Aug 07

แค่คาดหวัง ก็มีผล

By NusNus

 

                ในนิยาย การ์ตูน หรือภาพยนตร์หลายเรื่อง มักจะให้ความสำคัญกับ “ความหวัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตอนถึงคราวคับขัน ตัวเอกเจอเหตุการณ์ที่วิกฤตมาก ๆ แทบจะมองไม่เห็นว่าจะหาทางออกกับปัญหาในขณะนั้นอย่างไร แต่ตัวละครก็จะเตือนสติตัวเอง หรือมีคนอื่นเตือนสติให้เชื่อมั่นว่า อย่าหมดหวัง ให้เชื่อจริง ๆ ว่าสิ่งร้าย ๆ ต้องผ่านไป และสิ่งดี ๆ ก็ต้องเข้ามาสักวัน

                ส่วนในชีวิตจริงนั้นเนื่องจากเราเป็นคนแสดงเสียเอง และเนื่องด้วยโลกในปัจจุบันคือโลกแห่งวิทยาศาสตร์ ความหวังดูเหมือนจะเป็นปาฏิหารย์เลือนรางใกล้เคียงกับเรื่องโชคราง แต่อย่างไรก็ตามมีการวิจัยของจิตวิทยาเกี่ยวกับผลของความคิด หรือความหวังของคนที่อยู่ภายในที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบตัวให้เป็นไปตามนั้น ฟังแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่วิทยาศาสตร์แต่ความจริงแล้วความหวังมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ จริง ๆ

                ปรากฏการณ์ที่ความหวังนั้นเกืดก่อนความจริง   เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงมานาน แต่จะในแนวเหนือธรรมชาติเสียมากกว่า ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Self-fulfilling prophecy ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับนิยาย และภาพยนตร์ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ผลของความหวังที่ทำให้เกิดความจริงอย่างมีหลักฐานนั้น มีการวิจัยที่ไม่ค่อยนานเท่าไหร่เมื่อ ปี 1992 ของ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson ซึ่งได้วิจัยเกี่ยวกับผลของครูที่มีต่อนักเรียน ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว

ภาพประกอบบทความ

                การวิจัยนี้ทดลองโดยการบอกครูผู้สอนว่าเด็กคนไหนเก่ง และคนไหนไม่เก่ง โดยที่จริง ๆ แล้วเด็กทั้งคู่ก็เรียนเก่งพอ ๆ กัน แต่พอเวลาผ่านไป เด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเป็นเด็กเก่งก็เรียนเก่งขึ้นจริง ๆ และเด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเรียนไม่เก่ง ก็พาลเอาเรียนไม่เก่งเอาดื้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่เด็กทั้งคู่ก่อนหน้านี้มีความเก่งหรือฉลาดไม่แตกต่างกันเลย การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อของครูผู้สอนที่มีต่อนักเรียนมีผลต่อตัวนักเรียนอย่างมาก แต่ว่าเป็นเพราะอะไร? ความเชื่อที่อยู่ในหัวถึงส่งผลต่อเด็กจริง ๆ ได้

                ความคิดของคนนั้นเหมือนจะอยู่แค่ภายในก็จริง แต่ว่ามันก็ส่งผลต่อเราหลายอย่างออกมาโดยที่เรารู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ในการวิจัยข้างบนก็เป็นผลมาจากสิ่งนี้ ครูผู้สอนเมื่อรู้ว่านักเรียนคนไหนเรียนเก่งก็จะคาดหวังกับเด็กคนนั้นสูง พยายามส่งเสริมให้ทำอะไรต่าง ๆ ที่ยากขึ้น เมื่อเด็กคนนั้นไม่ได้หรือผิดก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องแปลก และพยายามทำให้เด็กคนนั้นทำได้ เพราะตนรับรู้ว่าเขาเป็นคนเก่งซึ่งควรจะทำอะไรยาก ๆ ได้ แต่เด็กคนที่ครูคาดว่าเรียนไม่เก่ง ครูก็จะไม่ค่อยจะให้มีส่วนร่วมเช่น ไม่ให้ตอบคำถามยาก ๆ เพราะคาดไว้อยู่แล้วว่าคงตอบไม่ได้เมื่อทำอะไรไม่ได้ ครูผู้นั้นก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคิดไว้แล้วว่าเป็นคนไม่เก่ง และอาจจะละเลยที่จะส่งเสริมให้เด็กคนนั้นเก่งขึ้น เพราะคิดว่าคงจะยากเกินไปสำหรับเด็กคนนั้น

ภาพประกอบบทความ

                การวิจัยข้างบนเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลของความคาดหวัง เมื่อคนเราคาดหวังอะไรแล้ว คนเราก็จะมักจะคิดไว้ก่อน โดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มันควรจะเป็นแบบไหน เช่น ถ้าเราหวังว่าวันเกิดของเราจะได้ของขวัญจากเพื่อน เมื่อเราเห็นกลุ่มเพื่อนของเราขอตัวไปซื้อของโดยไม่ให้เราไปด้วย เราก็มักจะคิดว่าเขาคงไปซื้อของขวัญให้เราแน่ ๆ  และไม่เพียงเท่านั้น ความหวังของเราจะส่งผลกับคนอื่นด้วย เช่น ถ้าเราเห็นว่าเพื่อนไม่เห็นจะให้ของขวัญเราเสียที เราอาจจะพูดถึงของที่อยากได้ หรือแม้แต่การมองของที่อยากได้ขณะเดินซื้อของกับเพื่อน โดยหลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่าคนอื่นเองก็อาจรับรู้ความต้องการของเราได้เช่นเดียวกัน เพื่อนเราที่อาจจะลืมวันเกิดเรา แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากการกระทำของเราบ่อย ๆ เขาก็อาจจะจำได้ว่าควรจะซื้อของขวัญวันเกิดให้เรา การที่ความคาดหวังเป็นจริงนั้น เป็นเพราะเราทำให้สิ่งรอบตัวเอื้อต่อการเกิดสิ่งที่เราหวังนั่นเอง

                อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราพยายามทำสิ่งที่เราหวังให้เกิดขึ้น เพราะหลายสิ่งที่เราทำมันส่งผลเล็กน้อยมาก เช่น ถ้าเราแอบชอบใครเราจะพยายามหาโอกาสที่จะได้เจอกับคน ๆ นั้น เช่น เดินผ่านที่ที่เขาอยู่บ่อย ๆ  ซึ่งถ้าหากมองเผิน ๆ แล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ของสิ่งที่เราหวัง เช่นจากตัวอย่าง  ถ้าเราชอบใครแล้วเราไม่เคยทำให้เขาเห็นหน้าเลย โอกาสที่เขาจะชอบเราก็จะน้อยเต็มที

                นอกจากนี้ยังมีเรื่องท่าทาง การแสดงออกของคน หลายอย่างที่ส่งผลโดยความคิดภายใน โดยที่ยากจะปกปิด เช่น สีหน้า น้ำเสียง ถ้าเรากับเพื่อนมีปัญหาขัดแย้งกัน แล้ววันต่อมาเราคาดหวังว่าเราอาจจะทะเลาะกับคนคนนี้เพราะปัญหานี้ก็ได้ เวลาเราคุยกับเพื่อนคนนี้เราอาจจะแสดงสีหน้า บึ้งตึง น้ำเสียงกระชาก จนเป็นการสร้างความโมโหให้อีกฝ่าย และต้องทะเลาะกันจริง ๆ

ภาพประกอบบทความ

                จากที่เล่ามาแล้ว คงเห็นถึงความสำคัญของความหวังขึ้นมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามถึงความหวังนั้นมีผลต่อสิ่งภายนอกจริง ๆ แต่แค่ส่งผล ไม่ได้ดลบันดาลให้มันเป็นจริงไปตามทุกอย่างที่เราหวัง เพราะที่มันเป็นจริงก็เกิดจากตัวเราที่พยายาม และคนอื่นที่รับรู้ถึงความพยายามของเราเสียส่วนใหญ่

                ความหวัง คงจะมีประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่แค่หวังเปล่า ๆ เพราะถ้าเราแค่หวัง เราก็จะพยายามทำอะไรให้สมหวังโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราพยายามอย่างรู้ตัวควบคู่ไปด้วย และพยายามอย่างถูกวิธี ก็เพิ่มความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราหวังนั้นจะเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

                และสิ่งที่ควรจะเตือนตัวเองไว้เสมอคือ ทุกอย่างมีโอกาสผิดพลาด มีความหวัง ย่อมคู่ไปกับความผิดหวัง ความผิดหวังไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ ๆ แต่ถ้าเราสามารถยอมรับมันได้ และไม่ทุกข์กับมันจนเกินไป เราก็จะหวังอะไรต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจขึ้น

                และที่สำคัญมาก ๆ  คือ หวังในสิ่งที่ดีแล้วกัน

Tags: ,

Jun 16

วิธีคิด ?! 

by luvchompu

วันๆหนึ่งคนเราต้องเจอะเจออะไรต่ออะไรตั้งมากมาย

มีทั้งเรื่องดี มีทั้งเรื่องร้าย..

ถามว่าเราจะเลือกได้ไหม ?

ถ้าจะเลือกให้ไม่เจอเลย คงเป็นไปได้ยาก

แต่สิ่งที่ทำได้คือ เลือกจัดการกับความคิด

จัดการกับความรู้สึกของตัวเองจะง่ายกว่า

จำไว้ว่า “มันอยู่ที่วิธีคิด ชีวิตถึงอยู่ได้”

วิธีคิด ?!

ใครๆก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น

จะมีน้อย จะมีมากก็ต่างกันไป

คนเราทุกคนบนโลกนี้ ต่างกันทั้งนั้น

ไม่มีใครเหมือนกัน พี่น้องกัน พ่อแม่เดียวกัน

ได้รับการเลี้ยงดูมาเหมือนกัน ยังไม่เหมือนกันเลย

แม้แต่ฝาแฝดกัน ยังไง๊ ยังไง มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

มันอาจคล้าย แต่ที่สุดแล้วมันไม่เหมือน …

ในเมื่อที่คนเราต่างกันด้วยอะไรหลายๆอย่าง

รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยแล้วนั้น

ฉันก็คือฉันวันยังค่ำ

ในขณะที่เธอก้อคือเธอเช่นเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง

สิ่งที่กำลังจะบอกก้อคือว่า …

ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข

วันแต่ละวันมีความหมายในตัวมันเอง

ชีวิตหนึ่งมีโอกาสได้เจอวันแต่ละวันครั้งเดียวเท่านั้นแหละ

อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดีๆ เก็บสะสมมันไว้

ให้เป็นกำลังสำหรับวันต่อๆไป

วิธีคิด ?!

ส่วนอะไรที่มันเลวร้าย ก็ปล่อยให้มันผ่านไป

ให้รู้ไว้ว่านี่แหละ มันคือประสบการณ์

ถ้าวันนี้รู้สึกแย่ ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูสิ

คิดว่าวันนี้มันแย่ แย่ที่สุดในชีวิตไปเลย

ทำไมนะเหรอ ? ..

ก็เพราะว่าจากนี้ไปจะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้แล้ว

เรื่องต่างๆที่จะเจอต่อไป มันแค่เรื่องเล็กน้อย

มากกว่านี้ หนักหนากว่านี้เราก็ยังเคยผ่านมาได้สบายๆ

Tags:

Jun 14

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

By NusNus

     เคยอ่านหนังสือ a day weekly (นานมากแล้ว)มีการ์ตูนแซวสังคมเป็นแม่บ่นลูกตั้งแต่แม่ใส่โจงกะเบนแล้วลูกแต่งกระโปรงบานแบบสมัยฟ้าทะลายโจร พอแม่ยุคต่อมาใส่กระโปรงบานก็ไปบ่นลูกที่แต่งตัวแบบดิสโก้เทค พอแม่แต่งตัวแบบดิสโก้ก็มาบ่นลูกที่แต่งตัวฮิบฮอบไปเรื่อย ๆ เห็นแล้วตลกดี พอคิดแล้วก็มานึกถึงปัญหาสังคมทุกยุคสมัยที่ไม่มีวันแก้ไขได้คือปัญหาความไม่เข้าใจของพ่อแม่ กับลูก พ่อแม่ว่าถูกลูกว่าผิด พอลูกว่าถูกพ่อแม่ก็ว่าผิด

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

     ปัญหาที่ว่าคนต่างอายุไม่ค่อยเข้าใจกันไม่ได้มีแต่ในครอบครัวเท่านั้น ในที่ทำงานเจ้านายอายุมากไม่เข้าใจพนักงานวัยรุ่น หรือแม้แต่ครูไม่เข้าใจนักเรียน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติ ซึ่งโยงเข้าชื่อเรื่อง ต่างรุ่นเข้าใจยาก
     เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับจิตวิทยา เพราะจิตวิทยาเกี่ยวกับอะไรที่มนุษย์คิด หรือทำ ในหัวข้อนี้จะเกี่ยวกับเรื่องความคิด
 คนเรานั้นถูกผิด มีหลายอย่างที่พูดง่ายหลายอย่างที่พูดยาก ถูกผิดที่พูดง่ายเช่น หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสามอันนี้เห็นชัดว่าผิด (ผิดจริง ๆ นะ) ถูกผิดที่พูดยากเช่น กระโปรงขนาดไหนถึงเรียกว่าโป๊ เวลาเจอผู้ใหญ่ต้องพูดแบบไหน ควรแต่งงานอายุเท่าไหร่ อันนี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวที่มีเขียนไว้ บางคนก็ว่าแบบนี้ถูก บางสังคมก็ว่าแบบนี้ถูก บางประเทศก็ว่าแบบนี้ถูก สิ่งเหล่านี้ถูกผิดขึ้นอยู่กับอะไรนั้นอาจจะเรียกได้ว่าขึ้นกับที่คนแต่ละคนยึดถือ
     ที่ถูกผิดแบบมีหลักยึดมันก็พอจะง่ายที่จะบอกว่าแบบไหนถูก แต่ถ้ามันไม่มีหลักอะไรให้ยึด คนเราก็จะใช้หลักที่ง่ายและสมองสั่งให้ใช้ คือยึดคนรอบตัวว่าคนอื่นเขาทำอะไรกัน พอคนรอบตัวมุงอะไรเราก็อยากมุงมั่ง พอคนใส่สีขาวดำเราก็รู้สึกว่าควรจะใส่ด้วย คนในผับแดนซ์กันเราก็รู้สึกว่าควรจะไปแดนซ์ เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาทำอย่างไร และที่ถูกก็คือแบบนั้น  เช่น พอเข้าผับแล้วไปนั่งเฉย ๆ กินอาหารกับน้ำอัดลม มันก็เลยกลายเป็นเรื่องผิดแปลก
     ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างรุ่นมีพื้นฐานมาจากสิ่งนี้นี่เอง
     โลกเราไม่ได้หน้าตาเหมือนเดิมตลอดเวลา ผ่านไปหนึ่งปีอะไร ๆ ก็เปลี่ยน คนในสังคมก็เปลี่ยน คนที่ใช้ชีวิตมาในสังคมแบบไหนก็จะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่ใช้ชีวิตมาในสังคมอีกแบบก็จะมีความคิดอีกแบบ และตามที่บอกมาแล้วถูกผิดของคนขึ้นกับคนรอบตัวมาก ๆ คนที่เกิดในยุคสมัยเดียวกันก็มักจะคิดคล้ายกัน คนที่อยู่ในเวลาต่างกันก็จะคิดต่างกัน เพราะว่าคนรอบตัวพวกเขาไม่เหมือนกัน
     ตัวอย่างเช่น ถ้าเมื่อยุค 1960 หรือ Sixty ที่เราคุ้นหู ด้วยอิทธิพลของเอลวิส ใครไว้จอนใส่กางเกงขาบานก็เป็นการแต่งตัวปกติที่ถือว่าถูกต้อง เพราะคนอื่นเขาก็แต่งแบบนี้ ใครไม่ทำสิจะเป็นคนเชยระเบิด แต่เมื่อคนรุ่นนั้นแก่ตัว มามีหลานในสมัยนี้ที่แต่งแนวพังค์สีแสบ ๆ โกรกผมนุ่งสั้น ก็คงคิดว่าคนรุ่นนี้มันแต่งอะไร ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย ส่วนวัยรุ่นสมัยนี้ถ้าเห็นคนมาแต่งไว้จอนขาบานก็คงคิดว่าพวกนี้แต่งอะไรไม่เข้าท่าเหมือนกัน เรื่องนี้ก็พอจะโยงกับพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจวัยรุ่นแต่งตัวสั้น ๆ โป๊ ๆ ได้ เพราะในสมัยที่พวกเขาเป็นวัยรุ่นไม่มีใครแต่งแบบนี้กัน

ต่างรุ่นเข้าใจยาก ปัญหาโลกแตกทุกยุคสมัย

     ไม่ใช่แค่เรื่องการแต่งตัวเท่านั้น การใช้ชีวิตการประกอบอาชีพของคนในแต่ละเวลาก็ต่างกัน คนในวัยรุ่นสมัยสักหลายสิบปีก่อน ยิ่งเป็นคนจีนต้องสร้างฐานะของตัวเองด้วยความยากลำบาก และจากความยากจนมาก่อนจึงเห็นคุณค่าของเงินและการเลี้ยงชีพ แต่พอมาในคนยุคต่อไปคนที่เป็นวัยรุ่นเกิดมาในสังคมที่เพียบพร้อมกว่า คนใช้เวลาไปกับดนตรี กีฬา ศิลปะ ความบันเทิง ซึ่งนี่เป็นเรื่องปกติของสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็ทำกัน จึงไม่แปลกใจที่เป็นปัญหาเกือบทุกบ้านคือ ลูก ๆ อยากทำตามความฝัน แต่พ่อแม่อยากให้ลูก ๆ มีฐานะมั่นคง
     เกิดมาในเวลาต่างกัน ก็เห็นว่าอะไรถูกผิดต่างกัน พ่อแม่เลยไม่เข้าใจลูก ครูเลยไม่เข้าใจนักเรียน เจ้านายอายุมากกว่าไม่เข้าใจลูกน้องที่อายุน้อยกว่า
ก็ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันหน่อย เพราะบางเรื่องในสมัยก่อนถือว่าถูกแต่สมัยนี้ถือว่าผิด และในบางเรื่องสมัยก่อนถือว่าผิดแต่สมัยนี้ถือว่าถูก และอย่างที่พูดไว้แล้วถูกผิดแบบนี้มันไม่มีความตายตัว มันเปลี่ยนไปตามสังคม ซึ่งสังคมก็เปลี่ยนไปตามเวลา
     ความจริงแล้วจะเกิดในเวลาไหนก็ยังมีสิ่งที่เหมือนกัน คือความไม่เข้าใจกันว่าทำไมอีกฝ่ายถึงคิดไม่เหมือนตัวเอง และความต้องการที่จะอยากให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน
     หากใจกว้างยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก และเหตุผลของอีกฝ่ายเสียหน่อย
     จะต่างยุคต่างสมัยกันขนาดไหน  ก็น่าจะยังมีโอกาสที่จะเข้าใจกัน .
 

Tags:

May 26

ปัญหา!!!

by Pla 

ปัญหา

    ปัญหามักปรากฏตัวได้ทุกที่  ทุกเวลาและที่สำคัญเราไม่อยากเจอปัญหา แต่ไม่เคยมีใครหนีมันพ้น  ตราบใดที่เรายังต้องมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ต้องอาศัยอยู่กับสิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้ ทุกชีวิตเกิดมาพร้อมกับปัญหา เราเองก็มีชีวิตอยู่กับปัญหาทุกวันเหมือนกัน เพียงแต่เราจะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่าต่างหาก ไอ้ปัญหาเล็กๆน้อยๆที่เราชินกับมัน เราก็รู้วิธีรับมือกับมัน แต่ถ้าเราเจอปัญหาที่หนักหนาแล้วเราจะทำยังงัยกันดีหว่า?????  สงสัยต้องเริ่มจากการยอมรับว่ามันเป็นปัญหาซะก่อนดีกว่า คือ ทำใจว่าเรามีปัญหาซะแล้ว!!! ทำใจได้แล้วก็ลองดูสิว่าปัญหามันคืออะไร เกิดจากอะไร หนักหนายังงัย ถ้ายอมรับความจริงได้ คงไม่มีอะไรลำบากกว่านี้อีกแล้วล่ะ ยังไม่หมดแค่นี้นะ จากนั้น เราก็ต้องแยกแยะปัญหาว่ามันเป็นปัญหาที่แก้ได้ หรือ แก้ไม่ได้ ถ้ามันแก้ได้ก็แก้ไป ที่สำคัญควรหาวิธีการแก้ให้ได้มากกว่า 1 วิธีนะ แต่ไม่ต้องเยอะมากหรอก มันจะทำให้เรางงซะเปล่าๆ แล้วเราก็ลองเลือกดูว่าจะเลือกวิธีไหนถึงจะดีที่สุด ส่วนปัญหาไหนถ้าแก้ไม่ได้ก็อย่าไปพยายามแก้ให้มันเสียเวลาเลย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า และแล้วก็มาถึงสิ่งสุดท้ายและท้ายสุด เราก็ประเมินซะหน่อยนะว่าวิธีที่เราแก้ปัญหาไปน่ะมันได้ผลอย่างที่คาดหรือแก้ปัญหาได้มั้ย ถ้ามันใช้ได้ก็จำไว้ด้วยล่ะ ที่สำคัญ อย่าให้ปัญหาหนึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆเพิ่มขึ้นมาอีก ไม่อย่างนั้นล่ะก็ต้องปวดหัวกันมากกว่าเดิม…แล้วจะหาว่าไม่เตือน …

Tags:

May 11

จิตใจอยู่หนใด

By NusNus

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          คำว่า “หัวใจ” หรือ “จิตใจ” เป็นคำที่ผู้เขียนเองคิดว่าคนทั่วไปใช้บ่อยคำหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเพราะผู้เขียนเรียนคณะจิตวิทยาก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามจากการสังเกตทั่ว ๆ ไป เช่นจากเนื้อเพลง จากงานศิลปะ จากศาสนา คำว่าหัวใจหรือจิตใจต่างก็เป็นสิ่งที่พูดถึงกันโดยทั่วไป

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          หัวใจหรือจิตใจ ณ ที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะของร่างกายที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะอื่น ๆ แต่จิตใจหมายถึงจิตใจแบบที่เป็นนามธรรม สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก รัก เกลียด ดีใจ เสียใจ ต่าง ๆ หรือตามคำในลักษณะว่า คนไม่มีหัวใจ คนนี้จิตใจงาม หัวใจบอกให้ทำ รักจากใจ อะไรทำนองนั้น

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          จิตใจตามความหมายของจิตวิทยาจะว่าแตกต่างก็แตกต่างจากจิตใจตามความหมายของบุคคลทั่วไป โดยความหมายของจิตวิทยา จิตใจหมายถึงสิ่งที่ควบคุมพฤติกรรมทั้งความคิด และการกระทำของมนุษย์ ในความหมายนี้กว้างกว่าความหมายของคนทั่วไป โดยผู้เขียนคิดว่าหากคนทั่วไปพูดถึงการกระทำที่เกี่ยวข้องกับจิตใจก็น่าจะหมายความถึงการกระทำหรือความคิดที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกลึกซึ้ง เช่น ความรัก ความเมตตา ในทำนองนี้เสียมากกว่า หากมีนักธุรกิจที่ทำให้คู่แข่งผู้เป็นเพื่อนล้มละลายเพื่อผลประโยชน์ การกระทำแบบนี้คนทั่วไปอาจจะเรียกว่าเป็นคนไม่มีหัวใจ แต่การกระทำอะไรก็ตาม จิตวิทยาก็ถือว่ามาจาก “จิต” ทั้งนั้น

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          การยอมรับว่า “จิตใจ” มีอยู่ในโลกของปรัชญา และวิทยาศาสตร์ค่อนข้างยุ่งยากทีเดียว จิตใจจะว่ามองเห็นด้วยตาเปล่าก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง และก็อาจจะบอกว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็อีกส่วนหนึ่ง
          ทางวิทยาศาสตร์นั้น คนเราเข้าใจมานานแล้วว่า ความนึกคิดต่าง ๆ และการสั่งการอวัยวะของร่างกายหลายส่วน มาจากสมอง เราจะเริ่มคิดหรือเริ่มทำอะไร ในกลไกที่เรารู้ตัว หรือแม้แต่บางกลไกที่เราไม่รู้ตัวก็มาจากการทำงานของสมองทั้งนั้น จะว่าจิตใจอยู่ที่สมองก็คงจะไม่ผิดอะไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          แต่อย่างไรก็ตาม สมองเป็นเหมือนจิตใจในส่วนที่มองเห็น หรือจะให้เปรียบเทียบก็อาจจะเป็นเครื่องกล แต่ปัญหาคือกลไกการทำงานของจิตใจไม่เหมือนเครื่องกล แบบนาฬิกา หรือเครื่องซักผ้า ที่มีกลไกทางมอเตอร์ไฟฟ้า เฟือง ลาน ชัดเจน แต่สมองไม่ใช่ กลไกการทำงานของสมองแม้แต่ในตอนนี้ก็ยังไม่รู้ทั้งหมดว่าสมองส่วนไหนทำอะไรบ้าง และถึงจะรู้ก็ยังไม่รู้ถึงระบบการทำงานของมันอย่างชัดเจน จะให้บอกว่าเมื่อเราเดินไปเจอคน ๆ หนึ่ง แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดรู้สึกว่ารักคน ๆ นั้นขึ้นมา จะบอกว่าอะไรทำงานอย่างไร แล้วระบบที่ก่อให้เกิดความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งจะอธิบายให้ชัดเจนนั้นก็ยังทำไม่ได้เท่าไรนัก จิตใจที่มองไม่เห็นคือส่วนนี้

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ถ้าจะให้ผู้เขียนเปรียบเทียบก็อาจจะเทียบว่าจิตใจที่มองเห็นคือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นวัตถุจับต้องได้ ส่วนจิตใจที่มองไม่เห็นก็คือโปรแกรม ต่างกันนิดหน่อยที่โปรแกรมของจิตใจนั้นยากที่จะเข้าใจว่าหน้าตาของมันเป็นอย่างไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ในตอนนี้ทั้งจิตวิทยา และสรีรวิทยาต่างก็กำลังขะมักเขม้นศึกษากลไกของสมองอยู่ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตเราอาจจะรู้ถึงการทำงานของสมองได้ทั้งหมด ซึ่งก็หมายความว่าได้เข้าใจจิตใจไปเสียส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามสมองไม่ใช่ทุกอย่างของจิต เพราะจิตใจหรือสิ่งที่คอยควบคุมความคิดและการกระทำนั้นต่างถูกส่งผลโดยสิ่งอื่น ๆ มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เราอารมณ์เสียได้โดยอากาศร้อน หรือความรู้สึกหิวก็มีผลบางส่วนมาจากกระเพาะลำไส้ 

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          ตอนนั่งเขียนบทความนี้ผู้เขียนนึกถึงจิตใจ ผู้เขียนก็ยังนึกถึงหัวใจที่อยู่ที่หน้าอก แล้วผู้เขียนก็นึกถึงคนอื่น  หรือแม้แต่ดารานักร้องเวลาพูดถึงหัวใจก็มักจะใช้มือจับที่หน้าอกข้างซ้าย ผู้เขียนเองก็คิดว่าเพราะอะไร

ภาพประกอบบทความจิตใจอยู่หนใด

          คนสมัยก่อนคิดว่าความรู้สึกมาจากหัวใจที่อยู่ที่หน้าอก ซึ่งก็ส่งอิทธิพลมายาวนานจนถึงตอนนี้ ผู้เขียนคิดเองว่าอาจเป็นเพราะเวลาเกิดความรู้สึกที่รุนแรงบางอย่างเช่น กลัว หรือแม้แต่รัก หัวใจมักจะเต้นแรง การเชื่อมโยงของความรู้สึกกับการเต้นของหัวใจทำให้คนคิดว่าที่มาของความรู้สึกมาจากหัวใจตรงนี้เอง
          จะเพราะความเคยชินหรืออย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองก็คิดว่าถ้าพูดถึงจิตใจแล้วจับที่หน้าอกซ้าย ก็คงดูดีกว่าจับที่หัวเยอะ.

Tags: ,

Apr 09

ค่าร้อยละของคะแนนแต่ละส่วนที่ใช้ในการสอบเข้าจิตวิทยาแต่ละสถาบัน 

By Bua

มีข้อมูลจากการรวบรวมล่าสุด เกี่ยวกับการแอดมิชชั่นเข้าเรียนเกี่ยวกับจิตวิทยาปีนี้
สำหรับน้องๆมัธยมที่สนใจนะ

คลิกดูรูปใหญ่ <- คลิกดูที่รูป

ขอให้สมหวังตามเป้าหมายที่ได้ตั้งเอาไว้นะคะ

Tags: , , , , , ,

Mar 26

ไม่!!….ไม่!!…ไม่!!..
by Pla

     เมื่อคุณต้องเจอกับสถานการณ์ที่แสนจะลำบากใจ ไม่ว่าจะเกิดจากเพื่อนรักยืมเงิน ถูกเกลี้ยกล่อม ถูกชักชวน ตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้แล้ว….ก็ยังมีเหตุการณ์อีกร้อยแปดพันเก้าที่ทำให้คุณต้องประสาทเสีย คุณจัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร  ปล่อยมันไปเรื่อยๆ..ยอมรับชะตากรรมของตัวเอง…ลุกขึ้นสู้…หรือถอยหนี

      คุณกล้าที่จะพูดคำว่า ” ไม่ ” หรือเปล่า?? ( ตอนนี้อาจจะมีคนตอบว่า…ไม่!!!!…ก็ได้ ) บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกว่าการที่คุณไม่กล้าพูดคำว่า ” ไม่ ” อาจจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอกใช้ หรือถ้าหากคุณไม่รู้จักการปฏิเสธอย่างแยบยลและแนบเนียน ตัวคุณเองก็อาจต้องเสียสัมพันธภาพไป อาจจะบาดหมางใจกันกับพี่น้อง  เพื่อนฝูง และบางครั้งมันก็อาจจะเป็นเหตุทำให้คุณไม่บรรลุเป้าหมายของตัวเอง หรือกระทั่งไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่คุณตั้งใจไว้ก็ได้ ถ้าคุณกำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้แล้วล่ะก็ เราอาจช่วยคุณได้ …ลองเข้ามาใกล้ๆสิคะ

      เทคนิคในการปฏิเสธนั้นมีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณ๊ แต่ละคน แต่ละเหตุการณ์ หยิบไปลองใช้กันดูก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน !!!

  • การปฏิเสธโดยไม่ปฏิเสธ ความแยบยลของวิธีนี้อยู่ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าขาดเหตุผลแล้วถอนข้อเรียกร้องไปเอง วิธีนี้มันใช้ได้ดีในกรณ๊ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าข้อเรียกร้องและพฤติกรรมของตัวเองผิดจากเหตุผลปกติทั่วไป ซึ่งอาจจะทำให้เขามีสติมากขึ้น รวมทั้งฟื้นฟูความเห็นใจ มโนธรรม และคุณธรรมน้ำมิตร กระทั่งรู้ตัวและถอยไปเองโดยไม่ ” รบ “

nono1.gif

  • วิธีย้อนอย่างสุภาพ จัดเป็นศิลปะขั้นสูงอย่างหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อถูกใส่ร้าย ถูกโจมตี โดนหยามหมิ่น บริภาษ หรือตำหนิโดยไม่สมควร เราก็น่าจะลองย้อนอย่างสุภาพดูบ้าง ยิ่งถ้าย้อนอย่างสุภาพและมีอารมณ์ขันด้วยแล้วล่ะก็ จะเห็นผลชะงัดนักเชียวแหละ เช่น มีคนถามคุณว่า ” คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ? ” ก็ให้ลองตอบกลับเค้าไปว่า ” ปัญหานี้ผมยังไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะ ว่าแต่คุณชอบคิดว่าตัวเองเป็นใครอย่างนั้นหรือ ?

nono2.gif
nono2-1.gif

  • วิธีลดความคาดหวังของอีกฝ่ายหนึ่ง บางคนเห็นเราใจดี ใช้ให้ทำอะไรก็รับปากไปหมด ไม่เกรงอกเกรงใจกันซะบ้างเลย  คนประเภทนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้วิธีนี้กับพวกเค้า ใช้แบบแยบยล ทำให้เขาถอยไปเองอย่างไม่รู้ตัว เริ่มจากอย่าตอบสนองทุกอย่างที่เค้าเรียกร้อง พร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ไม่สามารถทำให้ได้เพื่อให้เค้าเข้าใจเราบ้าง ซึ่งเค้าก็จะอ่อนข้อแก่เราอย่างแน่นอน ( แต่เหตุผลของเราก็ต้องหนักแน่นและสมเหตุสมผลด้วยนะ….แถวๆบ้านคุณอาจเรียกว่าข้ออ้างก็ได้ )

nono3.gif
nono3-1.gif

  • ปฏิเสธอย่างเป็นมิตร เราจะต้องหาวิธีในการลดความผิดหวังของอีกฝ่ายให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ถ้ามีคนชวนเราไปทานอาหารเย็น แล้วเราไม่อยากไป เราอาจพูดว่า ” เสียใจด้วยนะ คุณน่าจะบอกล่วงหน้าสักสามวัน ให้มีเวลาเตรียมตัวหน่อย ไปอย่างนี้ขาดทุนแย่ เมื่อตอนเที่ยงทานข้าวไปตั้งเยอะ ไว้ครั้งหน้าดีกว่า จะล้างท้องเตรียมไว้รอเลยทีเดียว “

nono4.gif

    ยังมีอีกมากมายหลายวิธีเลยล่ะแต่ว่าลองเอา 4 วิธีนี้ไปใช้กันก่อนก็แล้วกัน ใช้แล้วเวิร์คไม่เวิร์ค อย่าลืมกลับมาบอกกันบ้างนะคะ….

Tags:

Mar 24

ให้ตายสิ!!!!วันนี้ฉันเจอสิ่งล้ำค่า 
เรื่อง: Pla

รูปประกอบบทความ: ให้ตายสิ!!!!วันนี้ฉันเจอสิ่งล้ำค่า

        คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งมีค่ามากที่สุดในชีวิตของคุณ  บ้าน? รถยนต์? เงินทอง? ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับฉันที่พูดมาไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งมีค่าอย่างแท้จริงเลยล่ะ ( แอบบอกก็ได้ว่าเมื่อก่อนก็คิดว่ามันมีค่าเหมือนกัน ) วันนี้…ฉันค้นพบแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่แท้จริง  ก็…ตัวฉันเองอย่างไรล่ะ  ฉันพูดจริงๆนะและที่แน่ๆฉันไม่ได้หลงตัวเอง แล้วตัวคุณล่ะ คิดว่าตัวเองมีค่ามากมายแค่ไหนกัน มีคนเคยบอกคุณมั้ยว่าคุณเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัศจรรย์ที่สุดที่เคยมีมาในโลกใบนี้ ฉันว่าบางทีคุณอาจจะประเมินค่าตัวคุณเองต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างไม่น่าให้อภัย คุณอาจจะใฝ่หาความสำเร็จ ความสุข ความมั่นคงให้กับตัวเอง ว่าแต่คุณใช้สิ่งที่คุณมีอยู่แล้วได้ดีแค่ไหนกันนะ??? มีคนเคยพูดให้ฉันฟังแหละว่า…คนส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น 3 - 5 อย่าง แต่ที่แน่ๆทุกคนมีพรสวรรค์อย่างน้อยหนึ่งอย่าง อยากรู้มั้ยล่ะว่าพรสวรรค์ของคุณคืออะไร?? ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ลองมาดูกันก็ได้..

  • มันมักเป็นความสามารถที่คุณทำได้เสมอ โดยไม่ต้องจดจำวิธีในการทำเลย
  • คุณสามารถทำได้อย่างชำนาญ แม้ว่าจะเป็นการทำในคร้งแรกก็ตาม
  • คุณสามารถทำได้สำเร็จอยู่เสมอเลย
  • คุณทำมันอย่างสนุกสนาน เพราะว่าคุณทำมันสำเร็จบ่อยๆ

        ฉันก็มีพรสวรรค์นะ แต่ขอเก็บไว้เป็นความภูมิใจของตัวเองดีกว่า อย่าโกรธกันนะ…ว่าแต่ว่าคุณน่ะเจอรึยังล่ะพรสวรรค์ของตัวเองน่ะ?? อืมมม…ลืมบอกไปว่าความผิดพลาดของคุณบางครั้งอาจจะเกิดจากการที่คุณพลาดที่จะเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ ก็เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าคุณลองทบทวนดูก็ได้ว่าตอนนี้คุณมีอุปกรณ์อะไรอยู่บ้างที่มันจะนำความสำเร็จและความสุขมาให้คุณ มันเป็นความรับผิดชอบของคุณนะที่จะดูแลของมีค่าของคุณ ที่ผ่านมาคุณอาจจะเห็นแต่ของมีค่าของคนอื่น อย่ามัวแต่อิจฉาเค้าอยู่เลย คุณก็มีเพชรก้อนโตอยู่ในครอบครองเหมือนกัน รีบเอามันไปเจียระไนกันดีกว่า….

“..เรามีเหตุผลกว่า 4 ล้านอย่างให้กับความล้มเหลว แต่ข้อแก้ตัวอย่าให้มีแม้แต่เพียงเรื่องเดียว..”

รุดยาร์ด คิปลิ่ง       

Tags: ,

Mar 24

อัจฉริยะ!!!…..ฉันจะเป็นได้มั้ยนะ???? 

By Pla

          ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ เลยว่าถ้าฉันเป็นอัจฉริยะแล้วชีวิตฉันจะดีกว่านี้มั้ย มีคนบอกว่าคนเราอย่างน้อยจะฉลาดด้านใดด้านหนึ่ง ( หมายถึงคนปกติทั่วๆไปนะ ) บางคนก็มีสองหรือสามด้าน โดยทั่วๆไปก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับ การใช้ ( แต่ไม่ใช่การรับใช้นะ ) แล้วก็การจดจำข้อมูล คุณ ดร.โธมัส อาร์มสตรอง ( ใครรู้จักช่วยบอกฉันทีนะ ) ได้จำแนกความสามารถทางสติปัญญาด้านต่าง ๆ ไว้หลายด้านด้วยกัน คุณจะลองดูมั้ยล่ะ ว่าคุณมีความสามารถด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันก็อยากรู้เหมือนกันล่ะว่าฉันจะเป็นอัจฉริยะกับเค้าได้มั้ย

01imagination.jpg

  • ด้านการมีจินตนาการ  มันเกี่ยวข้องกับความคิดทางมโนภาพ คนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้จะสามารถนึกภาพรายละเอียดต่าง ๆ ได้ วาดหรือร่างความนึกคิดของพวกเขาให้เป็นรูปภาพ นึกถึงผลลัพธ์สุดท้ายได้อย่างมีชีวิต ชีวา และพวกเค้าก็เข้าใจมิติทั้งสามได้อย่างง่ายดาย ( สงสัยฉันหมดสิทธิ์เป็นอัจฉริยะด้านนี้แล้วล่ะ เพราะฉันสอบตกวิชาศิลปะ )

02language.jpg

  • ด้านภาษาศาสตร์ เป็นความสามารถในการโต้คารม การใช้ภาษาเพื่อทำให้เพลิดเพลิน หรือการสอนที่มีประสิทธิภาพจากการอธิบายด้วยคำพูด คนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้มักจะรักการอ่าน มีความสามารถในการเขียนได้อย่างชัดเจนแล้วก็สามารถเก็บเกี่ยวความหมายจากสื่อสิ่งพิมพ์ได้มากกว่าสื่อทางการพูดหรือทางการมองเห็นอีกด้วย ( อันนี้ฉันก็คงเป็นไม่ได้ เพราะฉันฟังขี้เกียจอ่านหนังสือชะมัดเลย )

03relation.jpg

  • ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นความสามารถในการเข้าใจและทำงานร่วมกับบุคคลอื่น มันเกี่ยวกับความสามารถในการตอบสนองอารมณ์ เจตนา และความปรารถนาของผู้อื่น มองทะลุถึงความคิดของคน และเห็นโลกในมุมมองของเขาเอง ( อันนี้…ไว้ตัดสินใจอีกทีแล้วกัน )

04music.jpg

  • ด้านดนตรี เป็นความสามารถของบุคคลในการเข้าใจ ซาบซึ้งและสร้างสรรค์จังหวะและท่วงทำนองของดนตรี พวกเขามักจะมีประสาทหูดี สามารถร้องเพลงได้มีจังหวะจะโคน ใช้เวลาส่วนมากกับดนตรี และสามารถแยกแยะรูปแบบดนตรีที่แตกต่างกันได้ ( โห…ฉันห่างไกลจากคำว่าอัจฉริยะด้านดนตรีที่สุดเลย ฉันเคยสอบตกวิชาดนตรีด้วยล่ะ แม้แต่เพลงช้างฉันยังร้องเพี้ยนเลยอ่ะ )

05physical.jpg

  • ด้านกายภาพ เป็นพวกที่ประสาทสัมผัสดี ต้องการเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ มีความพร้อมของร่างกาย คนพวกนี้มักจะรู้สึกถูกกระตุ้นโดยสัญชาตญาณในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ( ฉันคงไม่ใช่อัจฉริยะด้านนี้เพราะกิจกรรมที่ฉันชอบทำที่สุดคือ การนอน )

06mind.jpg

  • ด้านการเข้าใจถึงจิตใจ เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายในตนเอง คนพวกนี้จะมีความสามารถในการรับรู้และวิเคราะห์ความรู้สึกแยกแยะการตอบสนองทางอารมณ์ และชี้แนะชีวิตของพวกเขาบนพื้นฐานของความปรารถนาจากส่วนลึกภายในตนเอง ( ฮ้า…ฉันเจอแล้ว ฉันเป็นอัจฉริยะด้านนี้แหละ ใช่เลย )

