13
ค่ายเจาะจิต กิจกรรมเจาะใจวัยมัธยม
ค่ายเจาะจิต กิจกรรมเจาะใจวัยมัธยม
By กองบรรณาธิการ psychola.com
ในวันฟ้าใสวันหนึ่ง ฉันมองไปที่โทรศัพท์เห็นข้อความที่ตั้งเตือนไว้ว่า วันนี้มีค่ายเจาะจิตที่จุฬาฯ ฉันจึงรีบโทรไปหาคนจัดงาน หวังเพียงว่าจะอาสาเป็นนกพิราบสื่อสารให้กับแฟนคลับเว็บไซโคล่าดอทคอมได้รู้จักกับจิตวิทยาผ่านกิจกรรมที่เหล่านิสิตจิตวิทยากลุ่มนี้เขาร่วมใจทำกันมา

“สวัสดีครับ ผมชื่อศุภโชค พิสิฐศุภกานต์ ชื่อเล่น โจโจ้ เรียนอยู่ปีที่ 3 คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ครับ”โจ้ ประธานกิจกรรมค่ายเจาะจิตแนะนำตัว คนนี้เป็นนักกิจกรรมตัวยง เข้าร่วมวงการกิจกรรมภายในมหา’ลัยมาตั้งแต่ปี 1 ไม่ว่าจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะ ประธานฝ่ายวิชาการในคณะกรรมการนิสิตคณะจิตวิทยา เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของค่ายเจาะจิตจนมาถึงเป็นประธานค่ายเจาะจิตซะเอง
“ค่ายเจาะจิตปีนี้จัดเป็นปีที่ 6 แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ ฝ่ายวิชาการของคณะกรรมการนิสิตจิตวิทยา”
จัดมาเพื่ออะไร
“เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาที่ถูกต้องให้กับนักเรียน ม.ปลาย เพราะตอนนี้จิตวิทยายังเป็นศาสตร์ที่ยังไม่แพร่หลายมาก และคนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจจิตวิทยาไม่ถูกต้อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ เข้าใจจิตวิทยาได้ถูกต้องและคาดหวังว่าน้องๆ จะได้เอาความรู้ไปบอกต่อเพื่อนๆ เพื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น อีกอย่างคือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ช่วยให้น้องๆ Identify ตัวเองว่าน้องๆ ชอบเรียนจิตวิทยาจริงๆ หรือเปล่า เหมือนเป็นการแนะแนวการเรียนต่อในอุดมศึกษาด้วย และไม่จำเป็นต้องเป็นจุฬาฯ ที่เดียวก็ยินดีรับหมด”

ทำไมต้องเป็นเจาะจิต
“เจาะจิตคือการเข้าไปรู้เรื่องราวจิตวิทยาอย่างถูกต้อง โดยที่ถ้าหากใช้คำอื่นๆ อาจจะทำให้เข้าผิดได้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วจิตวิทยาเป็นอะไรที่อยู่รอบตัวเรา”
น้องๆ ที่มาร่วมค่ายจะได้รับความรู้อะไรบ้าง
“น้องๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาพื้นฐานซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนนิยามของคำว่าจิตวิทยาที่ศึกษาทั้งกระบวนการพฤติกรรมภายในและภายนอกด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ นำมาอธิบาย ทำนาย และควบคุมพฤติกรรม”
แล้วผู้จัดกิจกรรมได้เรียนรู้อะไรบ้าง
“ได้เอาสิ่งที่เรียนนำมาใช้ เช่น การที่จะเอาเรื่องต่างๆ มา
เล่ารูปแบบกิจกรรมมันก็ต้องมีการประยุกต์เยอะเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่การทำโครงค่าย กระบวนการคัดเลือกน้องเข้าค่ายก็ใช้จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มีการประเมิน เราก็ทำสิ่งที่คล้ายๆ Job Description เช่น เราอยากได้น้องแบบไหน จะใช้เกณฑ์อะไรบ้างมาวัด เราทำและพยายามทำตามทรัพยากรที่เรามีจำกัดคือต้องมีการคัดเลือก มีการกระจายงาน เทรนนิ่ง ใช้จิตวิทยาหมดเลย”
จุดเด่นของค่ายเจาะจิตคืออะไร
“ข้อดีของค่ายคือ คณะของเราเป็นคณะเล็กๆ อบอุ่นมาก ทุกคนทุกรุ่นก็จะมาช่วย พี่เก่าๆ ที่จบแล้วก็มาช่วย เราไม่ได้ให้ความสนุกสนานอย่างเดียว เราจะให้ความสัมพันธ์ระยะยาว ก็จะมีมีตติ้ง ทำให้น้องๆ ที่ออกไปจากเจาะจิตประทับใจและกลับมาอีก”

กิจกรรมเด่นๆ มีอะไรบ้าง
“กิจกรรม Highlight ที่เด่นๆก็มีกิจกรรมที่ช่วยให้น้องๆ เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยากับจิตแพทย์ คือ เช่น ฐานล้วงอี๋ เราจะให้น้องๆ ปิดตาและมีคำถามเกี่ยวกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ถ้าตอบผิดก็จะให้ล้วงเข้าไปในถังที่มีของอี๋ๆ แต่ไม่อันตรายนะ เพื่อความสนุกสนานเฉยๆ ไม่น่าเบื่อ และท้ายสุดเราก็จะอธิบายให้ฟังว่านักจิตวิทยาคืออะไร จิตแพทย์คืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง จะเรียนต้องทำอะไรบ้าง และคำถามในเกมก็จะเชื่อมโยงตอนที่เราสรุปเราจะมีกิจกรรมที่ทำให้น้องๆ สามัคคีกันด้วย เราจะทำให้จิตวิทยาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากขึ้นและใกล้ตัวน้องๆ”

อยากฝากบอกกับน้องๆ คนอื่นๆ ที่สนใจค่ายนี้ว่าอะไร
“ถ้าน้องๆ ที่อยากเข้าใจจิตวิทยาจริงว่ามันคืออะไร ก็อยากให้ลองสมัครเข้ามาในค่ายดู ได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นโอกาสที่น้องๆ จะได้เรียนรู้หรืออาจจะเป็นอีกตัวเลือกในการศึกษาต่อ จิตวิทยาเป็นศาสตร์แห่งอนาคตมันยังเปิดอยู่ ยังไม่จบ ไม่เหมือนศาสตร์อื่นๆ ที่มีทฤษฎีครบแล้ว แต่จิตวิทยายังรอและท้าทายให้คนรุ่นใหม่มาสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประเทศหรือโลกต่อไป”

เมื่อมีคนจัดค่ายก็ต้องมีน้องๆ ที่เข้ามาร่วมค่าย ลองมาฟังความคิดเห็นของน้องคนหนึ่งที่มาร่วมกิจกรรมค่ายเจาะจิตเป็นครั้งแรกกันบ้าง

“สวัสดีค่ะ ชื่อเมอิ เรียนอยู่อัสสัมชัญคอนแวนต์ ชั้น ม 6 แอดมิชชั่นปีนี้แล้วก็จะเข้าคณะจิตวิทยา เลือกไว้อันดับ 1 ค่ะ”
หลังจากมาค่ายแล้วเข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
“เข้าใจว่าจิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และไม่ใช่จิตแพทย์ที่สามารถสั่งจ่ายยาให้กับคนไข้ได้”
น้องเมอิ คิดว่าจิตวิทยาคืออะไร
“จิตวิทยาคือ การมองคนว่าคนๆ นี้เป็นอย่างไร โดยการสังเกต ท่าทาง พฤติกรรม การพูดจา”
รู้สึกอย่างไรที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้ เพราะ ก่อนจะเข้าก็ต้องมีการสมัครซึ่งค่อนข้างเข้ายากอยู่
“รู้สึกดีใจที่ได้เข้าค่ายนี้ เพราะว่า อยากเข้าคณะนี้อยู่แล้ว อยากมาสัมผัสความเป็นจิตวิทยาว่าเป็นยังไง หลังจากที่เข้าก็รู้สึกว่าใช่อ่ะ ก็อยากบอกเพื่อนที่ไม่ได้เข้าค่ายว่าไม่เป็นไร โอกาสหน้ามีใหม่ แต่สำหรับบางคนที่อยู่ ม.6 แล้ว ก็จะไม่มีโอกาส ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาก็อยากให้ admission เข้ามาดูค่ะ สำหรับเพื่อนที่กำลังลุ้นๆ ผลสอบก็อยากให้ตั้งใจและทำรอบ O-NET ให้ดีด้วยค่ะ”
กิจกรรมค่ายเจาะจิตครั้งที่ 6 จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 12 -14 ตุลาคม 2552 ปีหน้ายังมีอีก ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารกันนะจ้ะ
ถ้าหากอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บ http://www.psycu.com/camp
หากมหา’ลัยไหนจัดโครงการดีๆ แจ้งมาที่เว็บ psychola.com ไปทำข่าวได้นะจ้ะ
12
ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ

ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ
คำถามที่เด็กๆ นักเรียน นักศึกษามักจะถามกันไปถามกันมาคือ เรียนอะไรดี พอจบการศึกษาก็จะถามว่าทำงานอะไรดี บางคนยังไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าตัวเองมีชีวิตเป็นอย่างไรต่อไป ชีวิตหลังเรียนจบมันน่าเศร้า แต่ไม่อยากให้เศร้านาน มา”คิด”อะไรสักอย่างไปพร้อมๆ กับบทความนี้กันดีกว่า “ชีวิตไร้แก่น หลังเรียนจบ”
* ถ้าอ่านไปช้าๆ และค่อยๆ คิดจะดีกว่า
ฉันเป็นใคร ทำไมฉันไม่รู้จักตัวฉันเอง
ทำไมฉันถึงไม่รู้จักตัวฉันเอง ฉันคือใครกัน ฉันเป็นใครกันแน่!
ใครจะไปรู้(วะ)? ถามใครใครจะไปรู้ นอกจากถามตัวเอง
พวกเราเคยทำความรู้จักกับคนมานักต่อนัก เพื่อนสนิทชอบกินอะไร ชอบทำอะไรเรารู้หมด
แล้วตัวเองล่ะ? เคยถามและทำความรู้จักกับตัวเองบ้างหรือเปล่า
การบ้านที่สำคัญที่สุดในชีวิตตั้งแต่วันนี้ คือ “จงใช้ประโยคคำถามทุกชนิด ถามตัวเองว่าที่ไหน อะไร ยังไง ทำไม เพราะอะไร ใคร” จนกระทั่งเห็นตัวเองอย่างชัดเจนว่าเป็นคนยังไง
การถาม เหมือนเอากระจกมาส่องดูตัวเองทีละจุด เพราะเมื่อถามก็ต้องมีคำตอบ คำตอบนั่นคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวเองออกมา ถ้ามันออกมาสวย ออกมาหล่อก็ดี ให้พัฒนามันขึ้นไปอีก แต่ถ้ามันขี้เหร่ ทุเรศ อย่าไปบิดเบือน ยอมรับเถอะว่ามันขี้เหร่จริงๆ แล้วเดี๋ยวจะรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาจุดใด
บางคนชอบคิดกับตัวเองก็ถามตัวเองไป แต่มีคนอีกประเภทที่อยู่กับตัวเองโดยลำพังไม่ได้ ก็ให้ไปถามคนอื่นหลายๆคนสิ รอฟังคำตอบจากเขา ฟังไป อย่าแก้ตัว! แล้วสุดท้ายจะรู้ว่าคนที่ตอบได้ชัดที่สุด คือใคร
พี่น้องครับ แล้วถ้าถามตัวเอง แต่มันยังไม่รู้จักตัวเองสักที จะทำอย่างไรดีครับพี่น้อง!
ใช้เครื่องมือสิ สมัยนี้คนเราคิดความรู้เพิ่มขึ้นมามากมาย จึงมีคนเก่งๆเขาคิดเครื่องมือที่จะช่วย แค่ช่วยเท่านั้นนะ ช่วยให้รู้จักตัวเองได้ดีขึ้น เร็วขึ้น
บางคนอาศัยเครื่องมือที่เป็นโหราจารย์ อาศัยสถิติวันเดือนปีเกิด เวลาตกฟากในการทำความรู้จักตนเอง ก็ลองได้ ไม่เสียหายอะไร บางคนใช้แบบทดสอบจิตวิทยา ฉันเป็นคนประเภทไหน ก็ลองได้ไม่เสียหายเช่นกันบางคนลองเล่นละคร สวมบทบาทเป็นคนอื่น ก็ช่วยให้รู้จักตนเองได้ บางคนปรึกษาโค้ชชีวิต ปรึกษาพ่อแม่ ปรึกษาคนที่อายุมากกว่า ปรึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ ปรึกษาคนเก่งกว่า ดูโทรทัศน์ ดูชีวิตคนอื่น อ่านหนังสือ อ่านประสบการณ์คนอื่น วิธีการเหล่านี้เอามาใช้เป็นเครื่องมือได้หมด แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า ค้อนตัดกระดาษได้ไม่ดีเท่ากรรไกร ดังนั้น ต้องถามตัวเองด้วยว่าเครื่องมือชิ้นใดที่จะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด นั่นหมายความว่า “ฉัน” คือผู้ที่ถามและตอบได้ดีที่สุด
ฉันเป็นคนไร้จุดหมาย จริงหรือ
ถ้าสมมติเป็นคนมาจากต่างจังหวัด เพิ่งมากรุงเทพเป็นครั้งแรก คนแรกอยากไปเล่นน้ำที่สวนสยามเพราะดูโฆษณาทีวี เขาเตรียมชุดว่ายน้ำมา เตรียมเงินมา เปิดเว็บไซต์ เช็คเวลาเปิดปิด ถามเส้นทางวิธีการไปมาเรียบร้อย เปรียบเทียบกับอีกคน อยู่ต่างจังหวัดเหมือนกัน คิดว่าอยากไปล่องใต้ อยากแอ่วเหนือ อยากมากรุงเทพ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่อยู่เฉยๆ เพียงคิด แต่ไม่ได้ลงมือหาข้อมูล ไม่เดินออกไปจองตั๋ว ไม่เตรียมจัดกระเป๋า มีแค่ความอยากเฉยๆ อย่างนี้ไม่ต้องเฉลยก็รู้ว่าใครได้ทำตามที่หวังไว้สำเร็จ
คนแรก คือตัวอย่าง คนที่มีจุดหมายชัดเจน เป็นคนที่ปักหมุดว่าอยากมีชีวิตที่ไหน อะไร ยังไง แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขาลงมือ “ทำ” จึงสำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะนั่งรถเมล์ลงผิดป้าย เสียเวลาไปบ้าง คนเราอาจทำผิดพลาด มีอุปสรรคบ้าบอ แต่ผลลัพธ์คือ เขาได้ไปเล่นน้ำที่สวนสยามอยู่ดี สมใจอยาก
คนที่สอง คือตัวอย่างของ คนที่มีจุดหมายเหมือนกัน แถมใหญ่กว่าด้วย ไปตั้งหลายที่แน่ะ! เป้าหมาย หลากหลาย คิดใหญ่ แต่ไม่สำเร็จเพราะขาดการกระทำ แต่ลองคิดดูว่าจะดีกว่าไหม ถ้าเอาคนที่ 1 และคนที่ 2 มาเขย่าๆรวมกัน กลายเป็นคนที่มีเป้าหมายใหญ่ และการกระทำใหญ่ตาม ความสำเร็จยิ่งจะใหญ่ตามไปด้วย
แล้วอยากเป็นคนแบบไหนล่ะ ไม่มีผิด ไม่มีถูก
หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ยินดีด้วย แต่หลายคนบอกว่าชีวิตตัวเองไม่มีเป้าหมาย ไม่จริงหรอก!
ลึกๆแล้วทุกคนมีเป้าหมายอยู่ แต่ไม่กล้าที่จะคิดจะทำ หรือถูกกดทับอยู่ด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง
เป้าหมายสร้างไม่ยากเลย ลองหาอ่านวิธีการและเทคนิคในการตั้งเป้าหมายได้จากหนังสือมากมาย แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การคอยทะนุถนอมรักษาเป้าหมายนั้นให้ยังตั้งอยู่ ไม่ถูกลมพัดแกว่งไปมาจนหลุด มีหลายคนที่มีเป้าหมายแต่หุบเข้าหุบออกอยู่ตลอดก็ไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ดี
จงเขียนเป้าหมาย จงจินตนาการถึงเป้าหมาย จงทำเป้าหมาย และจงยึดมั่นเป้าหมายนั้นไว้
ทำไมฉันโง่
ฉันเกิดมาโง่ เธอเกิดมาโง่ ใครๆก็โง่ทั้งนั้น
คำว่าโง่ในที่นี้คือความไม่รู้ มีใครบ้างในโลกนี้ที่เกิดมาแล้วฉลาดทันทีและรู้ทุกอย่างในโลก คำตอบคือไม่มี ทุกคนต้องเรียนรู้ ค่อยๆสะสมความรู้และค่อยๆล้างความโง่ออกไป
เป็นคนโง่กับเป็นคนฉลาดอย่างใดดีกว่ากัน อาจตอบว่าคนฉลาด แต่ว่าคนฉลาดที่คิดว่าฉลาดแล้วทะนงตน นึกว่าเก่งพอแล้วจึงหยุดเรียนรู้ คือ คนที่โง่กว่าคนที่คิดว่าตัวเองโง่แต่ขยันเรียน ขยันพัฒนาความรู้ของตนเสียอีก ดังคำกล่าวว่า คนที่โง่คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร ส่วนคนที่ฉลาดคือคนที่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร
วิธีแก้ความโง่คือ การนำพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ในที่ต่างๆ แหล่งเรียนรู้โดยตรงอาจเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย ศูนย์เรียนรู้ คนไทยส่วนใหญ่เรียนในระบบการศึกษาประมาณ 22 ปี จุดประสงค์เพื่อให้มีสิ่งเดียวคือ ความรู้ แต่ว่าแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงที่ผู้ใหญ่บอกนักหนา คือ การทำงานกับโลกภายนอกโรงเรียนต่างหาก
การทำงานกับโลกภายนอกโรงเรียน เพื่ออะไร? เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เกิดเป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ดีกว่าความรู้ตรงที่มันจะประทับในหัวสมองไปตลอด ลองนึกถึงการอ่านหนังสือนำเที่ยวอลาสก้า จะสู้กับการไปสัมผัสก้อนน้ำแข็งเย็นๆที่อลาสก้าได้หรือไม่ ไม่มีทางสู้ได้เลย เพราะอ่านคือดู แต่สัมผัสคือทำจริง
เช่นเดียวกับความรู้จากตำรา ก็ไม่สู้ประสบการณ์จากการทำงานจริงได้เลย ดังนั้นไม่ต้องเรียนมันแล้ว!
ก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว เพราะ ความรู้เป็นเครื่องมือ ย้ำ เป็นเครื่องมือในการทำงานที่ช่วยให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือ ประสบการณ์ และประสบการณ์ก็ก่อให้เกิดความรู้เหมือนกัน ความโง่จึงลดลง ความฉลาดจึงเพิ่มขึ้น
ลองนึกถึงโจทย์เลขวิชาคณิตศาสตร์ เป้าหมายคือ อยากแก้โจทย์ให้เสร็จและตอบถูกต้อง แต่ไม่เคยเรียนการนับตัวเลขหนึ่ง สอง สามเลย คิดว่า make sense หรือไม่? ไม่เลย เพราะยังไม่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่จะนำมาเป็น “ต้นทุน” ดำรงชีวิต
เมื่อรู้ว่าโง่ จงเพิ่มความรู้ และทำ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ กลายเป็นต้นทุนชีวิต แต่ทุนย่อมมีวันหมดแน่นอน จึงควรเติมความรู้เข้าไปอย่างไม่สิ้นสุด
ฉันจนเพราะอะไร
เงินสำคัญหรือไม่
หลายคนอาจคิดว่าเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต แต่เงินย่อมมีความสำคัญในระดับใดระดับหนึ่งในชีวิตของเขา ถึงจะเป็นนักบวช ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่ว่าสิ่งของที่ได้รับมาจากการทำทาน ก็ล้วนมาจากคนอื่นที่ใช้เงินไปแลกของแล้วนำมามอบให้อยู่ดี ดังนั้นเรื่องเงินไม่มีใครปฏิเสธได้เลย เด็กๆ
ฉันจน เธอรวย มันรวย เขาจน คือ การเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ มันก็ไม่เป็นสุขเสียทีหรอก จะดีกว่าไหมถ้ามองตัวเองตามความจริง ว่าจนจริง หรือรวยจริง สมมติจน ก็เปลี่ยนความคิดจากการที่เอาไปเทียบกับคนที่รวยกว่า แต่เปลี่ยนมาเทียบกับตัวเองในปัจจุบันแทน หาจุดหมายว่าต้องการแค่ใด แล้ววิธีการจะตามมาเอง เพื่อค่อยๆพัฒนาให้มีเงินเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่สุขใจตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
แล้วต้องการมีเงินเพื่ออะไร เคยถามตัวเองบ้างไหม
เคยได้ยินคนจน พูดว่า อยากได้เงินเพื่อให้อยู่รอด ตัวเองไม่อดตาย แต่ก็เคยได้ยินคนรวยเขาคิดว่าอยากมีเงินเพื่อเอาไปแบ่งให้คนอื่นใช้แทน ทำให้เห็นว่า จุดหมายที่ต่างกัน ทำให้การกระทำและผลลัพธ์ย่อมต่างกัน
สิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง
เงิน คือ การเอาเวลา แรง และความรู้ประสบการณ์ไปแลกมันมา จริงหรือ
เงินตกอยู่ทุกแห่ง แล้วแต่คนจะมองเห็นโอกาสและคว้ามันมา จริงหรือ
ความรู้ ประสบการณ์ ก่อให้เกิดเงินได้ จริงหรือ
เงินทำให้มีความสุข บรรลุเป้าหมาย จริงหรือ
เงินสำคัญ จริงหรือ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร.
ลองคิดสิว่า ถ้าคนธรรมดาอย่างเรา ถ้าไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ถ้าไม่มีเป้าหมาย ถ้าเป็นคนโง่ และถ้าเป็นคนจนอะไรน่าจะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา … ชีวิตเราจะมีรูปทรงรูปร่างอย่างไรตั้งคำถามกับตัวเองเยอะๆ ลองตอบไปทีละข้อใช้ความคิดและปัญญาที่จะหาคำตอบเมื่อหาคำตอบได้แล้ว สิ่งจะต้องทำต่อไปก็คือ ลงมือ “ทำ”
ลงมือทำ ทำเลย ลองดู
16
VDO ความสุขคืออะไร
VDO ความสุข คืออะไร
By MheePsychola
ความสุขคืออะไร เป็นคำถามง่ายๆ ที่ตอบได้ยาก
คนทุกคนต่างต้องการความสุข ต้องการมี “สภาวะ” ที่เรียกว่า “สุข”
มีวิธีการมากมายหลากหลายที่จะทำให้คนมีความสุข
คนเราอาจต้องทำหรือขวนขวายสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดสุข
แต่สิ่งที่ใกล้ตัวและมีผลต่อความสุขมากที่สุด คือ “ใจ” ของเราเอง
สำหรับคนที่กำลังไม่มีความสุข ขอรบกวนให้นั่งมองตัวเอง จินตนาการว่าเราเป็นคนอีกคนหนึ่งกำลังก้มมองตัวเอง
ตั้งคำถามกับตัวเองดูสิ “ฉันจะเป็นทุกข์ไปได้อีกนานแค่ไหนเชียว? …..แหม ชีวิตนี้มันทุกข์ขนาดนั้นจริงๆ เชียวหรือ”
มองตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ก้มมองเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังร้องไห้งอแง
แล้วผู้ใหญ่อย่างเราจะทำให้เด็กน้อยมีความสุขได้ยังไง
ผู้เขียนเชื่อว่าคนเราสามารถคิดเองได้ และพัฒนาใจของตนให้มีความสุขได้เอง
ขอแนะนำให้อ่านหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องความสุข มีมากมายตามแผงหนังสือ
หรือชอบดูหนัง ก็หาหนังที่สนุกสนาน หาสิ่งบวกๆ เข้าหาตัวเอง ค้นหาคนบวกๆ เข้าหาตัวเอง
บางคนอาจต้องหาเพื่อน สภาพแวดล้อมข้างนอก มาเป็นผู้ช่วยกระตุ้นให้ตนเองมีความสุข
เพื่อปรับจิตปรับใจให้บวกและลบมันสมดุล ไม่เอียงซ้าย เอียงขวามากไป
รับฟังแต่เรื่องดีๆ เรื่องแย่ๆ ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้ ไม่ได้ห้ามหรอก
ความสุขจะเกิดขึ้นได้จริง อยู่ที่ “ใจ” เราสร้างเองได้
8
ความคิดเชิงบวกส่งผลต่อการทำงานอย่างไร
ความคิดเชิงบวกส่งผลต่อการทำงานอย่างไร
By พิมพ์พลอย

