Mar 02

วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา 

โครงการจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
เรื่อง วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา
โดย ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
จัดโดยสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน ร่วมกับโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
ณ ห้องประชุม 130 ปี กุลสตรีวังหลัง-วัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551
เวลา 8.30-16.30 น.

1. หลักการและเหตุผล
          ตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2544 กำหนดให้ราชบัณฑิตยสถานมีอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 (1) คือ “ค้นคว้า วิจัย และบำรุงสรรพวิชา แล้วนำผลงานที่ได้สร้างสรรค์ออกเผยแพร่ให้เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน” และ (2) “ติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานทางวิชาการกับองค์การปราชญ์และสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ” อีกทั้งใน (3) “ให้ความเห็น คำแนะนำ คำปรึกษา ทางวิชาการแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี” ส่วนใน (5) “ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดทำพจนานุกรม สารานุกรม พจนานุกรม อักขรานุกรม อนุกรมวิธาน บัญญัติศัพท์ต่าง ๆ รวมทั้งการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วิชาการภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและงานวิชาการอื่น ๆ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานและใช้กันแพร่หลายตลอดมา เพื่อปฏิบัติตามภารกิจดังกล่าวข้างต้นให้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้นทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักธรรมศาสตร์และการเมืองจึงได้ร่วมกับโรงเรียน วัฒนาวิทยาลัยจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจรขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เรื่องวิกฤติสังคมไทยในแง่มุมมองทางจิตวิทยา และส่งเสริม สนับสนุน ราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกให้ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเสนอความรู้ในสาขาวิชาจิตวิทยา รวมทั้งเป็นเวทีให้ราชบัณฑิต ภาคีสมาชิก และผู้สนใจได้พบปะแลกเปลี่ยนในประเด็นที่หลากหลายอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อส่งเสริมให้ราชบัณฑิตและภาคีสมาชิกค้นคว้า เสนอผลงานทางวิชาการต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
2.2 เพื่อเผยแพร่วิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างกว้างขวาง
2.3 สร้างเครือข่ายออกไปทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

3. เป้าหมายผู้ร่วมงาน
นักเรียน นิสิตนักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไป จำนวน 80-100 คน

4. ผู้รับผิดชอบโครงการ
4.1 ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต (จิตวิทยา) เลขานุการสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
4.2 เจ้าหน้าที่ราชบัณฑิตยสถาน กองธรรมศาสตร์และการเมือง

5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
5.1 ทำให้การศึกษา ค้นคว้า วิจัย และการเสนอผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพออกสู่สาธารณชนมากขึ้น
5.2 กระตุ้นให้เกิดความสนใจและการศึกษา วิจัย ด้านจิตวิทยา ในมุมมองที่หลากหลาย
5.3 ทำให้เข้าใจสภาพวิกฤติสังคม ในรูปแบบที่เป็นมาตรการป้องกันและลดปัญหาได้
5.4 มีเครือข่ายออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น

กำหนดการจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551
8.30 น. ลงทะเบียน
9.00 น. พิธีเปิด กล่าวต้อนรับ : ผู้อำนวยการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
                         กล่าวเปิดงาน : ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต เลขานุการสำนักฯ
9.15 น. รับประทานอาหารว่าง
9.30-12.30 น. การแสดงปาฐกถา เรื่อง วิกฤติสังคมไทยและทางออก : มุมมองทางจิตวิทยา โดย ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต เลขานุการสำนัก ธรรมศาสตร์และการเมือง
13.30-16.30 น. อภิปรายกลุ่ม เรื่อง ประเด็นปัญหาเด็กและเยาวชน รูปแบบการป้องกันและลดวิกฤติสังคมไทย

วิทยากร
1. ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
2. รศ.นพมาศ อุ้งพระ ภาคีสมาชิก
3. นางเสริมศรี ไชยเศรษฐ์
4. นางพรรณมหา วุฒิวโรภาส

คณะทำงานจัดปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร
(1) ดร.โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต
(2) รศ.นพมาศ อุ้งพระ ภาคีสมาชิก
(3) นางเสริมศรี ไชยเศรษฐ์
(4) นางพรรณมหา วุฒิวโรภาส
(5) นางสาวรสสุคนธ์ ศิลปศร
(6) นางสาวประภาศรี ครองยุทธ
(7) นางสาวปราณี ณ นคร
(8) นางสาวนุชจรินทร์ สิทธิสรรค์
(9) นางวิราวรรณ์ พงษ์ธนะ
(10) ผู้อำนวยการกองธรรมศาสตร์และการเมือง (นางสาวศิริพร อินทรเชียรศิริ)
(11) นางจำเรียง จันทรประภา
(12) นางกนกวรรณ ทองตะโก
(13) นางวาสนา เอกสิทธิ์

 ที่มา: http://www.royin.go.th/upload/246/FileUpload/1405_4021.pdf

Tags: , , , ,

Mar 02

ROYIN เปิดให้บริการปรึกษาทางจิตวิทยาและสังคม

ROYIN

ROYIN          อะไรคือ Royin??? ก็คือย่อมาจาก Royal Institute จ้า คือ ราชบัณฑิตยสถานนั่นเอง
          ROYIN ได้เปิดศูนย์ให้บริการปรึกษาทางจิตวิทยาและสังคม  เพื่อช่วยคลายปัญหาชีวิตที่เต็มไปด้วยความเครียด ความวิตกกังวล ความขัดแย้งในใจ อันมีผลต่อบุคลิกภาพและสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ

          น้องๆขอรับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัว ปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะปัญหาวัยรุ่น ก็ไปรับการปรึกษาได้หมด
          โดย ROYIN จัดให้มีบริการให้คำปรึกษา เพื่อลดสภาวะความเครียดทางจิตใจและอารมณ์และส่งเสริมให้ประชาชนมีเจตคติที่ดีต่อตัวเอง
          ถ้าอยากใช้บริการนั้น ศูนย์ให้บริการปรึกษาทางจิตวิทยาและสังคม จะเปิดให้บริการในวันดังนี้-.

