Feb
6

บู๊…ออทิสติกทำได้จริงหรือ

  เรื่อง : พี่หมีแห่งไซโคล่า 
ปรับปรุงใหม่จ้า

จีจ้า

เวลาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ผมชอบดูทีวีบนรถไฟ ซึ่งมันมีแต่โฆษณา…..และส่วนใหญ่จะซ้ำๆกัน

แต่วันหนึ่ง ผมได้ดูเทรลเลอร์หนังอันนี้

psychola_video_4

      โค-ตะ-ระเท่ห์เลยคร้าบผม อย่างกับจาพนมเวอร์ชั่นผู้หญิงแน่ะ ขอคารวะนับถือความเก่งของจีจ้าจริงๆเลยขอรับ พอผมดูตัวอย่างหนังนี้ก็สนใจอย่างหนึ่ง คือ คำในหนังบอกว่า  ”สายเลือดยากูซ่า…กับผู้หญิงทรยศ…ให้กำเนิดเด็กพิเศษ…ออทิสติก…ความบกพร่อง หรือพรจากสวรรค์”

ภาพจากหนัง chocolate

     ในฐานะคนที่เรียนจิตวิทยาอย่างผม ก็สะกิดใจคำๆนี้และมีคำถามว่า  ”แล้วจริงๆ เด็กพิเศษที่เป็นออทิสติก จะเตะต่อย อะจ๊าก อะโจ๊ะ ได้แบบนั้นจริงหรือเปล่า”
     และแล้ว “สายเลือดจิตวิทยา…กับความสงสัย…ให้กำเนิดคำถามพิเศษ…ออทิสติก..เก่งต่อยเตะ…ตื่นตา….ได้จริงไหม” ผมก็ตัดสินใจเดินไปหาผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นคือจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคนเริ่มตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่ตายเลยครับ ผู้รู้ท่านนั้นคือ รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ซึ่งเราจะไปถามอาจารย์ด้วยกันครับ
     ตึก ตึก ตึก………..เสียงเดินของผม
     แอ๊ดดดด เสียงเปิดประตู   
     ปัง เสียงปิดประตูของผม 
     ป๊าด เสียงตดของผม
     แสก แสก แสก เสียงผมเดินอย่างนอบน้อม    

     “เอ่อ..ไม่ทราบว่า โต๊ะอาจารย์ศิรางค์อยู่ทางไหนครับ” ผมถาม
     “ครูนี่แหละ อาจารย์ศิรางค์ มีอะไรจ้ะ”
     “โอ๊ะ จริงด้วย สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีคำถามครับ คือ ผมเพิ่งได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง Chocolate เนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับเด็กพิเศษที่เป็นออทิสติกเธอเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ จะเตะจะต่อยได้หมด ผมเลยสงสัยว่ามันเป็นอย่างนี้ได้จริงหรือไม่?” ผมถามด้วยความหิวข้าว

ภาพจากหนัง chocolate

     “อืม…ครูคิดว่าเด็กออทิสติกก็มีความเป็นไปได้ที่จะเก่งกาจและมีความอัจฉริยะทางด้านร่างกาย ด้านการต่อสู้อะไรพวกนี้ได้แหละค่ะ เพราะอย่างออทิสติกที่เป็นอัจฉริยะในเรื่องอื่นๆก็อย่าง เช่น อัจฉริยะทางศิลปะ เช่น วาดภาพเหมือน อัจฉริยะด้านดนตรี เช่น เล่นเปียโนจากเพลงที่เคยฟังแค่ครั้งเดียว อัจฉริยะเรื่องการจดจำสิ่งต่างๆก็มีมาก เช่น เปิดหนังสือมาเล่มหนึ่งแล้วอ่าน 1 รอบ แล้วปิดหนังสือ และก็ให้เขาอ่านให้ฟังจากความทรงจำก็ทำได้ อัจฉริยะด้านการคำนวณ เช่น คำนวณปฏิทินล่วงหน้าหรือย้อนหลังได้ คำนวณสแควรูทได้ เป็นต้น นักจิตวิทยาจะเรียกออทิสติกที่มีอัจฉริยะเหล่านี้ว่า ซา-วองก์ (Savant) ค่ะ
     “ไม่ใช่ซา-แว้นเหรอครับ เหมือนกับที่ขี่มอ’ไซค์เล่นทั่วไป”  
     “ไม่ค่ะไม่ อ้อ ซึ่ง savant เป็นไม่ได้ทุกคนหรอกค่ะ เท่าที่พบก็มีประมาณ 10% ของออทิสติกที่พบค่ะ คือสมมติมีออทิสติก 100 คน จะมี 10 คนที่มีความสามารถและเป็น savant ค่ะ” อาจารย์ตอบ
     “แล้วถ้าสมมติสาวน้อยจีจ้าในเรื่องนี้เป็นออทิสติกจริงๆ แล้วเขาจะไปต่อสู้โลดโผนได้อย่างในหนังจริงหรือครับ” ผมยังสงสัยไม่หาย