ประเทศไทยในปี 2552 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และปัญหาต่างๆ รอบตัว เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติ การเมือง คงเป็นการยากที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตหรือสร้างกำไร นักธุรกิจต่างพบกับความตึงเครียดที่ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งๆที่มีปัจจัยแทรกซ้อนหลายอย่าง ทุกบริษัทพยายามฝ่าฟันวิกฤติที่เกิดเพื่อให้ตนเองอยู่รอด เมื่อสถานการณ์รอบข้างบีบคั้น บริษัทจำเป็นจะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) รับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจขาลง โดยเฉพาะการลดขนาดองค์กร (Downsizing) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความเครียดของพนักงาน คือ นอกจากได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ที่น้อยลง ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องออกจากงานอีกด้วย ทางบริษัทเองก็พยายามที่จะให้พนักงานของตนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดปัญหาที่เกิดตามมาคือ เมื่อต้องการให้มีผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงๆแต่ต้องทำงานภายใต้ภาวะความกดดันที่มาก พนักงานจะสามารถเอาตัวรอดได้อย่างไร พนักงานจึงอยู่ในภาวะตึงเครียด อันที่จริงความเครียดก็นับเป็นเรื่องที่ดีถ้ามีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถทำงานได้ดี แต่ถ้ามีความเครียดมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อการปฏิบัติงาน (ภาพประกอบ 1)
การคิดในทางบวกจึงเข้ามาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ คือ เมื่อพนักงานสามารถปรับเปลี่ยนทัศนะคติหรือมุมมองของตนที่มีต่อเรื่องๆ หนึ่งได้จะช่วยให้คิดหาวิธีปฏิบัติหรือจัดการต่อเรื่องนั้นได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น Fredrickson กล่าวว่า ความสำคัญของความคิดเชิงบวกคือการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่สามารถจินตนาการถึงความทรงจำที่สนุกสนานได้ง่ายจะมีผลต่อการแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญในแต่ละวันอย่างเหมาะสม
Williams กล่าวถึงงานวิจัยของ Berkely Haas School of Business ที่ได้ทดสอบความคิดเชิงบวกที่มีผลต่อการทำงานของผู้จัดการ พบว่าผู้จัดการที่มีความคิดเชิงบวกมากๆ จะมีการตัดสินใจที่เที่ยงตรงและระมัดระวัง มีประสิทธิภาพในการติดต่อระหว่างบุคคล และสามารถใช้ความคิดเชิงบวกนี้ในทีมงานทำให้เกิดความร่วมมืออย่างดี Williams กล่าวถึงงานวิจัยของ Kellog School of Management at Northwestern University พบว่า เมื่อมีการเจรจาต่อรองที่ซับซ้อน ความคิดเชิงบวกจะทำให้เกิดผลที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การเจรจาต่อรองนั้นๆประสบผลสำเร็จ จากการศึกษาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ความคิดเชิงบวกจะส่งผลทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเกิดผลกำไร บริษัทหรือองค์การจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในการคิดเชิงบวกให้กับพนักงานรวมไปถึงผู้บริหาร
พนักงานก็ควรเพิ่มความคิดเชิงบวกให้กับตัวเองด้วยเช่นกัน โดย Bennett กล่าวถึงวิธีคิดเชิงบวกในสภาพแวดล้อมทางลบว่า มีกุญแจสำคัญเพียงเรื่องเดียว คือ ห้ามบ่น เพราะการบ่นคือการยอมให้ตัวคุณเองอยู่ในสถานการณ์ที่คุณไม่ชอบ แต่ให้คุณอธิบายด้วยน้ำเสียงและคำพูดปกติกับตัวคุณเองว่า คุณพอใจที่จะทำเรื่องนั้นๆนานแค่ไหน เช่น คุณไม่ชอบชิ้นงานที่ทำอยู่ แทนที่จะบ่นไปเรื่อยๆ ก็ให้เปลี่ยนไปบอกตัวเองว่า คุณพอใจจะทำงานชิ้นนี้อีก 30 นาที และรีบทำงานนั้นให้เสร็จสิ้น หรือในกรณีที่คุณถูกให้ออกจากงานปัจจุบัน คุณก็ไม่ควรบ่นว่าเจ้านายไม่ดีอย่างไร ไม่ยุติธรรมอย่างไร แต่ให้บอกกับเองว่าฉันจะหางานใหม่ซึ่งมันจะเป็นงานที่ดีกว่างานเดิมแน่นอน การปรับทัศนคติใหม่นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นแต่ยังสามารถช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่คุณปรารถนาอีกด้วย นอกจากการปรับเปลี่ยนทัศนะคติ วิธีคิดของตนเองแล้ว งานวิจัยอีกงานหนึ่งพบว่าความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับ กิจกรรมของงานที่ทำและนิสัยในการนอน ดังนั้นการพักผ่านที่เพียงพอ จะช่วยให้ความเครียดมีน้อยลง นอกจากนี้สุขภาพและการพักผ่อนที่เพียงพอก็เป็นสิ่งที่สำคัญ งานวิจัยงานวิจัยความเครียดในการทำงานของแพทย์และพยาบาลของ Rutledge พบว่า ความเครียดในการทำงานมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมของงานที่ทำและคุณภาพของการนอนหลับ
โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าการมองโลกในแง่บวกสามารถช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และติดต่อประสานงาน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานไปจนถึงผลประกอบการ กำไรขององค์การ บริษัทจึงควรให้ความสนใจและความสำคัญกับการดูแล พัฒนาทักษะในการคิดเห็นเชิงบวกให้กับพนักงานของตน และตัวพนักงานเองก็ต้องดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อที่จะสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวการณ์ของโลกปัจจุบัน.
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
การปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization). สืบค้นข้อมูลวันที่ 23 สิงหาคม 2552 4, 2009 จาก http://www.wiseknow.com/blog/2008/12/20/1484/
ภาษาอังกฤษ
Bennett S. (2009). How to Stay Positive When Negativity Surrounds You. Retrieved July 15, 2009,
from http://www.psychologytoday.com/node/30788
Rutledge T., Stucky E., Dollarhide A.,& Shively M., et. al. (2009) A Real-Time Assessment of Work
Stress in Physicians and Nurses Health Psychology. 194-200.
Williams R.B. (2009). Can Positivity Boost Performance?. Retrieved July 4, 2009, from
http://www.psychologytoday.com/node/30555.
ภาพประกอบ
Performance-Stress Relationship Curve. from
http://www.guidetopsychology.com/images/stresscurve.jpg
7
จิตแพทย์ – นักจิตวิทยา ต่างกันอย่างไร
จิตแพทย์ – นักจิตวิทยา
By NusNus

นี่อาจจะเป็นหัวข้อที่สร้างความสับสนให้กับคนทั่วไปมาอย่างยาวนาน โดยคนทั่วไปคิดว่า นักจิตวิทยากับจิตแพทย์คืออาชีพเดียวกัน หรือคล้าย ๆ กัน
แม้จะชื่อใกล้เคียงกัน แต่ความเป็นจริงแล้วทั้งสองอาชีพค่อนข้างอยู่ห่างกันมากพอสมควร
จิตแพทย์เป็นสาขาเฉพาะทางอย่างหนึ่งของแพทยศาสตร์ หรือหมอตามที่เข้าใจกันทั่วไป คนที่จะเป็นจิตแพทย์ต้องจบคณะแพทย์ ซึ่งเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างทางกายภาพของมนุษย์ เรื่องเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ หัวใจ ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ โดยหลังจากที่จบปริญญาตรีจากแพทย์แล้ว จึงค่อยมาต่อเฉพาะทางเกี่ยวกับจิตประสาท โดยจิตแพทย์จะศึกษาโครงสร้างของ สมอง และระบบประสาทนั่นเอง
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคจิต นั้น ก็เป็นหน้าที่ของจิตแพทย์นี่เองที่เป็นผู้รักษา โรคจิตส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความผิดปกติของสมอง เช่น ความผิดปกติของสารเคมี ซึ่งเป็นความผิดปกติทางกายภาพ หน้าที่ของจิตแพทย์จึงเป็นการบำบัดทางยา ให้สมองและระบบประสาทคืนสู่ภาวะปกติ
ส่วนนักจิตวิทยานั้น จบจากคณะจิตวิทยาหรือคณะชื่ออื่นๆที่เป็นสาขาจิตวิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและความคิดของมนุษย์ เช่น การกิน การสื่อสาร การนอน ความรัก อารมณ์ ฯลฯ เกิดขึ้นจากอะไร มีอะไรบ้างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเหล่านี้ ที่สำคัญคือจิตวิทยาศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรม ไม่ได้เจาะจงไปถึงกลไกทางกายภาพเช่นเดียวกับแพทย์
จิตวิทยามีหลายสาขา และไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาลทั้งหมด บางสาขาอยู่กับองค์กรต่าง ๆ ในแผนกทรัพยากรบุคคล (Human Resource นิยมเรียกกันว่า HR) บางสาขาเป็นนักวิจัยร่วมกับนักวิจัยการตลาด บางสาขาอยู่ในโรงเรียน ส่วนสาขาที่ทำงานร่วมกับแพทย์ ได้แก่ จิตวิทยาคลินิก และจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งทำหน้าที่ต่างกับจิตแพทย์โดยนักจิตวิทยามีวิธีการบำบัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ยา เช่น การปรึกษา และการปรับพฤติกรรม
อย่างไรก็ตามแม้จะต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมอยู่บ้าง เช่น จิตแพทย์ต้องมีความรู้จิตวิทยาในบางส่วนเช่นกัน และนักจิตวิทยาบางสาขาก็เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างของสรีระมนุษย์
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องเกี่ยวกับนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ที่คนมักจะเข้าใจผิดว่า รักษาเฉพาะ “คนบ้า” ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาการที่ผิดปกติเกี่ยวกับทั้งพฤติกรรม และระบบประสาท มิได้มีแค่อาการในลักษณะของ จิตเภท หรือ “บ้า” เพียงอย่างเดียว คนปกติในบางครั้งก็ต้องพึ่งการบำบัดจากนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์เช่นกัน
บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปที่จะได้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างนักจิตวิทยา และจิตแพทย์เสียที และยังสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจได้อีกด้วยสำหรับเด็กนักเรียนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยว่า อยากเป็นจิตแพทย์ หรือเป็นนักจิตวิทยา
หากเข้าใจผิด และเลือกเรียนผิดคณะ อาจจะเป็นเรื่องน่าหนักใจ เพราะการเรียนของสองศาสตร์นี้ต่างกันมาก.
18
สีเชื่อมอารมณ์
สีเชื่อมอารมณ์
By MheePsyChola
เรื่องที่จะเล่าให้ฟังนี้เอามาจากงานวิจัยชื่อว่า”การเชื่อมโยงสีกับสภาวอารมณ์ของวัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ตอนต้น” เป็นวิทยานิพนธ์ของคุณ ซูฟียา เจะอารง นิสิตปริญญาโท(จิตวิทยาพัฒนาการ) คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2547 การวิจัยนี้ศึกษากับวัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ตอนต้นเท่านั้น (18-22,30-35 ปี)
จากการวิจัยพบว่า ในเรื่องการเชื่อมโยงสีกับสภาวอารมณ์ วัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่ตอนต้น ทั้งชายและหญิงนั้น พวกเขาจะ..
เชื่อมโยงสีแดงกับสภาวอารมณ์ตื่นเต้น
เชื่อมโยงสีเขียวและเหลืองกับสภาวอารมณ์สบายใจ
เชื่อมโยงสีเขียว,เหลือง,น้ำเงินและน้ำตาลกับสภาวอารมณ์อบอุ่น
เชื่อมโยงสีน้ำเงิน,น้ำตาลกับสภาวอารมณ์ปลอดภัย
เชื่อมโยงสีส้ม,เหลืองกับสภาวอารมณ์สนุกสนาน
เชื่อมโยงสีแดง,สีเทากับสภาวอารมณ์ต่อต้าน
เชื่อมโยงสีแดงกับสภาวอารมณ์มีพลัง
เชื่อมโยงสีดำกับสภาวอารมณ์โศกเศร้า

ผลการวิจัยอาจนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น ต้องการกระตุ้นให้คนเกิดสภาวอารมณ์แบบต่างๆ การออกแบบเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
แต่ทว่าการเชื่อมโยงสีกับอารมณ์นี้ อาจมีความแตกต่างกันกับคนที่อยู่ต่างที่ต่างวัฒนธรรมกันก็ได้ด้วย เช่น คนอเมริกันมักจะเชื่อมโยงสีเขียวกับความอิจฉาได้ด้วย แต่คนไทยจะไม่คิดเช่นนั้น
ขอให้สนุกกับการใช้สีนะครับ ^^
31
คล้าย ๆ ว่าใช่
คล้าย ๆ ว่าใช่
By NusNus
“กับสิ่งที่ดูเหมือนเคยเข้าใจ ก็กลับ มางง ง่ายดายเสมอ อะไรที่เห็น แต่เหมือนไม่เจอ ไม่รู้ความจริงอยู่ดี”
เพลง คล้าย ๆ ว่าใช่ โดย แอม เสาวลักษณ์ – อุ๊ หฤทัย
วันนี้เปิดมาด้วยเพลงเก่า เพราะเนื้อหาค่อนข้างตรงใจ คนเรานั้นมีหลายสิ่งที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ พอมารู้ความจริงก็พบว่าไม่ใช่ที่ตัวเองคิดไว้เลยแม้แต่น้อย