                    วันจันทร์ 10.00-12.00 น
                    วันพุธ 10.00-12.00 น
                    วันศุกร์ 10.00-12.00 น.

          และสามารถให้บริการทางโทรศัพท์หรือนัดหมายล่วงหน้า ได้ที่เบอร์โทร 02-356-0466-70 ต่อ 5045
          ถ้ามีปัญหาโทรไปเลยนะ ตามเวลาที่บอกไว้ อย่าปล่อยให้ปัญหามันใหญ่ขึ้นๆล่ะ.

ที่มา: http://www.royin.go.th/th/news/news-content.php?ID=316

Tags: , , , , , , , , , ,

Feb 09

 

By Dtan

การเล่นเกม … เพื่อชัยชนะหรือความพ่ายแพ้

          ในช่วงพักเที่ยงของชีวิตนักเรียนมัธยมปลาย ขณะที่ผมกำลังนั่งเบื่อๆ อยู่ที่โต๊ะของตัวเอง เพื่อนที่ตั้งก๊วนเล่นเกมกันมาตั้งแต่มัธยมต้นก็เดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่เปล่งประกาย
“เฮ๊ย สนใจเล่นเกมนี้ป่าว” พูดเสร็จเพื่อนผมก็ยื่นหนังสือคู่มือเกมหน้าปกสีสันสดใสให้ผมดู
“เกมออนไลน์เหรอ ?” ผมถามพลางเปิดหนังสือดูคร่าวๆ
“ใช่ๆ เคยเล่นกันมาแต่พวกเกมวางแผนการรบกับเกมยิงปืน ลองเปลี่ยนมาเล่นออนไลน์บ้างสิ เรารวบรวมคนที่สนใจได้ 7 คนแล้วนะ สนใจป่าวๆ เราจะได้ไปชวนคนอื่นต่อ” เพื่อนผมเร่งเร้า
“เออ เอาดิ เอาแผ่นมาให้เราด้วยหละ” ผมพยักหน้าตอบไปอย่างไม่ลังเลพร้อมกับรอยยิ้ม

รูปประกอบบทความติดเกม

          นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่ผมได้เริ่มต้นรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ชื่อว่า… เกมออนไลน์ ผมจำไม่ได้แน่นอนว่าผมชื่นชอบการเล่นเกมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเกมซุปเปอร์แฟมมิคอม หรือ เก่ากว่านั้นอย่างเครื่องเกมแฟมมิคอม เครื่องขาวจอยแดง ที่หลายๆ คนอาจจะรู้จักในชื่อเครื่องแฟมมิลี่ ผมก็ไม่เคยพลาด จนกระทั่งได้มารู้จักกับเกมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสนใจในเครื่องเกมแบบอื่นๆ ของผมก็หมดไป
          ถ้าจะถามว่าพฤติกรรมการเล่นเกมของผมในช่วงนี้เป็นการเสพติดเกมรึเปล่า คงต้องไปทำความเข้าใจถึงนิยามของ การเสพติดเกม (Game Addiction) ก่อน ซึ่งมีความหมายว่า คนติดเกมจะมีลักษณะที่หมกมุ่นอยู่กับเกม ไม่สนใจสิ่งอื่นๆ แม้กระทั่งการสนองต่อความต้องการเบื้องต้นของร่างกาย เช่น การกินอาหาร มีอาการคล้ายคนติดยาหรือติดการพนัน ที่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี อยากจะหยุด แต่ไม่สามารถทำตามและห้ามตัวเองได้ ซึ่งอาจอธิบายได้ในแง่กลไกการทำงานของสมองว่าสมองมีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมาเมื่อมีพฤติกรรมซ้ำๆ และเมื่อหลั่งสารประเภทนี้ออกมาแล้วทำให้เกิดความสุข เรียกวงจรแบบนี้ว่า Reward Circuit ส่งผลให้สมองส่วนหน้าที่ใช้ควบคุมตัวเองมีความสามารถลดลง ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามความหมายนี้แล้วน่าจะจัดพฤติกรรมการเล่นเกมของผมได้ว่าเป็นการหลงใหลหรือคลั่งไคล้เกมมากกว่า  เพราะแม้ผมจะเล่นเกมอยู่เป็นประจำแทบทุกวัน แต่ก็เป็นการเล่นในเวลาว่าง ยังคงทำกิจกรรมอื่นๆ และใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ

รูปประกอบบทความติดเกม

          จนกระทั่งผมได้มาเริ่มเล่นเกมออนไลน์ เวลาที่ใช้ในการเล่นเกมก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 2-4 ชั่วโมงต่อวัน คำตอบเดียวที่ทำให้ผมสนุกสนานกับการเล่นเกมออนไลน์ในขณะนั้นก็คือ เพื่อน ใช่เลยครับ กลุ่มเพื่อนๆ ที่ชวนผมมาเล่นนี่แหละ การได้แข่งกันเก็บเลเวล การได้มานั่งโม้ว่าได้ไอเทมแบบไหนมาใช้ มาคุยกันว่าจะปั้นตัวละครแบบไหนดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผมชื่นชอบและมีความสุขกับการเล่นเกมออนไลน์ ส่งผลให้ผมหลับหูหลับตาเก็บเลเวลในเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเริ่มรู้จักกับเพื่อนใหม่ในเกมออนไลน์ เริ่มมีสังคมเล็กๆ ของผมเกิดขึ้นมา จนผมเริ่มหลงลืมที่จะเก็บเลเวลในชีวิตจริง เวลาที่ใช้ไปกับการเล่นเกมออนไลน์ก็เขยิบมากขึ้นทุกทีๆ มาเป็นวันละ 5-6 ชั่วโมง โดยไม่รู้ตัวเลยผมได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจากเด็กคลั่งไคล้เกมมาเป็นเด็กเสพติดเกมทีละน้อยๆ จนผมมาเสพติดเกมอย่างเต็มตัว

รูปประกอบบทความติดเกม

…. เมื่อผมเริ่มทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องเวลาในการเล่นเกมบ่อยขึ้น
…. เมื่อผมไม่สนใจจะอ่านหนังสือเรียนแม้จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้ก็ตาม
…. เมื่อผมไม่อยากทานอาหารหรืออยากออกไปเที่ยวไหนทั้งนั้นเพราะจะทำให้ผมเสียเวลาเล่นเกม
…. เมื่อในหนึ่งวันผมใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

รูปประกอบบทความติดเกม

          หากถามว่า “อะไร” ที่ทำให้ผมติดเกมออนไลน์ คำตอบหลักๆ ก็คือ เพื่อนเหมือนเดิมครับ เพียงแต่ว่าไม่ใช่เพื่อนกลุ่มดั้งเดิมแล้วเท่านั้น แต่เป็นเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ผมได้จากสังคมเกมออนไลน์ เพราะสังคมเล็กๆ ที่ผมได้สร้างเอาไว้ ในตอนนี้มันกลายเป็นสังคมขนาดใหญ่ ผมกลายเป็นคนสำคัญมีคนรู้จักมากมาย ผมสามารถหาแฟนได้จากการคุยกันไม่กี่ประโยค ความฝันหลายๆ อย่างของผมสามารถเป็นจริงได้ในสังคมนี้ ทุกอย่างดูดีและมีความสุขไปหมด แล้วทำไมผมถึงจะต้องหยุดเล่นด้วย…
          วันที่ผมเล่นเกมไปถึงจุดที่เรียกว่าสูงสุดของเกมเท่าที่ตัวละครผมจะเป็นได้ เป็นวันที่ผมดีใจมาก เพื่อนๆ ที่ผมรู้จักในเกมต่างก็มาแสดงความยินดี สำหรับผมวันนี้เป็นวันที่มีความสุขสุดๆ แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็ถูกกระแทกอย่างแรงด้วยคำถามของผมเองหลังจากที่กดปุ่มปิดคอมพิวเตอร์ว่า “พอปิดเกมไปแล้วจะมีใครรู้ไหมนะว่านายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้มีความสามารถ เป็นตัวละครที่เก่งสุดๆ ?” ผมอึ้งไปนานกับคำถามนี้ เพราะในใจลึกๆ ของผมรู้ดีว่าคำตอบของคำถามนี้ก็คือ “ไม่มี”

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผมอาจจะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในเกมที่เล่นแต่ผมก็เป็นเพียงผู้แพ้อย่างสมบูรณ์แบบต่อจิตใจของผมเอง แพ้ต่อความอยาก แพ้ต่อความหลงสนุก และเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริงในเกมที่เรียกว่า “ชีวิตจริง” ผมมักจะคิดอยู่เสมอเมื่อทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่ว่า “ก็แค่เกมจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ ผมควบคุมตัวเองได้อยู่แล้ว” แต่ในความเป็นจริงผมไม่เคยจะทำได้เลย การคอยหลอกตัวเองโดยไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงในลักษณะนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ความอยากในจิตใจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะมัวแต่ไปคิดว่าความอยากของผมมันไม่ใช่ปัญหา ผมจึงไม่สนใจจะแก้ปัญหาเรื่องการควบคุมความอยากในการเล่นเกม ทั้งๆ ที่สิ่งนี้แหละ คือ สาเหตุสำคัญ

รูปประกอบบทความติดเกม

          ผลหลงลืมที่จะตระหนักว่าสังคมที่ผมได้ใช้เวลาอยู่ในเกมออนไลน์นั้นเป็นเพียง สังคมสมมติ ทว่าผมกลับไปให้ความสำคัญแก่สิ่งเหล่านั้นมากมายกว่า สังคมจริงๆ ที่ผมอาศัยอยู่ ปัจจัยหรือสิ่งที่ทำให้ติดเกมสำหรับหลายๆ คนอาจจะแตกต่างกันออกไป เพราะเพื่อน, เพราะความสนุก ฯลฯ แต่รูปแบบของการทำให้ติดเกมนั้นไม่น่าจะแตกต่างกัน ซึ่งก็คือ การพ่ายแพ้ต่อจิตใจของตนเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

          การจำกัดชั่วโมงเล่นเกมในเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี, การจัดระเบียบร้านอินเตอร์เน็ต, การรณรงค์ให้เยาวชนและผู้ปกครองทราบโทษของการเล่นเกม สิ่งเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการติดเกมใช่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ แต่คำถามที่ว่าแก้ที่ตรงไหน? สาเหตุหรือว่าปลายเหตุ อาจจะเป็นคำถามที่น่าใส่ใจกว่า เพราะต้นเหตุจริงๆ ไม่ใช่ใครอื่นไกล มองกลับมาที่ตัวของเราเองนี่แหละ เพราะตัวเราเองคือสาเหตุของปัญหา การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจต่อความรักสนุก ต่อความเพลิดเพลิน การไม่รู้จักรับผิดชอบต่อชีวิตจริงของตัวเองน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ตัวเราเองควรตระหนักถึงและหาทางแก้ไขมากที่สุด