ภาพจากหนัง chocolate

     “อ๋อ ครูคิดว่าก็น่าจะได้ค่ะ เพราะ สาเหตุอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ออทิสติกคนนั้นก็จะเตะและต่อยได้ตามที่เขาเคยเห็นเท่านั้นค่ะ เขาจะไม่สามารถคิดหรือ create ท่าทาง และก็คิดแก้ปัญหาใหม่ๆ ในสถานการณ์การต่อสู้ที่แตกต่างกันค่ะ เนื่องจากออทิสติกจะมีปัญหาทางด้านจินตนาการค่ะ เขาจะคิดอะไรที่เป็นนามธรรมไม่ได้ ทำให้เขาไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ นอกเสียว่าเขาจะเคยเห็นเคยดูมา ก็ยกเว้นไปค่ะ และนอกจากนี้ ออทิสติกก็จะจดจำทุกอย่างได้เหมือนกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอค่ะ”
    “แล้วออทิสติกนั้นมีปัญหาทางสติปัญญาหรือที่เรียกกันว่าปัญญาอ่อนหรือเปล่าครับ”
    “ตรงนี้ต้องย้ำความเข้าใจด้วยค่ะว่า ออทิสติกนั้นมีตั้งแต่คนที่ฉลาดมากๆ มี IQ สูงจนถึงขั้นอัจฉริยะไล่มาเรื่อยจนถึงคนที่มี IQ ต่ำจนถึงขั้นปัญญาอ่อนเลยค่ะ ซึ่งบางคนก็ฉลาดมากจริงๆ แต่เขาจะไม่รู้ว่าคนอื่นๆรู้สึกยังไง ทำให้เขาไม่เข้าใจจิตใจคนอื่นน่ะค่ะ…นี่คือลักษณะของออทิสติกค่ะ”
     “โอ้ เข้าใจ ออทิสติกมากขึ้นเลยครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์”
    “ยินดีค่ะ”

       จากที่ผมไปหาความรู้มาก็ได้ความมาว่า ออทิสติกมีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเรื่องต่อสู้และการใช้ร่างกาย แต่เขาจะคิดเองใหม่ไม่ได้ครับ ตัวอย่างเช่น โจรกระโดดมาทางขวาแบบนี้จะต้องเตะท่าไหนดี หรือ มีโต๊ะตั้งอยู่แบบนี้จะเอาตัวสอดเข้าไปเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้หรือไม่ เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าออทิสติกจะคิดเองหรือทำอะไรไม่ได้เลยจนถึงขั้นเรียกว่าปัญญาอ่อน เพราะออทิสติกทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาอ่อนเสมอไปอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

ภาพจากหนัง chocolate

    ผมไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือคิดไม่ดีต่อหนังเรื่อง Chocolate นะครับ แต่ผมกลับชื่นชมและขอปรบมือให้คนเขียนบทที่รู้จักนำเสนอบทหนังที่แปลกใหม่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และหนังก็ทำออกมาได้น่าสนใจมากขอรับ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ช่วยทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจออทิสติกมากขึ้นและสำหรับคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็จะได้เข้าใจออทิสติกและเอาไปเล่าต่อได้อย่างถูกต้องนะขอรับ.

