 ”_ม่_อ_อี_ แ_ _”

           เดาถูกไหมว่ามันอ่านว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” คนไหนอ่านออกก็ไม่เป็นไร เก่งมากตบมือให้เลย แประ แประ แต่คนอ่านไม่ออกสิ รู้สึกขัดใจบ้างไหม เช่นเดียวกัน ละครไทยเหมือนโจทย์ข้อแรก มองปุ๊บก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง เรื่องราวหรือปมปริศนาในเรื่องก็เดาได้ไม่ยาก จะให้พูดก็คือดูแล้วไม่เครียด และไม่ขัดใจนั่นเอง
 อีกอย่างคือคนเราชอบความคงเส้นคงวา หรือเสมอต้นเสมอปลาย เช่น

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 15 28

           รู้สึกขัดใจกับ 15 28 มั่งหรือเปล่า ถ้าเปลี่ยนเป็น 14 15 จะดูราบรื่นกว่า ละครน้ำเน่าจะมีเนื้อเรื่องที่เดาง่าย และคงเส้นคงวา เช่น ตอนต้นเรื่องนางเอกเกลียดพระเอก ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนรักกัน ต่อมาจะมีเหตุการณ์ทำให้ทั้งสองผิดใจกัน แต่ในที่สุดทั้งสองก็จะแต่งงานกันอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอดูปุ๊บก็รู้ตอนจบทันที แล้วก็จบแบบนั้นจริง ๆ เสียด้วย ไม่มีเลข 15 28 มาให้ขัดใจเหมือนหนังสมัยใหม่ที่มีหักมุม ซ่อนเงื่อน
           ก็ไม่ได้หมายความว่าละคร หรือหนังที่มีปริศนาเข้าใจยาก หรือเดาเนื้อเรื่องไม่ได้เลย จะไม่ใช่ละครที่ดี แต่ว่ากลุ่มเป้าหมายมันต่างกัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่ดูละครน้ำเน่า ดูเพื่อคลายเครียดจากการทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เรื่องที่เข้าใจง่ายเดาง่ายมันย่อมไม่ขัดใจ และเบาสมองมากกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม
           เสน่ห์อีกอย่างของละครไทยคือต้องดูเป็นหมู่คณะถึงจะสนุก ดูแล้วเงียบ ๆ คิดอยู่คนเดียวไม่สนุกแน่ ๆ ต้องดูกับเพื่อนฝูง หรือครอบครัว  คอยวิจารณ์ และเดากับคนอื่น ๆ ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นจะสนุกมากขึ้นหลายเท่า ไม่เชื่อคืนนี้หลังข่าวลองเรียกคนในครอบครัวมาดู อาจได้อรรถรส และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะไปในตัว

 แล้ว น. 13+ จะมีประโยชน์ก็งานนี้แหละ

น13



แถมอ้างอิง ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม คลิกที่ข้างล่างนี้
▼ Show me! ▼

Tags: , , , , , ,

Jan 20

เรื่องและภาพ:  NusNus

จะพยายามเข้าใจวัยรุ่นว่าทำไมเนื้อหาสาระดี ๆ เป็นประโยชน์ถึงไม่มีใครอ่าน

และเนื่องจากคน up นิทานภาพนี้ก็เป็นวัยรุ่น (ถึงแม้จะตอนปลายสุด ๆ) ก็เข้าใจวัยรุ่นด้วยกัน

เลยรู้ว่าที่วัยรุ่นไม่สนใจเพราะถ้ามีแต่ตัวหนังสือ มันน่าเบื่อจริงมะ

อ่านตัวหนังสือเยอะเป็นพืดเหมือนอ่านหนังสือเรียน เซ็ง ๆ

ดังนั้นมาลองอ่านนิทานภาพสอดแทรกสาระดีกว่า มามะ

This SimpleViewer gallery requires Macromedia Flash. Please open it in your browser or get Macromedia Flash here.
This is a WPSimpleViewerGallery

 ถ้าดูไม่ได้โปรดคลิกดูที่นี่ หรือ download ที่นี่
นิทานภาพจิตวิทยา

Tags: , , , ,

Jan 17

วันนี้มีวิดีโอมาให้ดูอีกแล้ว ดูก่อนแล้วค่อยอ่านข้างล่างนะครับ

psychola_video_4

เป็นไงครับน้องๆ วิดีโอที่พี่หมีเอามาให้ดู ฮาดีมั้ยล่ะ?
ว่างๆก็ไปทดลองเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนได้นะครับ
แต่ถ้าเพื่อนมันสงสัยว่า เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง?
น้องก็ลองอ่านคำอธิบายข้างล่าง แล้วเอาไปบอกได้เลย

ครับผม ก่อนอื่นก็อยากให้น้องๆลองหันไปรอบๆตัวดูสิครับ ….(หันดูสิ)…..จะเห็นว่ารอบตัวน้องๆเนี่ย มีอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย ซึ่งเราไม่สามารถที่จะใส่ใจกับทุกสิ่งได้ครบหรอกครับ เพราะ ถ้าใส่ใจกับทุกอย่างมันจะทำให้เราคิดและทำสิ่งต่างๆได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น จริงป่ะล่ะ?
กระบวนการทางจิตของเราก็เลยเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น แต่บางทีก็ทำให้ข้อมูลมันตกหล่นได้
ยกตัวอย่างเช่น เกิดการตกหล่นของภาพที่เรามอง จึงทำให้ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งแบบนี้นักจิตวิทยาเรียกกันว่า ปรากฏการณ์ Change Blindness (มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง)

อยากรู้ไหมว่าเกิดขึ้นได้ยังไง?
จะอธิบายแบบให้เห็นเป็นภาพละกันนะครับ ลองจินตนาการว่าน้องมีตะกร้าใบใหญ่ใบหนึ่งเปรียบเสมือนเป็นตะกร้าเก็บความจำภาพระยะสั้น (Short-term visual storage)
แล้วก็มีอุปกรณ์เล่นกีฬาอยู่หลายแบบ เช่น ลูกฟุตบอล ลูกวอลเล่ย์บอล ลูกเทนนิส ลูกบาส ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นข้อมูลภาพแบบต่างๆ
สมมติน้องชอบเล่นวอลเลย์บอล น้องก็จะใส่ใจกับมันเป็นพิเศษ แล้วน้องก็โยนมันลงไปในตะกร้า ซุบ! ลงตะกร้าพอดีเลย!
แต่พวกลูกกลมๆอื่นๆ น้องก็โยนแบบอย่างงั้นแหละ ไม่ค่อยใส่ใจ บางลูกก็อาจจะกระเด้งออกจากตะกร้าและตกหล่นหายไปบ้าง
แล้วทีนี้พอคุณครูให้โชว์ว่าเก็บลูกอะไรได้บ้าง แล้วเอามาเทียบกับคุณครู ซึ่งตรงนี้เปรียบเสมือนสิ่งต่างๆหรือมีเหตุการณ์ต่างๆที่มันเปลี่ยนแปลงไป
เอาล่ะสิ น้องๆก็ไม่มีลูกบอลแบบอื่นๆเอาไว้เทียบกับคุณครู ก็เลยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแบบไหน งงไปหมด เพราะ ข้อมูลภาพอื่นๆและรายละเอียดต่างๆมันก็ตกหล่นหายไปจาก Short term visual storage ไปซะแล้ว

อยากรู้ไหมว่ารายการทีวีนี้เอามาจากการวิจัยอะไร?
ครับผม รายการทีวีที่ให้ดูไป เขาดัดแปลงมาจากการทดลองที่เริ่มโดยคุณพี่ Simons และคุณพี่ Levin (ในปี ค.ศ.1998) คุณพี่เขาได้ออกแบบการทดลองเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า ซึ่งมันก็เกิดเจ้าปรากฏการณ์ Change Blindness นี้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ น้องๆลองคิดต่อดูสิครับว่าจะเอาไปเล่นกับเพื่อนๆแบบไหนดี ลองคิดวิธีแล้วโพสต์ comment ให้พี่หมีรู้หน่อยสิครับ ฮาฮาฮ่า