07mathlogic.jpg

  • ด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ มักเกี่ยวข้องกับการใช้ตัวเลขและตรรกะ คนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้จะมีความสามารถในการใช้เหตุผล จัดเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ สร้างทฤษฏี เห็นแนวคิดในการสร้างทฤษฏีและสิ่งที่นอกเหนือกฏเกณฑ์ สังเกตได้ถึงแบบแผนของตัวเลข พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นคนที่มีเหตุผลมากๆเลยล่ะ ( ฉันก็เป็นคนมีเหตุผลนะ แล้วก็เป็นพวกชอบสร้างทฤษฎีใหม่ๆด้วย - อาจารย์ที่สอนฉันบอกฉันประจำเลย แต่มีข้อขัดแย้งนิดหน่อย คือว่า ฉันตกเลข….อีกแล้ว งั้นฉันคงไม่ใช่อัจฉริยะด้านนี้แน่เลย )

          ว่าแต่คุณเถอะถนัดด้านไหนล่ะ อาจจะไม่ถึงกับเป็นอัจฉริยะแต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณควรเรียนอย่างไร ก็จะเป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องสร้างทักษะ คุณอาจจะเรียนรู้ได้ดีโดยการฟังมากกว่าการอ่าน อาจจะเรียนรู้ได้ดีเมื่ออยู่คนเดียวมากกว่าเมื่อต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าตอนนี้คุณจำเป็นต้องเลือกสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือวิชาใดวิชาหนึ่ง ก็ขอให้คุณเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนรู้ของคุณก็แล้วกัน…

Tags: , , , ,

Mar 02

วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา 

โครงการจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
เรื่อง วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา
โดย ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
จัดโดยสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน ร่วมกับโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
ณ ห้องประชุม 130 ปี กุลสตรีวังหลัง-วัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551
เวลา 8.30-16.30 น.

1. หลักการและเหตุผล
          ตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้ราชบัณฑิตยสถานมีอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 (1) คือ “ค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชา แล้วนำผลงานที่ได้สร้างสรรค์ออกเผยแพร่ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน” และ (2) “ติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานทางวิชาการกับองค์การปราชญ์และสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ” อีกทั้งใน (3) “ให้ความเห็น คำแนะนำ คำปรึกษา ทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี” ส่วนใน (5) “ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำพจนานุกรม สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม อนุกรมวิธาน บัญญัติศัพท์ต่าง ๆ รวมทั้งการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและงานวิชาการอื่น ๆ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานและใช้กันแพร่หลายตลอดมา เพื่อปฏิบัติตามภารกิจดังกล่าวข้างต้นให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้นทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักธรรมศาสตร์และการเมืองจึงได้ร่วมกับโรงเรียน วัฒนาวิทยาลัยจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจรขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เรื่องวิกฤติสังคมไทยในแง่มุมมองทางจิตวิทยา และส่งเสริม สนับสนุน ราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกให้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเสนอความรู้ในสาขาวิชาจิตวิทยา รวมทั้งเป็นเวทีให้ราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก และผู้สนใจได้พบปะแลกเปลี่ยนในประเด็นที่หลากหลายอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อส่งเสริมให้ราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกค้นคว้า เสนอผลงานทางวิชาการต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
2.2 เพื่อเผยแพร่วิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างกว้างขวาง
2.3 สร้างเครือข่ายออกไปทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

3. เป้าหมายผู้ร่วมงาน
นักเรียน นิสิตนักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไป จำนวน 80-100 คน

4. ผู้รับผิดชอบโครงการ
4.1 ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต (จิตวิทยา) เลขานุการสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
4.2 เจ้าหน้าที่ราชบัณฑิตยสถาน กองธรรมศาสตร์และการเมือง

5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 ทำให้การศึกษา ค้นคว้า วิจัย และการเสนอผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพออกสู่สาธารณชนมากขึ้น
5.2 กระตุ้นให้เกิดความสนใจและการศึกษา วิจัย ด้านจิตวิทยา ในมุมมองที่หลากหลาย
5.3 ทำให้เข้าใจสภาพวิกฤติสังคม ในรูปแบบที่เป็นมาตรการป้องกันและลดปัญหาได้
5.4 มีเครือข่ายออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น

กำหนดการจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551
8.30 น. ลงทะเบียน
9.00 น. พิธีเปิด กล่าวต้อนรับ : ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
                         กล่าวเปิดงาน : ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต เลขานุการสำนักฯ
9.15 น. รับประทานอาหารว่าง
9.30-12.30 น. การแสดงปาฐกถา เรื่อง วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา โดย ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต เลขานุการสำนัก ธรรมศาสตร์และการเมือง
13.30-16.30 น. อภิปรายกลุ่ม เรื่อง ประเด็นปัญหาเด็กและเยาวชน รูปแบบการป้องกันและลดวิกฤติสังคมไทย

วิทยากร
1. ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
2. รศ.นพมาศ อุ้งพระ ภาคีสมาชิก
3. นางเสริมศรี ไชยเศรษฐ์
4. นางพรรณมหา วุฒิวโรภาส

คณะทำงานจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
(1) ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
(2) รศ.นพมาศ อุ้งพระ ภาคีสมาชิก
(3) นางเสริมศรี ไชยเศรษฐ์
(4) นางพรรณมหา วุฒิวโรภาส
(5) นางสาวรสสุคนธ์ ศิลปศร
(6) นางสาวประภาศรี ครองยุทธ
(7) นางสาวปราณี ณ นคร
(8) นางสาวนุชจรินทร์ สิทธิสรรค์
(9) นางวิราวรรณ์ พงษ์ธนะ
(10) ผู้อำนวยการกองธรรมศาสตร์และการเมือง (นางสาวศิริพร อินทรเชียรศิริ)
(11) นางจำเรียง จันทรประภา
(12) นางกนกวรรณ ทองตะโก
(13) นางวาสนา เอกสิทธิ์

 ที่มา: http://www.royin.go.th/upload/246/FileUpload/1405_4021.pdf

Tags: , , , ,