ขอขอบคุณ
รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ขณะนี้ท่านเป็นอาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาพัฒนาการอยู่ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านจบปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษจาก University of Northern Colorado
ท่านมีความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการอารมณ์  บุคลิกภาพของคน, พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ทุกด้าน, ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และเด็กพิเศษ

17 Comments to “บู๊…ออทิสติกทำได้จริงหรือ”

  • ถึง ผู้เขียน

    ผมว่าก่อนจะนำเสนอหาข้อมูลให้รอบด้านกว่านี้ดีกว่าไหมครับ

    จากที่คุณไปถามอาจารย์มา คำตอบที่ได้มักจะขึ้นต้นว่า “ครูคิดว่า…”

    การที่ใช้คำว่า “คิดว่า” หมายถึงอาจารย์คิดเอาเองจากความรู้และประสบการณ์ที่มีใช่ไหมครับ ไม่ใช่เป็นข้อสรุปที่แน่นอนในสิ่งที่คุณถาม

    ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่ออาจารย์นะครับ แต่อยากให้คุณทำการบ้านมากกว่านี้ ลองค้นเน็ตหรือเปิดหนังสือสักหน่อยดีไหมครับ

    อีกอย่างคุณไม่ต้องห่วงหรอกครับว่าจะเป็น “การโจมตี” หนังเรื่องนี้ เพราะข้อมูลของคุณมันไม่หนักแน่นเพียงพอ ที่บอกว่าไปหาความรู้มาคือ การไปถามคำถามอาจารย์หนึ่งคนใช่ไหมครับ

    ด้วยมิตรภาพ

    ปล. แถมท้ายอีกนิด ผมเป็นคนช่างจับผิดครับ

    คุณเขียนว่า “นักจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology)” ในวงเล็บที่ถูกต้อง ควรจะเป็น “Developmental Psychologist” ใช่ไหม ผมเข้าใจว่าคุณคงรู้แต่พิมพ์พลาดไป

    อีกนิดนะครับ คนที่เรียกตนเองว่า “นักจิตวิทยาพัฒนาการ” มีจริงๆ หรือครับในประเทศไทย หมายถึงเรียกตัวเองอย่างเป็นอาชีพน่ะครับ ไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญหรือศึกษาทางด้านนั้นเพียงเท่านั้น

  • ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ ขอบคุณที่เสนอความเห็นขอรับ

  • ความเห็นแรกเป็นหมา ความเห็นสองเป็นหมี ผมขอเป็นคนแล้วกัน
    นักจิตวิทยาพัฒนาการ เป็นประเภทความเชี่ยวชาญครับไม่ใช่อาชีพ นักจิตวิทยาก็ไม่ใช่อาชีพ….
    คำพูดว่า”ครูคิดว่า” ไม่ได้ลดค่าของข้อมูลลงนะครับ เพราะมันอยู่บนพื้นฐานของคำว่าทฤษฏี จิตวิทยายังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่และยากแก่การพิสูจน์”ทฤษฏี”และ”คิดว่า”จึงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปเหมือนกับอีกหลายๆศาสตร์
    เพราะฉะนั้นการที่คุณความเห็น 1 จะบอกว่ามันไม่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องจริงครับ เพราะว่ามันไม่ใช่”กฏ” แต่ในทางกลับกันในโลกนี้ก็จะไม่เหลืออะไรให้คุณเชื่อชักเท่าไหร่เลย
    *เพราะบางครั้งกฏก็โดนล้มเหมือนกัน*
    …………………………………………………………………………………….
    ข้อสรุปน่าจะผิดนะครับเด็กออทิสติกสามารถเตะต่อยได้ ทำท่าเหมือนในหนังได้ เพราะถึงแม้เขาจะคิดไม่ได้แต่ก็ยังสามารถเรียนรู้โดยการดูได้อยู่ดี

  • ตอบคุณหมาดำว่า จิตวิทยาพัฒนาการเขียนอย่างพี่หมีถูกแล้วคะ เพราะเราก็เรียนจิตวิทยาพัมนาการมาโดยตรง

    Developmental Psychology

  • หนูก็สนใจเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาเหมือนกัน แล้วก็ได้ดูหนังเรื่อง Chocolate แล้วด้วย
    ดูไปแล้วก็สนุกดี ไม่ได้สะกิดใจว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาด้วยซ้ำ พอมาอ่านแล้วทำให้หนูรู้ว่า อ้อ..ทำไมเราไม่สังเกตุในเรื่องนี้นะ เรื่องของพี่หมีไซโคล่าให้ความรู้หนูมาก แล้วพอมาอ่านของพี่หมาดำ ทำให้หนูรู้สึกว่าพี่เป็นคนชั่งสังเกตุจริงๆ การเข้ามาอ่านครั้งนี้..ทำให้”หนูคิดว่า” ถ้าหนูอยากเป็นนักจิตวิทยา หนูควรใส่ใจรายละเอียดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆให้มาก และควรจะเป็นคนช่างสังเกตุ(ไม่ใช่จับผิด)กว่านี้ด้วยค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ค่ะ ขอบคุณค่า^o^

  • ถึง ผู้เขียน

    ในฐานะคนที่ฝึกฝนมาทางด้านศิลปะการต่อสู้ผมมีความเห็นว่าถึง Autistic Savant จะมีพรสวรรค์ในการจดจำ ลอกเลียน และคิด (ในบางเรื่อง) มากกว่าคนทั่วไปอย่างเทียบกันไม่ติด แต่ในความเป็นจริงแล้วจะไม่สามารถเก่งในการใช้ศิลปะการต่อสู้ในระดับที่สูงกว่าการลอกเลียนท่าทางได้ครับ

    ทักษะหลายชนิดของผู้ที่ชำนาญการต่อสู้จะรวมไปถึงการถ่ายน้ำหนัก การควบคุมจังหวะหายใจ รวมทั้งการเลือกใช้กล้ามเนื้อเพียงบางส่วน สิ่งเหล่านี้การเห็นด้วยตาเปล่าไม่สามารถนำไปลอกเลียนได้ครับ ผู้เขียนว่างๆ ลองไปเดินสวนลุมตอนเช้าๆ หากลุ่มที่เขาฝึกมวยจีนหรือไอคิโดดูได้ครับ (ผมแนะนำไอคิโด) ให้เขาสาธิตอะไรให้ดูบางอย่าง จะเห็นว่าท่าผลักหรือท่าทุ่มบางท่าเขาทำเพียงเบาๆ เท่านั้นเรากลับกระเด็นไปได้ แต่เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ทั้งๆ ที่เลียนท่าเหมือนเขาทุกประการ ทั้งนี้เป็นเพราะรายละเอียดปลีกย่อยที่เราไม่สามารถมองเห็นยังมีส่วนต่างกันอยู่ครับ ในผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้จะได้ทักษะตรงนี้จากการชี้แนะของอาจารย์ ไม่ใช่แค่การลอกเลียนครับ

  • หมาดำ เข้าใจเรียกตัวเองแฮะ เพราะเหมือนจริงๆ หมาดำ แปลกกว่าหมาตัวอื่นด้วยสีตัวมันเองไม่จำเป็นต้องเห่าเพื่อบอกให้มหาตัวอื่นรู้ว่าตัวเองเป็นหมาดำ หมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสัมผัสด้านการดมกลิ่นหรือการสังเกตกลิ่นดีมาก และคุณหมาดำก็มีซะด้วยอุตส่าห์ ดมกลิ่นมาเจอกระดูก(บทความดีๆ)จนได้ และขึ้นชื่อว่าหมา พี่แกก็มีสัญชาติญาณของหมาจิงๆแหล่ะ คือหลังจากแก”ดม”วิเคราะห์กลิ่นบทความแล้วไม่เพอร์เฟค เค้าก็”กัด” กัดในมุมที่เค้าชอบและก็ส่งเสียงเห่าร้องเพื่อนให้ตัวอื่นรับรู้ถึงการกัด แต่เจตนาของเค้าแค่อารมณ์หมาดำอยากเห่าให้รู้ว่าตูเจอเป็นตัวแรกเท่านั้นเอง ^^ (ป.ล.ผมไม่ได้เรียนจิตวิทยาหรอกครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดแว๊บแรกที่ได้อ่านกระทู้นี้จนจบคอมเม้นของทุกคนครับ) (ป.ล.2 ผมรับฟังคำวิจารณ์ในสิ่งที่ผมเขียนไปได้ครับ เชิญวิพากษ์กันตามสบาย)

  • ไม่ได้เข้ามาเสียนานเลยครับ มีอะไรพาดพิงถึงผมเต็มไปหมด ขอชี้แจงอะไรสักเล็กน้อย

    *****
    คุณคนปกติ บอกว่า

    “คำพูดว่า”ครูคิดว่า” ไม่ได้ลดค่าของข้อมูลลงนะครับ เพราะมันอยู่บนพื้นฐานของคำว่าทฤษฏี จิตวิทยายังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่และยากแก่การพิสูจน์”ทฤษฏี”และ”คิดว่า”จึงปรากฏให้ เห็นอยู่ทั่วไปเหมือนกับอีกหลายๆศาสตร์”

    ผมบอกตรงไหนคือครับว่าคำว่า “คิดว่า” เป็นการลดค่าของมูล ผมบอกแต่เพียงว่ามันไม่ใช่ข้อสรุป การที่ผู้เขียนอ้าง “ความคิดเห็น” ของอาจารย์คนเดียว แล้วใช้เป็นข้้อสรุปของคำถามของผู้เขียน

    *****
    คุณ mim delpsy ku

    “ตอบคุณหมาดำว่า จิตวิทยาพัฒนาการเขียนอย่างพี่หมีถูกแล้วคะ เพราะเราก็เรียนจิตวิทยาพัมนาการมาโดยตรง

    Developmental Psychology”

    คุณไม่ได้อ่านฉบับที่ยังไม่ได้แก้ไขนี่ครับ ตอนนั้น ผู้เขียน เขียนว่า “นักจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology)” ครับ ซึ่งมันผิดเห็นๆ

    *****
    ส่วนที่คุณมรรคกล่าว ผมขี้เกียจโต้แย้งอะไร เพราะเห็นว่าไร้สาระ ไม่มีอะไรต้องวิจารณ์

  • Developmental Psychology คือสาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการครับ ส่วน Developmental Psychologist คือ นักจิตวิทยาพัฒนาการครับ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว

  • ขอยืนยันว่าเป็นได้จริง ๆ จากตัวอย่างของลูก ถ้าดูคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือดูวีซีดีการบวกลบเลขคณิตแล้ว สามารถทำได้เอง
    โดยไม่ต้องเรียนในห้องเรียนค่ะ
    ยืนยัน ๆ ๆ ๆ ๆ จ้า

  • อ่านของคุณflood แล้ว ยืนยันว่า ทำได้จริง ๆ เพราะลูกทำตามแบบจีจ้า หรือการเล่นโยคะ ก็ทำตามในวีซีดีได้ แม้แต่การผ่อนลมหายในเข้า-ออก ทำได้จริง ๆ ค่ะ

  • ถึงคุณแม่ลูกออฯ
    ขอยกข้อความที่ผมพิมพ์ขึ้นมาอีกครั้งนะครับ
    >แต่ในความเป็นจริงแล้วจะ[b]ไม่สามารถเก่งในการใช้ศิลปะการต่อสู้ในระดับที่สูงกว่าการลอกเลียนท่าทางได้ครับ[/b]

    ผมไม่ได้บอกว่าไม่สามารถเลียนแบบท่าทางได้นะครับ แต่ไม่สามารถเลียนแบบการส่งแรงได้ ถ้าเป็นวิชาเตะต่อยจะสังเกตยากหน่อยเพราะต้องดูจุดที่กระทบ เช่นถ้านักแสดงใช้จมูกเท้าสัมผัสเป้าหมาย คนที่เลียนแบบใช้จมูกเท้าเหมือนกันหรือเปล่า รวมถึงน้ำหนักของลูกเตะนั้นยากที่จะบอก เพราะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้เตะด้วย แต่ถ้าถ่ายน้ำหนักถูกต้องพลังทำลายจะแตกต่างไปจากการยกเท้าเตะที่ดูเหมือนเพียงท่าทาง

    สิ่งที่จะเห็นได้ชัดเจนกว่าว่าเลียนแบบได้ยากก็คือพวกมวยภายในอย่างไอคิโดครับ ถ้าลองหาวิดีโอคลิปจะเห็นว่าบางครั้งเขามีสาธิตให้ดูประเภทให้คนอื่นมางอแขน แล้วงอเท่าไหร่ก็งอไม่ได้ ถ้าเลียนแบบท่าทางภายนอกเราก็จะเหยียดแขนเฉยๆ เองครับ แต่ไม่สามารถทำอย่างนักไอคิโดคนนั้นได้

    การเล่นโยคะตามซีดีนั้นผมไม่แน่ใจว่าติดตามผลได้เท่าไรเพราะผมไม่เคยผึกโยคะ แต่ถ้าเป็นการรำไท้เก๊ก คนที่ฝึกไท้เก๊กอย่างจริงจังยอมรับว่าแตกต่างมากครับระหว่างการเรียนจากลักจำท่าทางและการเรียนจริง เพราะแม้ว่าจะไปเรียนแบบถึงเนื้อถึงตัวกับผู้สอน แต่การสอนที่ถูกต้องตามหลักวิชาจริงๆ นั้นยังให้ผลแตกต่างออกไป อธิบายยากครับ

    ลองดูจากในคลิปนี้นะครับ แล้วพิจารณาว่าการเลียนแบบท่าทางสามารถให้ผลลัพธ์แบบนี้ได้หรือเปล่า
    http://www.youtube.com/watch?v=gxpvIAZ5Mfo

  • คนไทย ก่าอีแต่เขียน นักจิตวิทยายาพัฒนาการ Developmental Psychology ยังมีคนทะเลาะกัน อย่าง รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ท่านก็เป็นบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เป็นบุคลากรของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเป็นอาจารย์ที่เกษียณแล้ว ไม่ยอมเกษียณ ท่านยังเมตตามาสอน มาให้ความรู้ แก่เด็ก แล้วการที่อาจารย์แสดงความคืดว่า เห็นว่า ดิฉันเห็นว่าข้อมูลที่ท่านให้มามีค่ามาก เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญคนหนึ่ง

  • รบกวนนิดนะคะ..ต้องการความช่วยเหลือนิดหน่อย
    มีใครรู้จักนักจิตวิทยาที่มีความรู้หรือเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เกี่ยวกับแนวคิดหรือทฤษฎีด้านความจำบ้างมั๊ยคะ ช่วยแนะนำด้วยคะ แล้วรองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ท่านพอจะให้คำปรึกษาด้านนี้ได้มั๊ยคะ คือจะขอให้ท่านทำแบบสอบถามและสัมภาษณ์หน่ะคะ (กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเกมด้านความจำคะ)..ขอบคุณมากนะคะ

  • เวบสวยมากเลยครับ ใช้ธีมจากไหนอ่า

  • มันสะท้อนถึงพวกคุณ

  • ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ แต่การกลบเกลื่อนความขัดแย้งต่างหากที่อันตราย การถกเถียงกันเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องสมานฉันท์แบบประนีประนอมจอมปลอมแต่อย่างใด วิชาการเป็นเรื่องของการถกเถียงเพื่อต่อยอดความรู้บนพื้นฐานของเหตุและผล (อาจมีอารมณ์บ้างก็ตามแต่บุคคล และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดอีก หากหลักๆ แล้วยังคงเป็นเรื่องของการถกเถียงกันในเชิงเหตุและผล) หากไม่มีสมองและเข้าใจไม่ได้ก็เลิืกโพสเถอะครับ

Leave a comment

เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง