Jan 27

Get Flash to see this player.

 


ละครน้ำเน่า ความสุขที่เดาได้

เรื่อง: NusNus

          วันก่อนไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนที่ตลาดสามย่าน สามย่านเป็นตลาดที่มีจุดเด่นบางอย่างคือทีวีเปิดช่องเดียวกันหมดทุกร้าน อาจจะเป็นกลยุทธ์ความเท่าเทียมของร้านอาหารที่นั่นก็คือ ชนิดอาหาร ราคาอาหาร คุณภาพอาหาร และรายการทีวีที่ดูแกล้มอาหารเหมือนกันหมด! แต่วันนี้ไม่ได้จะพูดเรื่องการตลาดหรือรสชาติอาหาร แต่ที่จะพูดถึงคือสิ่งที่เปิดในขณะนั้นคือละครเรื่อง “จำเลยรัก” ที่ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน
 ก่อนอื่นขอจำกัดความก่อนว่า “ละครน้ำเน่า” ที่เรียกในที่นี้ไม่ได้มองในแง่ลบ แต่มันเป็นชื่อประเภทของละครที่คนไทยรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี (ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาเรียกกันว่า soap opera)
          ตั้งแต่ยังเด็กแล้วพ่อชอบบ่นเสมอ ๆ ขณะที่คนทั้งบ้าน (แน่นอนคนเขียนคอลัมน์ด้วย) นั่งดูละครน้ำเน่าเรื่องต่าง ๆ ว่าซ้ำซาก ไร้สาระ เนื้อเรื่องเดาออก แต่คนทั้งบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจและก็นั่งดูต่อไป จนถึงเมื่อวันที่พูดแต่ต้นเรื่อง เพื่อนผู้ชายที่นั่งกินข้าวด้วยกันก็ยังบ่นว่าละครน้ำเน่าไม่มีคุณภาพ และไร้สาระ เรียกกันว่าก็บ่นกันมาร่วมสิบกว่าปีเลยทีเดียว!
          ถึงจะมีคนบ่น คนด่ายังไง แต่ที่น่าสนใจคือละครน้ำเน่ายังคงอยู่คู่สังคมไทยมานานแสนนาน และยังคงครองใจประชากรส่วนใหญ่ที่ดูทีวีในช่วงหลังข่าวภาคค่ำ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิง นักเรียน แม่ค้า ไปจนถึงทุกคนที่มีทีวี ถึงแม้ตอนนี้เคเบิ้ลทีวีจะได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่เวลาหลังข่าวก็ยังคงเป็นของละครอยู่ดี

จำเลยรัก

 

           แน่นอนว่าจิตวิทยาอธิบายเกี่ยวกับคน การที่คนชอบละครน้ำเน่าก็น่าจะอธิบายด้วยจิตวิทยาได้เช่นกัน
           อาจารย์จิตวิทยาสังคมท่านหนึ่งเคยพูดประเด็นนี้ในห้องเรียน แล้วเคยบอกให้ฟังว่า ที่ละครน้ำเน่าเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยส่วนใหญ่ เพราะคนไทยส่วนมากเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ละครน้ำเน่าที่มีเรื่องราวของบุคคลร่ำรวย ใส่เสื้อผ้าหรูหราฟู่ฟ่า นางเอกสวย พระเอกหล่อ มันก็เหมือนกับสิ่งที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการจะได้ แม่ค้าที่ขายข้าวอยู่ในตลาดกลับมาบ้านคงไม่อยากดูละครที่ทั้งวันนางเอกอยู่ในตลาด พระเอกทำงานอยู่ในโรงงาน เพราะสิ่งเหล่านี้เขาก็คงเห็นอยู่ทุกวันจนเบื่อ
          อีกส่วนหนึ่งคือเนื้อเรื่องเดิม ๆ เช่น ตัวอิจฉาแย่งพระเอกจากนางเอก พระเอกหึงนางเอกที่อยู่กับเพื่อนเก่า การแก่งแย่งมรดกหลายล้าน จนถึงการสลับลูกของคนรวยและคนจน ทำไมคนถึงยังอยากดูเรื่องราวแบบนี้ ที่หลายเรื่องแค่ดูสองสามตอนแรกก็พอจะเดาตอนอวสานได้แล้ว
          ตามธรรมชาติของคนเราชอบที่จะเข้าใจมากกว่าจะไม่เข้าใจ เช่น ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงย่อหน้านี้แล้วยังไม่เข้าใจว่าคนเขียนมันเขียนอะไรของมัน ก็คงไม่ชอบใจแน่ ๆ และคนเราพยายามเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ถึงแม้จะมีไม่ครบแต่คนเราก็พยายามจะมองให้มันสมบูรณ์ เช่น ท่านผู้อ่านลองอ่านประโยคนี้ ”กา_ครั้_หนึ่_น_นม_แล้_”

 อ่านว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ถูกต้องเก่งมาก เอาไปสิบคะแนน งั้นลองข้อต่อไป

 ”_ม่_อ_อี_ แ_ _”

           เดาถูกไหมว่ามันอ่านว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” คนไหนอ่านออกก็ไม่เป็นไร เก่งมากตบมือให้เลย แประ แประ แต่คนอ่านไม่ออกสิ รู้สึกขัดใจบ้างไหม เช่นเดียวกัน ละครไทยเหมือนโจทย์ข้อแรก มองปุ๊บก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง เรื่องราวหรือปมปริศนาในเรื่องก็เดาได้ไม่ยาก จะให้พูดก็คือดูแล้วไม่เครียด และไม่ขัดใจนั่นเอง
 อีกอย่างคือคนเราชอบความคงเส้นคงวา หรือเสมอต้นเสมอปลาย เช่น

 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 15 28

           รู้สึกขัดใจกับ 15 28 มั่งหรือเปล่า ถ้าเปลี่ยนเป็น 14 15 จะดูราบรื่นกว่า ละครน้ำเน่าจะมีเนื้อเรื่องที่เดาง่าย และคงเส้นคงวา เช่น ตอนต้นเรื่องนางเอกเกลียดพระเอก ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองคนรักกัน ต่อมาจะมีเหตุการณ์ทำให้ทั้งสองผิดใจกัน แต่ในที่สุดทั้งสองก็จะแต่งงานกันอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอดูปุ๊บก็รู้ตอนจบทันที แล้วก็จบแบบนั้นจริง ๆ เสียด้วย ไม่มีเลข 15 28 มาให้ขัดใจเหมือนหนังสมัยใหม่ที่มีหักมุม ซ่อนเงื่อน
           ก็ไม่ได้หมายความว่าละคร หรือหนังที่มีปริศนาเข้าใจยาก หรือเดาเนื้อเรื่องไม่ได้เลย จะไม่ใช่ละครที่ดี แต่ว่ากลุ่มเป้าหมายมันต่างกัน เพราะคนส่วนใหญ่ที่ดูละครน้ำเน่า ดูเพื่อคลายเครียดจากการทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งวัน เรื่องที่เข้าใจง่ายเดาง่ายมันย่อมไม่ขัดใจ และเบาสมองมากกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม
           เสน่ห์อีกอย่างของละครไทยคือต้องดูเป็นหมู่คณะถึงจะสนุก ดูแล้วเงียบ ๆ คิดอยู่คนเดียวไม่สนุกแน่ ๆ ต้องดูกับเพื่อนฝูง หรือครอบครัว  คอยวิจารณ์ และเดากับคนอื่น ๆ ว่าฉากต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นจะสนุกมากขึ้นหลายเท่า ไม่เชื่อคืนนี้หลังข่าวลองเรียกคนในครอบครัวมาดู อาจได้อรรถรส และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะไปในตัว

 แล้ว น. 13+ จะมีประโยชน์ก็งานนี้แหละ

น13



แถมอ้างอิง ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม คลิกที่ข้างล่างนี้
▼ Show me! ▼


เข้ามาคุยเรื่องนี้ต่อ ในเว็บบอร์ดกันเถอะขอรับ

Tags: , , , , , ,

Jan 17

วันนี้มีวิดีโอมาให้ดูอีกแล้ว ดูก่อนแล้วค่อยอ่านข้างล่างนะครับ

psychola_video_4

เป็นไงครับน้องๆ วิดีโอที่พี่หมีเอามาให้ดู ฮาดีมั้ยล่ะ?
ว่างๆก็ไปทดลองเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนได้นะครับ
แต่ถ้าเพื่อนมันสงสัยว่า เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง?
น้องก็ลองอ่านคำอธิบายข้างล่าง แล้วเอาไปบอกได้เลย

ครับผม ก่อนอื่นก็อยากให้น้องๆลองหันไปรอบๆตัวดูสิครับ ….(หันดูสิ)…..จะเห็นว่ารอบตัวน้องๆเนี่ย มีอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดเลย ซึ่งเราไม่สามารถที่จะใส่ใจกับทุกสิ่งได้ครบหรอกครับ เพราะ ถ้าใส่ใจกับทุกอย่างมันจะทำให้เราคิดและทำสิ่งต่างๆได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น จริงป่ะล่ะ?
กระบวนการทางจิตของเราก็เลยเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น แต่บางทีก็ทำให้ข้อมูลมันตกหล่นได้
ยกตัวอย่างเช่น เกิดการตกหล่นของภาพที่เรามอง จึงทำให้ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งแบบนี้นักจิตวิทยาเรียกกันว่า ปรากฏการณ์ Change Blindness (มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง)

อยากรู้ไหมว่าเกิดขึ้นได้ยังไง?
จะอธิบายแบบให้เห็นเป็นภาพละกันนะครับ ลองจินตนาการว่าน้องมีตะกร้าใบใหญ่ใบหนึ่งเปรียบเสมือนเป็นตะกร้าเก็บความจำภาพระยะสั้น (Short-term visual storage)
แล้วก็มีอุปกรณ์เล่นกีฬาอยู่หลายแบบ เช่น ลูกฟุตบอล ลูกวอลเล่ย์บอล ลูกเทนนิส ลูกบาส ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นข้อมูลภาพแบบต่างๆ
สมมติน้องชอบเล่นวอลเลย์บอล น้องก็จะใส่ใจกับมันเป็นพิเศษ แล้วน้องก็โยนมันลงไปในตะกร้า ซุบ! ลงตะกร้าพอดีเลย!
แต่พวกลูกกลมๆอื่นๆ น้องก็โยนแบบอย่างงั้นแหละ ไม่ค่อยใส่ใจ บางลูกก็อาจจะกระเด้งออกจากตะกร้าและตกหล่นหายไปบ้าง
แล้วทีนี้พอคุณครูให้โชว์ว่าเก็บลูกอะไรได้บ้าง แล้วเอามาเทียบกับคุณครู ซึ่งตรงนี้เปรียบเสมือนสิ่งต่างๆหรือมีเหตุการณ์ต่างๆที่มันเปลี่ยนแปลงไป
เอาล่ะสิ น้องๆก็ไม่มีลูกบอลแบบอื่นๆเอาไว้เทียบกับคุณครู ก็เลยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแบบไหน งงไปหมด เพราะ ข้อมูลภาพอื่นๆและรายละเอียดต่างๆมันก็ตกหล่นหายไปจาก Short term visual storage ไปซะแล้ว

อยากรู้ไหมว่ารายการทีวีนี้เอามาจากการวิจัยอะไร?
ครับผม รายการทีวีที่ให้ดูไป เขาดัดแปลงมาจากการทดลองที่เริ่มโดยคุณพี่ Simons และคุณพี่ Levin (ในปี ค.ศ.1998) คุณพี่เขาได้ออกแบบการทดลองเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า ซึ่งมันก็เกิดเจ้าปรากฏการณ์ Change Blindness นี้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ น้องๆลองคิดต่อดูสิครับว่าจะเอาไปเล่นกับเพื่อนๆแบบไหนดี ลองคิดวิธีแล้วโพสต์ comment ให้พี่หมีรู้หน่อยสิครับ ฮาฮาฮ่า

ขอขอบคุณ
▼ Show me! ▼

Tags: , , , , , ,