รูปประกอบบทความติดเกม

          แล้วเด็กหรือวัยรุ่นจะมีความสามารถในการคิด ในการตัดสินใจเพียงพอหรือ? คำถามนี้อาจจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเรื่องของเกมด้วยการสั่งห้าม การกำหนดบทลงโทษ นั่นคือ สิ่งที่สังคมตัดสินแทนเด็กหรือวัยรุ่นไปแล้วว่าเกมเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว … แต่ในความเป็นจริงเรื่องของเกม อาจจะไม่ใช่สีดำหรือสีขาวแบบที่สังคมชอบตัดสิน แต่ว่าเป็นสีเทา จะมีประโยชน์มากหรือมีโทษมากก็ขึ้นกับคนเล่นว่าจะซึมซับอะไรเข้ามา
          ถ้าถามผมว่าเวลาและเงินที่เสียไปในช่วงที่ติดเกมเยอะมากไหม คำตอบคือ เยอะมาก แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วผมได้เพื่อนดีๆ ที่ยังติดต่อกันอยู่แม้จะเลิกเล่นเกมกันไปแล้วไหม คำตอบก็คือ ได้
          สำหรับคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ การใช้กฎระเบียบจากผู้อื่นมาบังคับก็อาจจะเป็นทางออกที่หลายๆ คนเห็นสมควร แต่ถ้าตัวเราสามารถยอมรับและควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ ก็ดูจะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดเพราะ … ชัยชนะใดๆ ก็คงไม่ยิ่งใหญ่มากไปกว่า การรู้จักเอาชนะใจของตัวเอง

รูปประกอบบทความติดเกม

อ้างอิง    คู่มือ เมื่อลูกติดเกม พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 2548 http://www.thaiparents.net

Tags: , , , , , , ,

Feb 06

  เรื่อง : พี่หมีแห่งไซโคล่า 
ปรับปรุงใหม่จ้า

จีจ้า

เวลาขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ผมชอบดูทีวีบนรถไฟ ซึ่งมันมีแต่โฆษณา…..และส่วนใหญ่จะซ้ำๆกัน

แต่วันหนึ่ง ผมได้ดูเทรลเลอร์หนังอันนี้

psychola_video_4

      โค-ตะ-ระเท่ห์เลยคร้าบผม อย่างกับจาพนมเวอร์ชั่นผู้หญิงแน่ะ ขอคารวะนับถือความเก่งของจีจ้าจริงๆเลยขอรับ พอผมดูตัวอย่างหนังนี้ก็สนใจอย่างหนึ่ง คือ คำในหนังบอกว่า  ”สายเลือดยากูซ่า…กับผู้หญิงทรยศ…ให้กำเนิดเด็กพิเศษ…ออทิสติก…ความบกพร่อง หรือพรจากสวรรค์”

ภาพจากหนัง chocolate

     ในฐานะคนที่เรียนจิตวิทยาอย่างผม ก็สะกิดใจคำๆนี้และมีคำถามว่า  ”แล้วจริงๆ เด็กพิเศษที่เป็นออทิสติก จะเตะต่อย อะจ๊าก อะโจ๊ะ ได้แบบนั้นจริงหรือเปล่า”
     และแล้ว “สายเลือดจิตวิทยา…กับความสงสัย…ให้กำเนิดคำถามพิเศษ…ออทิสติก..เก่งต่อยเตะ…ตื่นตา….ได้จริงไหม” ผมก็ตัดสินใจเดินไปหาผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นคือจิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคนเริ่มตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่ตายเลยครับ ผู้รู้ท่านนั้นคือ รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ซึ่งเราจะไปถามอาจารย์ด้วยกันครับ
     ตึก ตึก ตึก………..เสียงเดินของผม
     แอ๊ดดดด เสียงเปิดประตู   
     ปัง เสียงปิดประตูของผม 
     ป๊าด เสียงตดของผม
     แสก แสก แสก เสียงผมเดินอย่างนอบน้อม    

     “เอ่อ..ไม่ทราบว่า โต๊ะอาจารย์ศิรางค์อยู่ทางไหนครับ” ผมถาม
     “ครูนี่แหละ อาจารย์ศิรางค์ มีอะไรจ้ะ”
     “โอ๊ะ จริงด้วย สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีคำถามครับ คือ ผมเพิ่งได้ดูหนังตัวอย่างเรื่อง Chocolate เนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับเด็กพิเศษที่เป็นออทิสติกเธอเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ จะเตะจะต่อยได้หมด ผมเลยสงสัยว่ามันเป็นอย่างนี้ได้จริงหรือไม่?” ผมถามด้วยความหิวข้าว

ภาพจากหนัง chocolate

     “อืม…ครูคิดว่าเด็กออทิสติกก็มีความเป็นไปได้ที่จะเก่งกาจและมีความอัจฉริยะทางด้านร่างกาย ด้านการต่อสู้อะไรพวกนี้ได้แหละค่ะ เพราะอย่างออทิสติกที่เป็นอัจฉริยะในเรื่องอื่นๆก็อย่าง เช่น อัจฉริยะทางศิลปะ เช่น วาดภาพเหมือน อัจฉริยะด้านดนตรี เช่น เล่นเปียโนจากเพลงที่เคยฟังแค่ครั้งเดียว อัจฉริยะเรื่องการจดจำสิ่งต่างๆก็มีมาก เช่น เปิดหนังสือมาเล่มหนึ่งแล้วอ่าน 1 รอบ แล้วปิดหนังสือ และก็ให้เขาอ่านให้ฟังจากความทรงจำก็ทำได้ อัจฉริยะด้านการคำนวณ เช่น คำนวณปฏิทินล่วงหน้าหรือย้อนหลังได้ คำนวณสแควรูทได้ เป็นต้น นักจิตวิทยาจะเรียกออทิสติกที่มีอัจฉริยะเหล่านี้ว่า ซา-วองก์ (Savant) ค่ะ
     “ไม่ใช่ซา-แว้นเหรอครับ เหมือนกับที่ขี่มอ’ไซค์เล่นทั่วไป”  
     “ไม่ค่ะไม่ อ้อ ซึ่ง savant เป็นไม่ได้ทุกคนหรอกค่ะ เท่าที่พบก็มีประมาณ 10% ของออทิสติกที่พบค่ะ คือสมมติมีออทิสติก 100 คน จะมี 10 คนที่มีความสามารถและเป็น savant ค่ะ” อาจารย์ตอบ
     “แล้วถ้าสมมติสาวน้อยจีจ้าในเรื่องนี้เป็นออทิสติกจริงๆ แล้วเขาจะไปต่อสู้โลดโผนได้อย่างในหนังจริงหรือครับ” ผมยังสงสัยไม่หาย

ภาพจากหนัง chocolate

     “อ๋อ ครูคิดว่าก็น่าจะได้ค่ะ เพราะ สาเหตุอย่างที่บอกไปแล้ว แต่ออทิสติกคนนั้นก็จะเตะและต่อยได้ตามที่เขาเคยเห็นเท่านั้นค่ะ เขาจะไม่สามารถคิดหรือ create ท่าทาง และก็คิดแก้ปัญหาใหม่ๆ ในสถานการณ์การต่อสู้ที่แตกต่างกันค่ะ เนื่องจากออทิสติกจะมีปัญหาทางด้านจินตนาการค่ะ เขาจะคิดอะไรที่เป็นนามธรรมไม่ได้ ทำให้เขาไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ๆ นอกเสียว่าเขาจะเคยเห็นเคยดูมา ก็ยกเว้นไปค่ะ และนอกจากนี้ ออทิสติกก็จะจดจำทุกอย่างได้เหมือนกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอค่ะ”
    “แล้วออทิสติกนั้นมีปัญหาทางสติปัญญาหรือที่เรียกกันว่าปัญญาอ่อนหรือเปล่าครับ”
    “ตรงนี้ต้องย้ำความเข้าใจด้วยค่ะว่า ออทิสติกนั้นมีตั้งแต่คนที่ฉลาดมากๆ มี IQ สูงจนถึงขั้นอัจฉริยะไล่มาเรื่อยจนถึงคนที่มี IQ ต่ำจนถึงขั้นปัญญาอ่อนเลยค่ะ ซึ่งบางคนก็ฉลาดมากจริงๆ แต่เขาจะไม่รู้ว่าคนอื่นๆรู้สึกยังไง ทำให้เขาไม่เข้าใจจิตใจคนอื่นน่ะค่ะ…นี่คือลักษณะของออทิสติกค่ะ”
     “โอ้ เข้าใจ ออทิสติกมากขึ้นเลยครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์”
    “ยินดีค่ะ”

       จากที่ผมไปหาความรู้มาก็ได้ความมาว่า ออทิสติกมีความเป็นไปได้ที่จะเก่งเรื่องต่อสู้และการใช้ร่างกาย แต่เขาจะคิดเองใหม่ไม่ได้ครับ ตัวอย่างเช่น โจรกระโดดมาทางขวาแบบนี้จะต้องเตะท่าไหนดี หรือ มีโต๊ะตั้งอยู่แบบนี้จะเอาตัวสอดเข้าไปเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้หรือไม่ เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าออทิสติกจะคิดเองหรือทำอะไรไม่ได้เลยจนถึงขั้นเรียกว่าปัญญาอ่อน เพราะออทิสติกทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญญาอ่อนเสมอไปอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ

ภาพจากหนัง chocolate

    ผมไม่ได้มีเจตนาโจมตีหรือคิดไม่ดีต่อหนังเรื่อง Chocolate นะครับ แต่ผมกลับชื่นชมและขอปรบมือให้คนเขียนบทที่รู้จักนำเสนอบทหนังที่แปลกใหม่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และหนังก็ทำออกมาได้น่าสนใจมากขอรับ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ช่วยทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจออทิสติกมากขึ้นและสำหรับคนที่ได้อ่านบทความนี้ก็จะได้เข้าใจออทิสติกและเอาไปเล่าต่อได้อย่างถูกต้องนะขอรับ.

ขอขอบคุณ
รองศาสตราจารย์ศิรางค์ ทับสายทอง ขณะนี้ท่านเป็นอาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาพัฒนาการอยู่ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ท่านจบปริญญาโทด้านการศึกษาพิเศษจาก University of Northern Colorado
ท่านมีความสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการอารมณ์  บุคลิกภาพของคน, พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ทุกด้าน, ปัญหาพฤติกรรมเด็ก และเด็กพิเศษ

Tags: , , , , ,

Feb 02

เรื่อง: พี่หมีแห่งไซโคล่า 

โรคซึมเศร้า ปล่อยไว้ท่าจะไม่ดี

     การที่วัยรุ่นมีปัญหาภาวะซึมเศร้าอ่อนๆ(Mild depression)-ซึมเศร้าร้ายแรง (Major depression)-ไปจนถึงอยากฆ่าตัวตายนั้น(Suicide) เป็นเรื่องราวที่สังคม พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะต้องตระหนัก ให้ความสำคัญกับเรื่องภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นให้มากๆๆๆ เพราะความคิดซึมเศร้าเหล่านี้ของวัยรุ่นจะบ่มเพาะและมีผลกระทบเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น-ไปถึงวัยผู้ใหญ่ได้เรื่อยๆ เพราะ ถ้าหากวัยรุ่นคนนั้นยังไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ขืนยังนิ่งนอนใจ วัยรุ่นจะยังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ เปรียบเสมือนเป็นรอยแผลทางใจที่จะยังอยู่ต่อไป

อย่าปล่อยให้ตัวเองซึมเศร้า

     นอกจากนี้วัยรุ่นที่อยู่ในบ้านที่มีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า อาจได้รับการถ่ายโอนภาวะซึมเศร้านี้มาก็ได้ เป็นเพราะเหตุผลทางด้านพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมนั่นเอง
    
     ที่อเมริกา มีผลการสำรวจจากวัยรุ่นกลุ่มที่เขาเก็บข้อมูลมาบอกไว้ว่า  มีวัยรุ่นอยู่ 7%ที่พยายามจะฆ่าตัวตาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ถึงพยายามตายจนต้องไปโรงพยาบาล แต่ที่สำคัญคือว่าพ่อแม่ของวัยรุ่นเหล่านั้นจะไม่ค่อยรู้ว่าว่าลูกตัวเองมีความคิดจะฆ่าตัวตาย ดังนั้น พ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่นเพราะจะเป็นตัวชี้การฆ่าตัวตายในอนาคตได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว

ครอบครัวดูแล

     สิ่งที่อยากฝากไว้คือ เมื่อคนในครอบครัวหรือตัวคุณเองเป็นโรคซึมเศร้า โปรดอย่าเก็บมันไว้ เพราะจะมีผลต่อคุณ เช่น เรียนก็ไม่จบ ว่างงาน ไม่มีเงิน ดังนั้นคุณต้องพาตัวเองไปรักษาภาวะซึมเศร้าของคุณ ซึ่งก็เหมือนกับเมื่อเราเป็นไข้หวัดก็ต้องกินยาแก้ไข้ ซึมเศร้าก็เช่นเดียวกัน เมื่อรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้าก็ต้องรักษาซึมเศร้า ก็แค่นั้นเอง.

แปลจาก A Long Arm: Teen Depression
ที่มา : http://www.psychologytoday.com/articles/pto-20030807-000007.html

Tags: , , , ,

Jan 30

 เรื่อง : Canon in D, MUTH

จี๊ดจิตวันนี้พี่หมีรับเชิญคนเขียนมาใหม่ขอรับ

ขอชวนเธอมาเล่นเกมสัญลักษณ์
เกมเชิงจิตวิทยา ที่เคยคิดแล้วเอามาเล่นกัน
ไม่ใช่เกมจิตวิทยาหมู่…แน่นอน…
 
กติกาก็ง่ายมาก

เกมจิตวิทยาแทนตนเอง

อะหนึ่ง จิกเพื่อนมาล้อมวงกันซักไม่เกิน 10 คน ทำไมต้องไม่เกิน เพราะ ทุกคนจะได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงที่พูด ทุกคนต้อง”ฟัง”กันและกัน
อะสอง ให้ทุกคนคิดหาสัญลักษณ์ที่แทนตัวเองได้ดีที่สุดหนึ่งอย่าง
เช่นพวก สิ่งของ สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลาย ประมาณนี้
อะสาม เขียนใส่กระดาษ ส่งให้ Group Leader ไม่ใช่ cheer leader….
Group Leader ก็หยิบมาทีละแผ่น อ่านให้คนในกลุ่มฟัง
อะสี่ แล้วให้ทุกคนทายว่า อันนี้เป็นสัญลักษณ์ของใคร
 
พอพูดครบทั้งวง รวมถึงคนที่เขียนด้วย ก็เฉลยซะว่าแต่ละคนทำไมถึงแทนตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
 
แค่นี้เอง (เกมนี้ยกเครดิตให้คุณเดียร์เป็นคนเริ่มคิด)
 
เกมนี้ เล่นไปทำไม?
อะหนึ่ง สอนให้รู้จักคิดและมองเข้าไปที่ตัวเองอย่างง่ายๆ
อะสอง ฝึกให้มีทักษะการฟังโดยฟังผู้อื่นจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้ยินเฉยๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะที่คนที่จะเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ควรจะมีที่ไม่ใช่แค่มีเฉยๆ แต่ต้องมีเยอะๆเลยล่ะว่างๆ ก็เอาไปเล่นดูสิ
จะได้รู้ว่าเพื่อนๆ มองเรา และเรามองเพื่อนๆ ยังไงบ้าง
อ้อ…คนที่เป็น Leader ควรมีทักษะการฟัง และก็สรุปสิ่งที่เพื่อนพูดมาให้เข้าใจได้พอสมควรนะจ้ะ

แต่ไม่แนะนำให้เล่นกะเพื่อนสนิทนะ เดี๋ยวไม่หนุก เพราะรู้ไต๋กันอยู่


เสริมก่อนจากกันเกี่ยวกับจิตวิทยาปรึกษา
จิตปรึก หรือจิตปึก หรือเรียกอย่างสั้นๆว่า จิตวิทยาการปรึกษา หรือเรียกว่า Counseling Psychology (อ่านว่า เค้าเซลลิ่ง นะจ้ะ)     
จิตปรึกต่างจากการแนะแนว (Guidance กายแด้นส์) เพราะ แนะแนวคือการแนะนำ แบบโช๊ะๆ ชี้นำไปเลย
แต่การให้บริการปรึกษา คือ ให้คำปรึกษาโดยคนที่ให้บริการจะทำหน้าที่เหมือนเพื่อนร่วมเดินทางที่ไม่ชี้นำ การให้คำปรึกษาเนี่ยมีหลากหลายแนวทางให้เลือกใช้ผสมผสานกัน อย่างเช่น แนวคิดของคุณฟรอยด์ (Freudian) และก็มีแนวคิดที่เชื่อมั่นในความสามารถมนุษย์ว่าคนเราเนี่ยคิดแก้ปัญหาเองได้ (Humanism)  นอกจากนี้ก็แนวคิดที่มองว่าคนที่มีปัญหาควรจะใช้เหตุผลและอารมณ์ที่มันใช่ที่มันถูกต้องต่อเหตุการณ์หนึ่งๆอย่างเหมาะสม เรียกว่า (Rational Emotive Behavior Therapy)ไปใช้บริการการปรึกษาเพื่ออะไร
อะหนึ่ง เพื่อให้เธอสบายใจ ลดความเครียด โล่ง ปลอดโปร่งทั้งหัวสมองและอารมณ์
อย่างเช่น ตอนที่เธอมีปัญหา เธอก็จะได้จัดการกับอารมณ์แย่ๆเหล่านั้นให้ออกไปได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี
อะสอง เพื่อให้เธอได้พัฒนาตนเองให้เป็นคนที่ดี จิตใจงอกงามเติบโตเหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งยังไงยังงั้น

ลองไปใช้บริการการปรึกษาแบบนี้ดูสิ บางทีปัญหาของเธอก็อาจเกินความสามารถของเพื่อนที่เธอขอคำปรึกษาอยู่ก็ได้นะ.

Tags: , , , , , ,

Jan 27

Get Flash to see this player.

 


ละครน้ำเน่า ความสุขที่เดาได้

เรื่อง: NusNus

          วันก่อนไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่ตลาดสามย่าน สามย่านเป็นตลาดที่มีจุดเด่นบางอย่างคือทีวีเปิดช่องเดียวกันหมดทุกร้าน อาจจะเป็นกลยุทธ์ความเท่าเทียมของร้านอาหารที่นั่นก็คือ ชนิดอาหาร ราคาอาหาร คุณภาพอาหาร และรายการทีวีที่ดูแกล้มอาหารเหมือนกันหมด! แต่วันนี้ไม่ได้จะพูดเรื่องการตลาดหรือรสชาติอาหาร แต่ที่จะพูดถึงคือสิ่งที่เปิดในขณะนั้นคือละครเรื่อง “จำเลยรัก” ที่ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน
 ก่อนอื่นขอจำกัดความก่อนว่า “ละครน้ำเน่า” ที่เรียกในที่นี้ไม่ได้มองในแง่ลบ แต่มันเป็นชื่อประเภทของละครที่คนไทยรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกกันว่า soap opera)
          ตั้งแต่ยังเด็กแล้วพ่อชอบบ่นเสมอ ๆ ขณะที่คนทั้งบ้าน (แน่นอนคนเขียนคอลัมน์ด้วย) นั่งดูละครน้ำเน่าเรื่องต่าง ๆ ว่าซ้ำซาก ไร้สาระ เนื้อเรื่องเดาออก แต่คนทั้งบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจและก็นั่งดูต่อไป จนถึงเมื่อวันที่พูดแต่ต้นเรื่อง เพื่อนผู้ชายที่นั่งกินข้าวด้วยกันก็ยังบ่นว่าละครน้ำเน่าไม่มีคุณภาพ และไร้สาระ เรียกกันว่าก็บ่นกันมาร่วมสิบกว่าปีเลยทีเดียว!
          ถึงจะมีคนบ่น คนด่ายังไง แต่ที่น่าสนใจคือละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมานานแสนนาน และยังคงครองใจประชากรส่วนใหญ่ที่ดูทีวีในช่วงหลังข่าวภาคค่ำ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิง นักเรียน แม่ค้า ไปจนถึงทุกคนที่มีทีวี ถึงแม้ตอนนี้เคเบิ้ลทีวีจะได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่เวลาหลังข่าวก็ยังคงเป็นของละครอยู่ดี

จำเลยรัก

 

           แน่นอนว่าจิตวิทยาอธิบายเกี่ยวกับคน การที่คนชอบละครน้ำเน่าก็น่าจะอธิบายด้วยจิตวิทยาได้เช่นกัน
           อาจารย์จิตวิทยาสังคมท่านหนึ่งเคยพูดประเด็นนี้ในห้องเรียน แล้วเคยบอกให้ฟังว่า ที่ละครน้ำเน่าเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่ เพราะคนไทยส่วนมากเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ละครน้ำเน่าที่มีเรื่องราวของบุคคลร่ำรวย ใส่เสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่า นางเอกสวย พระเอกหล่อ มันก็เหมือนกับสิ่งที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะได้ แม่ค้าที่ขายข้าวอยู่ในตลาดกลับมาบ้านคงไม่อยากดูละครที่ทั้งวันนางเอกอยู่ในตลาด พระเอกทำงานอยู่ในโรงงาน เพราะสิ่งเหล่านี้เขาก็คงเห็นอยู่ทุกวันจนเบื่อ
          อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อเรื่องเดิม ๆ เช่น ตัวอิจฉาแย่งพระเอกจากนางเอก พระเอกหึงนางเอกที่อยู่กับเพื่อนเก่า การแก่งแย่งมรดกหลายล้าน จนถึงการสลับลูกของคนรวยและคนจน ทำไมคนถึงยังอยากดูเรื่องราวแบบนี้ ที่หลายเรื่องแค่ดูสองสามตอนแรกก็พอจะเดาตอนอวสานได้แล้ว
          ตามธรรมชาติของคนเราชอบที่จะเข้าใจมากกว่าจะไม่เข้าใจ เช่น ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงย่อหน้านี้แล้วยังไม่เข้าใจว่าคนเขียนมันเขียนอะไรของมัน ก็คงไม่ชอบใจแน่ ๆ และคนเราพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ถึงแม้จะมีไม่ครบแต่คนเราก็พยายามจะมองให้มันสมบูรณ์ เช่น ท่านผู้อ่านลองอ่านประโยคนี้ ”กา_ครั้_หนึ่_น_นม_แล้_”

 อ่านว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ถูกต้องเก่งมาก เอาไปสิบคะแนน งั้นลองข้อต่อไป

 ”_ม่_อ_อี_ แ_ _”

           เดาถูกไหมว่ามันอ่านว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” คนไหนอ่านออกก็ไม่เป็นไร เก่งมากตบมือให้เลย แประ แประ แต่คนอ่านไม่ออกสิ รู้สึกขัดใจบ้างไหม เช่นเดียวกัน ละครไทยเหมือนโจทย์ข้อแรก มองปุ๊บก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง เรื่องราวหรือปมปริศนาในเรื่องก็เดาได้ไม่ยาก จะให้พูดก็คือดูแล้วไม่เครียด และไม่ขัดใจนั่นเอง
 อีกอย่างคือคนเราชอบความคงเส้นคงวา หรือเสมอต้นเสมอปลาย เช่น

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 15 28

           รู้สึกขัดใจกับ 15 28 มั่งหรือเปล่า ถ้าเปลี่ยนเป็น 14 15 จะดูราบรื่นกว่า ละครน้ำเน่าจะมีเนื้อเรื่องที่เดาง่าย และคงเส้นคงวา เช่น ตอนต้นเรื่องนางเอกเกลียดพระเอก ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนรักกัน ต่อมาจะมีเหตุการณ์ทำให้ทั้งสองผิดใจกัน แต่ในที่สุดทั้งสองก็จะแต่งงานกันอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอดูปุ๊บก็รู้ตอนจบทันที แล้วก็จบแบบนั้นจริง ๆ เสียด้วย ไม่มีเลข 15 28 มาให้ขัดใจเหมือนหนังสมัยใหม่ที่มีหักมุม ซ่อนเงื่อน
           ก็ไม่ได้หมายความว่าละคร หรือหนังที่มีปริศนาเข้าใจยาก หรือเดาเนื้อเรื่องไม่ได้เลย จะไม่ใช่ละครที่ดี แต่ว่ากลุ่มเป้าหมายมันต่างกัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่ดูละครน้ำเน่า ดูเพื่อคลายเครียดจากการทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เรื่องที่เข้าใจง่ายเดาง่ายมันย่อมไม่ขัดใจ และเบาสมองมากกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม
           เสน่ห์อีกอย่างของละครไทยคือต้องดูเป็นหมู่คณะถึงจะสนุก ดูแล้วเงียบ ๆ คิดอยู่คนเดียวไม่สนุกแน่ ๆ ต้องดูกับเพื่อนฝูง หรือครอบครัว  คอยวิจารณ์ และเดากับคนอื่น ๆ ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นจะสนุกมากขึ้นหลายเท่า ไม่เชื่อคืนนี้หลังข่าวลองเรียกคนในครอบครัวมาดู อาจได้อรรถรส และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะไปในตัว

 แล้ว น. 13+ จะมีประโยชน์ก็งานนี้แหละ

น13



แถมอ้างอิง ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม คลิกที่ข้างล่างนี้
▼ Show me! ▼

Tags: , , , , , ,

Jan 21

คอลัมน์ อ่านจิต ครั้งที่ 2 : 100วิธีมีความสุขทุกๆวัน

หน้าปก100วิธีมีความสุขทุกๆวัน สวัสดีคร้าบทุ๊กคนนนนน
เคยเบื่อๆบางไหม รู้สึกวันๆไม่มีอะไรทำ จนรู้สึกแย่กับตัวเองไปเลย
จงลุกขึ้นมาหาอะไรทำเสียบ้างซะที จะกวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ เก็บอึหมาริมถนนก็ดี
เพราะ คุณดร.เดวิด ไนเวน ผู้แต่งหนังสือ 100 วิธีมีความสุขทุกๆวัน เขาบอกไว้ว่า…
“หาอะไรทำสักอย่าง เพราะความรู้สึกที่เรามีอะไรทำมากเหลือเกินนั้นน่าจะพอใจกว่ารู้สึกไม่มีอะไรทำ”
ซึ่งคุณลุงเดวิดเขาไม่ได้พูดมาขึ้นมาลอยๆนะจ้ะ แต่เขาเอาความรู้มาจากงานวิจัยของคู่หูดูโอคุณเบลีย์และคุณมิลเลอร์ที่เคยทำวิจัย (Research) มาตั้งแต่ปี 1998 แน่ะ ซึ่งผลการวิจัยเขาสรุปออกมาว่า ในการวิจัยบรรดานักศึกษา คนที่มีงานทำจนยุ่งเหยิง จะมีความพอใจในชีวิตมากกว่า 15% อ๊ะๆ! ถึงแม้จะยุ่งแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้เครียดมากขึ้น แต่การมีอะไรทำน้อยลงน่ะสิ ที่ทำให้เครียดมากกว่า

Concept ของหนังสือเล่มนี้คือ ขุดแงะเอางานวิจัยจิตวิทยาที่มันอยู่ในตู้และอ่านย๊ากยาก เขาเอามาย่อยๆๆให้คนอื่นอ่านได้ง่ายๆ กลืนได้สะดวก ไม่ฝืดคอ ฝืดใจ

ถ้าเกิดรู้สึกทุกข์ใจ ไม่สบายใจ หรือแม้จะเป็นคนที่มีความสุขดี ปกติดี
ก็ลองอ่านแนวคิดการสร้างความสุขหลากหลายแบบจากหนังสือเล่มนี้ดู
อาจช่วยให้น้องๆเป็นคนที่”มีสุข”
แต่ไม่ต้องเป็น”ไก่”ก็ได้นะ

เกี่ยวกับหนังสือ
ชื่อเรื่อง : 100 วิธีมีความสุขทุกๆวัน
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์ชานชาลา
ผู้แต่ง : David Niven, Ph.d.
ผู้แปล : ชานชาลา
ราคาปก : 130 บาท
ISBN : 9789749010105
หาซื้อได้ที่ : หาค่อนข้างยากแล้ว ลองดูที่ร้านหนังสือมือสอง ▼ Show me! ▼

อ่านตัวอย่างหนังสือได้ที่ : ▼ Show me! ▼

Tags: , ,

Dec 28

psychola_logoเกี่ยวกับเว็บไซต์ psychola.com
วัตถุประสงค์
เป็นสถานที่ที่รวบรวมบทความและสื่อมัลติมีเดียต่างๆซึ่งเกี่ยวกับจิตวิทยาและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังรับฟังความคิดเห็น (comments) และปัญหาต่างๆที่วัยรุ่นถามมา ซึ่งทีมงานจะเอาคำถามไปหาคำตอบให้ได้

กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 13-25 ปี กลุ่มเป้าหมายรองคือประชาชนทั่วไป

มีความคิดริเริ่มมาจากนิสิต นักศึกษาทางด้านจิตวิทยาที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ทางด้านจิตวิทยาให้คนทั่วไปรับทราบและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ติดต่อเว็บไซต์ที่ contact@psychola.com

Tags: , , , ,