ขอขอบคุณ
▼ Show me! ▼

Tags: , , , , , ,

Dec 31

สวัสดีครับทุกคน
สบายดีกันรึเปล่า ใกล้จะปีใหม่เข้าไปทุกทีๆ ขอให้เที่ยวกันสนุกๆนะครับ
พูดถึงเรื่องหนุกๆ วันนี้พี่หมีไซโคล่า มีเกมสนุกๆมาให้ลองเล่นกัน นั่นก็คือ คือ คือ!
เกม จ่ำจำจ๊ำ !
ทุกคนอาจสงสัยอะไร จ่ำจำจ๊ำ!?

กติกาของเกม
ก็คือ ให้”จำ”คำต่างๆที่ขึ้นบนจอทีวีนั่นเอง
แต่ก่อนอื่นให้เตรียมกระดาษ 1 แผ่น และดินสอหรือปากกาวางไว้ที่บนโต๊ะ แล้วจับดินสอค้างไว้เพื่อเตรียมที่จะเขียนคำ
แต่เดี๋ยวก่อน ที่ให้เขียนนั้นไม่ใช่ตอนที่กำลังดูคำศัพท์ในทีวีนะ (ไม่งั้นจะให้จำทำไมเล่า?)
แต่ให้เตรียมไว้เขียนตอนที่มีคำสั่งบอกให้เขียนต่างหากล่ะ
อืม…เตรียมครบแล้วใช่มั้ย
ทีนี้ก็ให้คลิกดูวิดีโอที่เป็นทีวีข้างล่างนี้ และเมื่อมีคำสั่งพร้อมมีเสียงปี๊บเตือนบอกว่า “คำศัพท์หมดแล้ว ให้เขียนคำที่นึกออกได้บนกระดาษ”
ก็ให้รีบเขียนคำที่ตัวเองนึกได้ และหยุดเขียนเมื่อมีเสียงปี๊บเตือนอีกครั้ง แล้วทำตามคำสั่งที่จะขึ้นบนทีวีต่อไปนะ
เอาละ เข้าใจแล้วนะ? พร้อมกันหรือยัง?
ถ้าพร้อมแล้ว คลิกเริ่มเล่นเกมส์ข้างล่างเลย !!!
(ใช้เวลาเล่นประมาณ 3 นาที)

psychola_video_4

เฉลยเกม
▼ Show me! ▼

 

Dec 30

วันนี้พี่หมีเอาวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาเบื้องต้นมาให้ชมกันจ้า
ชื่อตอนว่า Introducing Psychology
ดูแล้วน่าจะรู้จักจิตวิทยาได้ถูกต้องมากขึ้นนะ
ความยาวประมาณ 10 นาทีนะ

psychola_video_4

ถ้าดูไม่ได้คลิกที่นี่

Script VDO แนะนำจิตวิทยา (Introducing Psychology)

หลายๆคนในที่นี้ อาจจะสงสัยว่า จิตวิทยา คืออะไร
นี่คือจิตวิทยาหรือเปล่า นี่ใช่หรือเปล่า แล้วนี่ล่ะ
นักจิตวิทยา อ่านใจคนได้จริงหรือ
นักจิตวิทยา หมายถึงอะไรกันแน่
จิตวิทยาหรือไซโคโลจี้ (psychology)
มาจากคำว่า ไซคี (Psyche) บวกคำว่า โลจี้ (Logy)
โดย Psyche หมายถึง Breath of Life หรือ Soul of Spirit ซึ่งหมายถึงจิตใจ
Logy มาจาก โลกอส (Logos) หมายถึงความรู้และการศึกษา
แต่อย่างไรก็ตามความหมายดังกล่าวดูจะล้าสมัยไปซะแล้วในยุคปัจจุบัน

นักจิตวิทยาสมัยใหม่พยายามอธิบายว่า อะไรคือจิตวิทยาและอะไรที่ไม่ใช่จิตวิทยาโดยใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาแบ่งแยก ท้ายที่สุด เราได้นิยามเชิงปฏิบัติการดังนี้
“จิตวิทยา คือ การศึกษาทางจิตใจ รวมทั้งพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์”
แล้วจุดเริ่มต้นจิตวิทยามาจากที่ใด
มนุษย์เราเริ่มศึกษาเกี่ยวกับจิตใจกันมานานแล้ว โดยผ่านคำถามต่างๆทางปรัชญา สิ่งที่เราเป็นนั้นเป็นผลมาจากสิ่งที่เราเกิดมา หรือมาจากการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่เราเติบโตมา

ผู้ที่นำศาสตร์ทางด้านจิตวิทยา ก้าวเข้ามาสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์ คือ วิลเฮม วุ้นด์ (Wilhelm Wundt) เขาคือคนแรกที่สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยาขึ้นมา และเมื่อจิตวิทยาก้าวเข้ามาสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ก็มีนักจิตวิทยาบางกลุ่ม มุ่งศึกษาระบบทางสรีระวิทยาและชีววิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์ บางครั้งทำการศึกษาโดยผ่านการทดลองกับสัตว์ด้วย

จิตวิทยาจะศึกษาเกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้งห้า (Sensory) และกระบวนการรับรู้ (Perception) การรับรู้ที่แตกต่างของบุคคลทำให้เราเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น ในบางสถานการณ์บางคนอาจจะโกรธมาก แต่บางคนกลับไม่โกรธเลย ทำไมดาราจึงถูกรับรู้ว่าเป็นบุคคลที่น่าดึงดูดใจ ทำไมการรับรู้ของบุคคลที่รับรู้ผิดปกติจึงแตกต่างจากคนปกติ ทำไมเรากล้าที่จะทำผิดกฎจราจรเมื่อไม่มีตำรวจอยู่ แล้วบุคคลผู้เป็นครูจะทำอย่างไรให้นักเรียนสนใจในการสอน โดยไม่ใช้การลงโทษที่รุนแรง รวมทั้งทำไมบางคนเกิดอาการกลัวสิ่งต่างๆ จนควบคุมตนเองไม่ได้ เช่น การกลัวงู กลัวแมงมุม
นักจิตวิทยาต้องการตอบคำถามเหล่านี้
นักจิตวิทยามุ่งที่จะเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านนี้

ทำไมนักวิทยาศาตร์บางคนจึงใช้เวลาค่อนชีวิตในการทดลองสิ่งต่างๆ จนกระทั่งมนุษย์สามารถขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ได้ แต่ขณะที่มนุษย์บางคนก็ทำอาชญากรรม ฆ่าคนอื่นได้อย่างสยดสยอง อะไรกระตุ้นให้เขาทำสิ่งนั้น นักจิตวิทยาต้องการหาคำตอบว่า มนุษย์มีกระบวนการคิดอย่างไร ภาษาที่สลับซับซ้อนมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างไร ความทรงจำและกระบวนการคิดของมนุษย์นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง มนุษย์สามารถจำข้อมูลต่างๆได้มากกว่าสัตว์ชนิดต่างๆ

นักจิตวิทยาจึงสนใจกระบวนการจำของมนุษย์ อารมณ์ต่างๆทั้งความกลัว ความรัก ความโกรธ สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในมนุษย์ทุกคน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เราสังเกตอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างไร สีหน้าแบบไหนทำให้เรารู้ว่าเพื่อนกำลังโกรธ และความก้าวร้าว ความกลัวมีประโยชน์อะไรกับเรา นักจิตวิทยาพยายามศึกษาที่มา แหล่งของความเครียดและกลวิธีต่างๆที่จะช่วยเหลือมนุษย์ให้อยู่กับความเครียดได้

ความฉลาดของมนุษย์คืออะไร ไอคิว(IQ) และอีคิว (EQ) มันคืออะไร นักจิตวิทยาวัดมันได้อย่างไร

ในปัจจุบันแนวทางในการศึกษาศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาแบ่งได้ 6 แนวทาง คือ
1. พลวัตทางจิต (Psychodynamic)
2. พฤติกรรมนิยม (Behavioralism)
3. จิตวิทยาการรู้คิด (Cognitive)
4. มนุษยนิยม (Humanistic)
5. จิตชีวะวิทยา (Biopsychological)
6. สังคมวัฒนธรรม (Social-cultural)

โดยนักจิตวิทยาได้อธิบายบุคลิกภาพของมนุษย์ ด้วยทฤษฎีบุคลิกภาพมากมายหลายทฤษฎี ทฤษฎีเหล่านี้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ล้วนช่วยกันอธิบาย ทำให้เราเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์

ความผิดปกติคืออะไร นักจิตวิทยานิยามคำว่าผิดปกติไว้อย่างไร ใช้เกณฑ์อะไรในการแบ่งแยก อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บุคคลมีความผิดปกติทางจิต แล้วเราจะช่วยบุคคลผู้มีความผิดปกติทางจิตอย่างไร
นักจิตวิทยาบางกลุ่มทำงานกับจิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล โดยมุ่งค้นคว้า ค้นหากระบวนการบำบัดทางจิต เพื่อให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีความทุกข์หรือมีความผิดปกติทางจิต จึงถือกำเนิดเป็นสาขาจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) และจิตวิทยาคลีนิก (Clinical Psychology) นักจิตวิทยากลุ่มนี้ทำการบำบัดผู้คนด้วยวิธีการต่างๆ บ้างใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์เพื่อค้นหาปมในอดีต บ้างใช้การพูดคุยที่นุ่มนวลเพื่อให้ผู้มีความทุกข์รับรู้ว่ามีคนเข้าใจอยู่

นักจิตวิทยาบางกลุ่มศึกษาพฤติกรรมในองค์กรหรือบริษัท เพื่อค้นหาว่าองค์กรที่ดีเป็นเช่นไร และต้องบริหารองค์กรอย่างไร เพื่อให้บุคคลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นักจิตวิทยาเหล่านี้ล้วนอยู่ในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (Industrial and Organizational Psychology)

จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) พยายามที่จะศึกษาอิทธิพลของสังคม อิทธิพลของกลุ่มที่ส่งผลต่อกระบวนการคิด ความรู้สึก อารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ของบุคคลที่มีต่อสังคม

สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ศึกษาพัฒนาการทุกช่วงวัยในด้านต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ ความคิด สังคม บุคลิกภาพ วิธีการเลี้ยงเด็ก วิธีการดูแลผู้สูงอายุ และวิธีการจัดการของบุคคลที่อยู่ในช่วงรอยต่อแห่งวัย

นอกจาก 4 สาขาสำคัญนี้แล้ว จิตวิทยายังมีศาสตร์แห่งการเรียนรู้แตกแขนงออกไปด้านต่างๆอีกมากมาย ทางสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association: APA) ได้แบ่งศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาออกเป็น 56 สาขา อาทิ
จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology)
จิตวิทยาการสอน (Teaching of Psychology)
จิตวิทยาการทดลอง (Experimental Psychology)
ประสาทวิทยาพฤติกรรม (Behavioral Neuroscience)
จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology)
จิตวิทยาคลีนิก (Clinical Psychology)
จิตบำบัด (Psychotherapy)
จิตวิทยาสุขภาพ (Health Psychology)
จิตวิทยาสื่อ (Media Psychology)
การเสพติด (Addictions)
จิตวิทยากีฬา (Sport Psychology)
การวิเคราะห์พฤติกรรม (Behavior Analysis)
จิตวิทยาผู้บริโภค (Consumer Psychology)

ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยา จึงเป็นสิ่งต่างๆที่อยู่ใกล้ชิดและล้อมรอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เราจะรู้จัก สังเกตเห็นและนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
Psychology is all around.