สมัยเรียนอยู่จิตวิทยา อาจารณ์จิตวิทยาสังคมแนะนำให้ดูหนังเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Hillary and Jackie เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องนักดนตรี ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน มีความสุข ความทุกข์ เรื่องอิจฉา ริษยา ความขัดแย้งต่าง ๆ เช่นหนังแนว Drama ทั่วไป แต่หนังเรื่องนี้แปลกตรงที่แบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสองส่วน โดยในครึ่งแรกของหนังเป็นเรื่องราวของคนพี่สาวคือ Hillary ว่าต้องเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ที่น้องสาวทำไว้กับตนอย่างไร และแสดงความเห็นแก่ตัวของน้องสาวหลายอย่าง จนคนดูต้องไม่ชอบน้องสาวเอาแน่ ๆ และคิดว่านี่แหละเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่พอครึ่งหลังของหนังเรื่องนี้ แทนที่จะดำเนินช่วงเหตุการณ์ต่อจากครึ่งแรกในทันที หนังกลับนำฉากที่ขาดหายไปของครึ่งแรก เป็นส่วนชีวิตของน้องสาวคือ Jackie ว่าทำไมเธอถึงทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีออกไป หากได้ดูในส่วนนี้แล้วความเกลียดชังในตัว Jackie จะหายไปทันที ความรู้สึกที่มีจะแตกต่างกับหนังในครึ่งแรกโดยสิ้นเชิง
หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจคือการนำเสนอมุมมองของคนได้ดี ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น เป็นปกติที่จะตีค่าว่าอะไรดีหรือไม่ดี โดยการเก็บประสบการณ์ของเราที่มีต่อสิ่งนั้น แล้วเอามารวบรวมประเมินว่าสิ่งนั้นหรือคนนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าเราเจอเพื่อนเรามีรูปสุนัขในมือถือเต็มไปหมดเราก็มองว่าคนนี้รักสัตว์ ถ้าไปเจอคนหกล้ม ก็มองว่าคนนั้นซุ่มซ่าม เราประเมินคนอยู่ในใจตลอดเวลา
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราไม่ได้อยู่กับคนหรือสิ่งอื่น ๆ ตลอดเวลา เพื่อนเราเราอยู่เฉพาะเจอที่โรงเรียน บางคนเราก็พบเจอในบางโอกาส หรือยิ่งบางคนเราแค่เดินผ่านเจอเขาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ข้อมูลบางอย่างที่เราได้รับมาถูกต้อง แต่มีข้อมูลอีกมากมายของคนหรือสิ่งที่เราประเมินอีกหลายอย่าง อาจจะมากกว่าเป็นสิบเท่าโดยที่เราไม่รู้เลย
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราคบเพื่อนอยู่คนหนึ่ง และเรียกเขาว่า อ้วน เป็นฉายามาตลอดเวลา โดยที่เราก็ไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นเขาจะโกรธหรือสนใจอะไร เพราะก็เรียกจนชิน และทุกทีเขาก็เป็นมิตรกับเราดี เราก็เรียกเขาว่าอ้วนโดยไม่คิดอะไรมาเป็นปี แต่พอมีอยู่วันหนึ่ง เราเจอเขาแอบนั่งร้องไห้และบอกว่าน้อยใจที่ใคร ๆ ก็เอาแต่เรียกเขาว่าอ้วน ตอนที่เขายิ้มให้เราในตอนปกตินั้น อาจจะเป็นส่วนน้อย แต่เพื่อนคนนี้ความจริงน้อยใจ และเก็บไปร้องไห้คนเดียวเสมอ ๆ
สิ่งที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ไม่ชอบเลยคือคำว่า กำกวม คือไม่รู้ว่าที่จริงแล้วสิ่งนั้นจะเป็นไปทางไหน จะไปในแบบนี้ก็ได้ หรือจะไปในแบบนี้ก็ได้ เช่น ข้อสอบที่เรามั่นใจว่าถูกมีครึ่งเดียวพอดี อาจจะสอบได้หรือสอบตกก็ได้ ของที่พึ่งหมดอายุวันนี้ก็ไม่รู้ว่าวันนี้ยังกินได้อยู่หรือเปล่า หรือเหตุการณ์ผ่าตัดที่มีผลคาดหวังเพียงครึ่งเดียว แม้อาจจะดีกว่ารู้ข่าวร้ายตรงที่ว่าเรารู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลดี แต่ความอึดอัดที่เกิดจากความกำกวมนั้นมีเยอะทีเดียว
สมองเองก็เช่นกัน สมองนั้นไม่ชอบความกำกวมของข้อมูลที่ได้มาเสียเท่าไหร่ ถ้ามีช่วงโหว่หรือสิ่งที่ไม่รู้ สมองก็จะพยายามอุดช่องนั้น ส่วนของที่ใช้อุดก็คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว ลักษณะการทำงานของสมองคล้าย ๆ หลักการแบบนี้
เห็นรูปสี่เหลี่ยมกับวงกลมหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่รูปที่เหมือนวงกลมนั้นก็ไม่ใช่วงกลมแต่หายไปถึงหนึ่งส่วนสี่ ส่วนรูปสี่เหลี่ยมก็ไม่มีในภาพเสียด้วยซ้ำ เป็นแค่รอยแหว่งของวงกลม แต่พอเรามองภาพนี้สมองจะเห็นสิ่งที่ขาดหายไปในภาพทันที สมองเราจะดึงความรู้เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตเดิมคือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม และสมองจะปะติดปะต่อส่วนประกอบต่างๆ ของภาพให้กลายเป็นรูปที่เราคุ้นเคยในทันที เช่นเดียวกับการเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ถ้าเราเคยมองเห็นคนหนึ่งทำความดีเพียงครั้งเดียว พอเราคิดถึงสถานการณ์อื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไร สมองเราก็จะนำส่วนเดิมที่เคยรู้นำมาต่อให้เต็ม และมองว่าคนนั้นน่าจะเป็นคนดี
การทำงานของสมองนั้นทำงานในลักษณะที่เราไม่รู้ตัว คือการตัดสินใจของสมองเกิดขึ้นตลอดเวลา และบ่อยครั้งจนเราเองก็มานั่งจับผิดไม่ทันเหมือนกัน เราเองจึงมักเชื่อว่าเราน่าจะประเมินสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเมินผิดพลาด จากการที่ได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ แต่แน่นอนในอีกหลายสิ่งที่เราได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนจริง ๆ ก็มี และอีกหลายอย่างที่เราขาดข้อมูลเพียงเล็กน้อย และสมองสามารถปะต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เราก็มีเหมือนกัน
หากเรายังมองสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ก็ยังเชื่อใจการตัดสินใจของตัวเราเองได้เสมอ
22
เทศกาลแห่งความสุข
เทศกาลแห่งความสุข
By NusNus
อาจจะทำให้คนอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยน้อยใจไปบ้าง แต่ก็อยากจะบอกว่าคริสมาสต์เป็นเทศกาลที่คนไทยครึกครื้นจริง ๆ ไม่ว่าจะมีการประดับสถานที่ต่าง ๆ แล้วยังมีการให้ของขวัญกันพ่วงไปกับปีใหม่ หากจะถามถึงวันสำคัญของเด็ก ๆ แล้ว ยากที่จะเลี่ยงว่าคริสมาสต์ต้องเป็นอันดับต้น ๆ
ที่บทความนี้จะเขียนถึงแล้วจริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับวันคริสมาสต์ แต่หลังจากได้สังเกตถึงเทศกาลแห่งความสุขต่าง ๆ ก็รับรู้ได้ว่าคนทั่วไปก็มีความสุขจริง ๆ
แล้วทำไมเทศกาลแห่งความสุขถึงก่อให้เกิดความสุขได้ ในบทความนี้เราจะอธิบายเหตุการณ์นี้ด้วยศาสตร์จิตวิทยา
ความสุขนั้นเป็นอารมณ์ประเภทหนึ่ง และคงไม่ต้องอธิบายหน้าตาของความสุขว่าเป็นอย่างไร เพราะเชื่อว่าคนทั่วไปรู้จักความสุขเป็นอย่างดี แต่ความสุขก็เกิดได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป หากมองทางชีวะวิทยาแล้ว ปัจจัยที่มีผลดีต่อร่างกายก็จะก่อให้เกิดความสุขได้ทั้งนั้น เช่น อากาศเย็นสบาย การได้กินอาหารถูกปาก การมีเพศสัมพันธ์ หรืออาจจะเป็นความต้องการพื้นฐานที่เหนือกว่านั้นที่สนองกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เช่น การได้เข้าสังคมกับกลุ่มที่เข้ากับตนได้ ความสุขยังเกิดได้จากอีหลากหลายรูปแบบมากมาย
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคืออารมณ์ของคนนั้นไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอน แต่ละคนจะมีการรับรู้แตกต่างกันไป บางสิ่งทำให้คนหนึ่งมีความสุขได้ แต่ก็ทำให้อีกคนไม่มีความสุข หรือแม้แต่สิ่งเดียวกันก็ไม่อาจจะทำให้เกิดความสุขกับคนเดียวกันได้ทุกครั้ง
และความไม่มีหลักเกณฑ์ของอารมณ์ส่งผลให้มีกลไกอย่างอื่นส่งผลต่อมันโดยที่เราไม่รู้ตัวได้ง่าย
บางครั้งคนเรา เพียงแค่บอกว่าต่อไปควรจะเป็นอย่างไร คนเราก็มักจะทำหรือรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เช่น หากเราเข้าร้านอาหารที่มีเพื่อนบอกเราว่าอาหารร้านนี้อร่อยมาก เราก็มีแนวโน้มที่รู้สึกได้ว่าอาหารร้านนี้อร่อย และในหลายครั้งที่เรากินสมุนไพรที่มีคนบอกว่ากินแล้วจะหายเครียด เราก็มักจะหายเครียดจริง ๆ แม้ความจริงสมุนไพรนั้นไม่มีฤทธิ์แบบนั้นเลย เช่นเดียวกับเทศกาลแห่งความสุข การที่คนทั่วไปคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นเทศกาล “แห่งความสุข” พอถึงช่วงเวลานี้คนก็มักจะมีความสุขจริง ๆ
ไม่ใช่เพราะสมองเชื่ออะไรง่าย แต่การตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกของสมองมีการต้องใช้ข้อมูลต่าง ๆ ในการช่วยตัดสินมากมาย การได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างก็ไปกระทบต่อการตัดสินใจที่สะแสดงพฤติกรรมรวมถึงอารมณ์โดยที่เราไม่รู้ตัว และการได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า “จะมีความสุข” เราก็มักจะเลือกหาสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน จิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Priming
นอกจากนี้ การที่คนอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสังคมนั้น สร้างกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรมของคนมากมาย บางครั้งพฤติกรรมรวมถึงพฤติกรรมภายใน เช่น อารมณ์ ก็มักจะได้รับอิทธิพลมาจากบุคคลอื่นด้วย กลไกอย่างหนึ่งคือการคล้อยตามคนหมู่มาก ในเทศกาลแห่งความสุข ตามสถานที่ต่าง ๆ มักจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นกิจกรรมรื่นเริงมากมาย คนทั่วไปก็มักจะทำตามกันและจัดกิจกรรมกันไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน หรือหน่วยงาน เทศกาลแห่งความสุขเลยมีแต่กิจกรรมที่เอื้อให้เกิดความสุข
กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำให้คนมีความสุขโดยตรง การที่คนอื่นได้มาเห็นคนจำนวนมากมีความสุข ก็มักจะมีแนวโน้มที่จะคล้อตามและมีความสุขตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับตอนที่เราไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เราก็มักจะดูคนรอบข้าง ถ้าเราไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้ามาก่อน เราก็จะดูว่าคนก่อนหน้าเราทำอย่างไรเราก็ทำตาม เช่นเดียวกัน ในบางครั้งการที่เราไม่มีอารมณ์อื่นใดเข้มข้น หากเราเห็นคนส่วนใหญ่มีความสุข เราก็จะมีความสุขตาม
ยิ่งไปกว่านั้นพอคนจำนวนมากสุข ก็จะมีคนสุขตาม แล้วคนมีความสุขก็จะมีมากขึ้น ยิ่งทำให้มีคนสุขตามมากยิ่งขึ้น
ในสังคมปัจจุบันปัญหาด้านสุขภาพจิตเสื่อมโทรมจากความเครียดนั้นมีเยอะเหลือเกิน การที่มีเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั่วไปมีความสุขนั้นจึงเป็นเรื่องควรสนับสนุน เพราะการมอบความสุขให้แก่กันยังไงก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม คงไม่เหมาะที่จะจัดกันตลอดทุกเดือน เพราะคงจะทำให้ทุกข์จากกระเป๋าแห้งเพราะซื้อของขวัญ และการจัดปาร์ตี้.
7
แค่คาดหวัง ก็มีผล
แค่คาดหวัง ก็มีผล
By NusNus
ในนิยาย การ์ตูน หรือภาพยนตร์หลายเรื่อง มักจะให้ความสำคัญกับ “ความหวัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตอนถึงคราวคับขัน ตัวเอกเจอเหตุการณ์ที่วิกฤตมาก ๆ แทบจะมองไม่เห็นว่าจะหาทางออกกับปัญหาในขณะนั้นอย่างไร แต่ตัวละครก็จะเตือนสติตัวเอง หรือมีคนอื่นเตือนสติให้เชื่อมั่นว่า อย่าหมดหวัง ให้เชื่อจริง ๆ ว่าสิ่งร้าย ๆ ต้องผ่านไป และสิ่งดี ๆ ก็ต้องเข้ามาสักวัน
ส่วนในชีวิตจริงนั้นเนื่องจากเราเป็นคนแสดงเสียเอง และเนื่องด้วยโลกในปัจจุบันคือโลกแห่งวิทยาศาสตร์ ความหวังดูเหมือนจะเป็นปาฏิหารย์เลือนรางใกล้เคียงกับเรื่องโชคราง แต่อย่างไรก็ตามมีการวิจัยของจิตวิทยาเกี่ยวกับผลของความคิด หรือความหวังของคนที่อยู่ภายในที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งรอบตัวให้เป็นไปตามนั้น ฟังแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่วิทยาศาสตร์แต่ความจริงแล้วความหวังมีอิทธิพลต่อสิ่งต่าง ๆ จริง ๆ
ปรากฏการณ์ที่ความหวังนั้นเกืดก่อนความจริง เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงมานาน แต่จะในแนวเหนือธรรมชาติเสียมากกว่า ภาษาอังกฤษเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Self-fulfilling prophecy ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจเกี่ยวกับนิยาย และภาพยนตร์ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ผลของความหวังที่ทำให้เกิดความจริงอย่างมีหลักฐานนั้น มีการวิจัยที่ไม่ค่อยนานเท่าไหร่เมื่อ ปี 1992 ของ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson ซึ่งได้วิจัยเกี่ยวกับผลของครูที่มีต่อนักเรียน ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว

การวิจัยนี้ทดลองโดยการบอกครูผู้สอนว่าเด็กคนไหนเก่ง และคนไหนไม่เก่ง โดยที่จริง ๆ แล้วเด็กทั้งคู่ก็เรียนเก่งพอ ๆ กัน แต่พอเวลาผ่านไป เด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเป็นเด็กเก่งก็เรียนเก่งขึ้นจริง ๆ และเด็กคนที่ครูผู้สอนเชื่อว่าเรียนไม่เก่ง ก็พาลเอาเรียนไม่เก่งเอาดื้อ ๆ ทั้ง ๆ ที่เด็กทั้งคู่ก่อนหน้านี้มีความเก่งหรือฉลาดไม่แตกต่างกันเลย การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าความเชื่อของครูผู้สอนที่มีต่อนักเรียนมีผลต่อตัวนักเรียนอย่างมาก แต่ว่าเป็นเพราะอะไร? ความเชื่อที่อยู่ในหัวถึงส่งผลต่อเด็กจริง ๆ ได้
ความคิดของคนนั้นเหมือนจะอยู่แค่ภายในก็จริง แต่ว่ามันก็ส่งผลต่อเราหลายอย่างออกมาโดยที่เรารู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง ในการวิจัยข้างบนก็เป็นผลมาจากสิ่งนี้ ครูผู้สอนเมื่อรู้ว่านักเรียนคนไหนเรียนเก่งก็จะคาดหวังกับเด็กคนนั้นสูง พยายามส่งเสริมให้ทำอะไรต่าง ๆ ที่ยากขึ้น เมื่อเด็กคนนั้นไม่ได้หรือผิดก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องแปลก และพยายามทำให้เด็กคนนั้นทำได้ เพราะตนรับรู้ว่าเขาเป็นคนเก่งซึ่งควรจะทำอะไรยาก ๆ ได้ แต่เด็กคนที่ครูคาดว่าเรียนไม่เก่ง ครูก็จะไม่ค่อยจะให้มีส่วนร่วมเช่น ไม่ให้ตอบคำถามยาก ๆ เพราะคาดไว้อยู่แล้วว่าคงตอบไม่ได้เมื่อทำอะไรไม่ได้ ครูผู้นั้นก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคิดไว้แล้วว่าเป็นคนไม่เก่ง และอาจจะละเลยที่จะส่งเสริมให้เด็กคนนั้นเก่งขึ้น เพราะคิดว่าคงจะยากเกินไปสำหรับเด็กคนนั้น

การวิจัยข้างบนเป็นตัวอย่างหนึ่งของผลของความคาดหวัง เมื่อคนเราคาดหวังอะไรแล้ว คนเราก็จะมักจะคิดไว้ก่อน โดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มันควรจะเป็นแบบไหน เช่น ถ้าเราหวังว่าวันเกิดของเราจะได้ของขวัญจากเพื่อน เมื่อเราเห็นกลุ่มเพื่อนของเราขอตัวไปซื้อของโดยไม่ให้เราไปด้วย เราก็มักจะคิดว่าเขาคงไปซื้อของขวัญให้เราแน่ ๆ และไม่เพียงเท่านั้น ความหวังของเราจะส่งผลกับคนอื่นด้วย เช่น ถ้าเราเห็นว่าเพื่อนไม่เห็นจะให้ของขวัญเราเสียที เราอาจจะพูดถึงของที่อยากได้ หรือแม้แต่การมองของที่อยากได้ขณะเดินซื้อของกับเพื่อน โดยหลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้ตัว และแน่นอนว่าคนอื่นเองก็อาจรับรู้ความต้องการของเราได้เช่นเดียวกัน เพื่อนเราที่อาจจะลืมวันเกิดเรา แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากการกระทำของเราบ่อย ๆ เขาก็อาจจะจำได้ว่าควรจะซื้อของขวัญวันเกิดให้เรา การที่ความคาดหวังเป็นจริงนั้น เป็นเพราะเราทำให้สิ่งรอบตัวเอื้อต่อการเกิดสิ่งที่เราหวังนั่นเอง
อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราพยายามทำสิ่งที่เราหวังให้เกิดขึ้น เพราะหลายสิ่งที่เราทำมันส่งผลเล็กน้อยมาก เช่น ถ้าเราแอบชอบใครเราจะพยายามหาโอกาสที่จะได้เจอกับคน ๆ นั้น เช่น เดินผ่านที่ที่เขาอยู่บ่อย ๆ ซึ่งถ้าหากมองเผิน ๆ แล้วเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มันเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ของสิ่งที่เราหวัง เช่นจากตัวอย่าง ถ้าเราชอบใครแล้วเราไม่เคยทำให้เขาเห็นหน้าเลย โอกาสที่เขาจะชอบเราก็จะน้อยเต็มที
นอกจากนี้ยังมีเรื่องท่าทาง การแสดงออกของคน หลายอย่างที่ส่งผลโดยความคิดภายใน โดยที่ยากจะปกปิด เช่น สีหน้า น้ำเสียง ถ้าเรากับเพื่อนมีปัญหาขัดแย้งกัน แล้ววันต่อมาเราคาดหวังว่าเราอาจจะทะเลาะกับคนคนนี้เพราะปัญหานี้ก็ได้ เวลาเราคุยกับเพื่อนคนนี้เราอาจจะแสดงสีหน้า บึ้งตึง น้ำเสียงกระชาก จนเป็นการสร้างความโมโหให้อีกฝ่าย และต้องทะเลาะกันจริง ๆ

จากที่เล่ามาแล้ว คงเห็นถึงความสำคัญของความหวังขึ้นมาบ้าง แต่อย่างไรก็ตามถึงความหวังนั้นมีผลต่อสิ่งภายนอกจริง ๆ แต่แค่ส่งผล ไม่ได้ดลบันดาลให้มันเป็นจริงไปตามทุกอย่างที่เราหวัง เพราะที่มันเป็นจริงก็เกิดจากตัวเราที่พยายาม และคนอื่นที่รับรู้ถึงความพยายามของเราเสียส่วนใหญ่
ความหวัง คงจะมีประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่แค่หวังเปล่า ๆ เพราะถ้าเราแค่หวัง เราก็จะพยายามทำอะไรให้สมหวังโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราพยายามอย่างรู้ตัวควบคู่ไปด้วย และพยายามอย่างถูกวิธี ก็เพิ่มความเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เราหวังนั้นจะเป็นจริงได้ง่ายขึ้น
และสิ่งที่ควรจะเตือนตัวเองไว้เสมอคือ ทุกอย่างมีโอกาสผิดพลาด มีความหวัง ย่อมคู่ไปกับความผิดหวัง ความผิดหวังไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ ๆ แต่ถ้าเราสามารถยอมรับมันได้ และไม่ทุกข์กับมันจนเกินไป เราก็จะหวังอะไรต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจขึ้น
และที่สำคัญมาก ๆ คือ หวังในสิ่งที่ดีแล้วกัน
16
วิธีคิด ?!
วิธีคิด ?!
by luvchompu
วันๆหนึ่งคนเราต้องเจอะเจออะไรต่ออะไรตั้งมากมาย
มีทั้งเรื่องดี มีทั้งเรื่องร้าย..
ถามว่าเราจะเลือกได้ไหม ?
ถ้าจะเลือกให้ไม่เจอเลย คงเป็นไปได้ยาก
แต่สิ่งที่ทำได้คือ เลือกจัดการกับความคิด
จัดการกับความรู้สึกของตัวเองจะง่ายกว่า
จำไว้ว่า “มันอยู่ที่วิธีคิด ชีวิตถึงอยู่ได้”
ใครๆก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น
จะมีน้อย จะมีมากก็ต่างกันไป
คนเราทุกคนบนโลกนี้ ต่างกันทั้งนั้น
ไม่มีใครเหมือนกัน พี่น้องกัน พ่อแม่เดียวกัน
ได้รับการเลี้ยงดูมาเหมือนกัน ยังไม่เหมือนกันเลย
แม้แต่ฝาแฝดกัน ยังไง๊ ยังไง มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว
มันอาจคล้าย แต่ที่สุดแล้วมันไม่เหมือน …
ในเมื่อที่คนเราต่างกันด้วยอะไรหลายๆอย่าง
รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยแล้วนั้น
ฉันก็คือฉันวันยังค่ำ
ในขณะที่เธอก้อคือเธอเช่นเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่กำลังจะบอกก้อคือว่า …
ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข
วันแต่ละวันมีความหมายในตัวมันเอง
ชีวิตหนึ่งมีโอกาสได้เจอวันแต่ละวันครั้งเดียวเท่านั้นแหละ
อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งดีๆ เก็บสะสมมันไว้
ให้เป็นกำลังสำหรับวันต่อๆไป

ส่วนอะไรที่มันเลวร้าย ก็ปล่อยให้มันผ่านไป
ให้รู้ไว้ว่านี่แหละ มันคือประสบการณ์
ถ้าวันนี้รู้สึกแย่ ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูสิ
คิดว่าวันนี้มันแย่ แย่ที่สุดในชีวิตไปเลย
ทำไมนะเหรอ ? ..
ก็เพราะว่าจากนี้ไปจะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่านี้แล้ว
เรื่องต่างๆที่จะเจอต่อไป มันแค่เรื่องเล็กน้อย
มากกว่านี้ หนักหนากว่านี้เราก็ยังเคยผ่านมาได้สบายๆ
เว็บบอร์ดถามตอบ
เว็บมีเรื่องอะไรบ้าง
- Blog Jit By Tae' (16)
- Editor's Talk (8)
- Psychology Blog (6)
- Psychology BOOK (8)
- Psychology LIFE (51)
- Psychology LOVE (5)
- Psychology NEWS (12)
- Psychology STUDY (20)
- Psychology TIPS (3)
- Psychology WORK (24)
รับข่าวตอนเว็บอัพเดต
เว็บจิตวิทยา
- Life and Death Studies
- [En]PsyTodayMagazine
- [En]สารานุกรมจิตวิทยา
- [En]ห้องเรียนจิตวิทยาออนไลน์
- [TH] E4Thai เรียนภาษาอังกฤษแบบคนไทยกันเองๆ
- [Th]กระทู้เรียนจิตวิทยาDekD.com
- [Th]บทความสุขภาพ/จิตวิทยา
- [Th]สารานุกรมWiki จิตวิทยา
- [Th]เรียนจิตวิทยาทั่วไปง่ายๆ
- [Th]เว็บจิตวิทยาม.เกษตร
- [Th]โลกจิต
- มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา


